การปรับตัวและการเตรียมความพร้อมห้องสมุดเพื่อเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0

การสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2560
“การบริการสารสนเทศแบบเปิด: ร่วมมือ ผสานใจ เพื่อตอบรับไทยแลนด์ 4.0”
วันอังคารที่ 30 – วันพุธที่ 31 พฤษภาคม 2560
ณ ห้องประชุม Convention Hall A,B ชั้น 1 โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ
การสัมมนาวิชาการในครั้งนี้จัดขึ้นโดย ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) ร่วมกับสำนักหอสมุดกฎหมายมหาชน สำนักงานศาลปกครอง ระหว่างวันที่ 30-31 พฤษภาคม 2560
ในการเสวนา เรื่อง การปรับตัวและการเตรียมความพร้อมห้องสมุดเพื่อเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 วิทยากรโดย คุณกษมา กองสมัคร นักวิจัยนโยบาย ฝ่ายวิจัยนโยบายสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ วิทยากร โดย รศ.ดร. น้ำทิพย์ วิภาวิน อาจารย์สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และดำเนินรายการโดย ผศ.ดร. ศิวนาถ นันทพิชัย ผู้อํานวยการศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ในการเสวนาดังกล่าว วิทยากรท่านแรก คือ คุณกษมา กองสมัคร ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญ เรื่องแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่า ห้องสมุดถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและประเทศ จึงมีโจทย์ให้แก้ปัญหาอยู่หลายประเด็น เช่น การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง การแก้ปัญหาคอรัปชั่น ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ได้มีการใช้ Facebook, Line มากขึ้น ส่วนมากผู้ใช้เข้าถึงโดยผ่าน Smart Phone
กรอบแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัล มี 6 ยุทธศาสตร์ ในยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการสร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล (ห้องสมุด คลังความรู้ พิพิธภัณฑ์) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับห้องสมุดคือ การปรับตัวแบบ “Inclusion, Transformation, Innovation, Convergence” โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

1. รูปแบบของห้องสมุดในยุคดิจิทัล ด้วยการทําเนื้อหาให้เป็นดิจิทัล ผลิตหรือแปลงความรู้ที่ถูกต้อง
น่าเชื่อถือ รวมทั้งมีความร่วมมือกับห้องสมุดอื่นๆ
– ห้องสมุดดิจิทัล (Digital Library) ที่ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หนังสือ ทั้งหมดผ่านระบบดิจิทัล
– ห้องสมุดกึ่งดิจิทัล (Convergence Library) ที่ปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็น Community Space ที่ให้บริการห้องสมุดและให้บริการดิจิทัล (Internet Devices, Digital documents, Digital books, Digital Content)
– บริการการเรียนรู้ และบริการพื้นที่กิจกรรมของผู้ใช้งาน
– เน้นความร่วมมือระหว่างองค์กร การเปิดเผยและแบ่งปันข้อมูล และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน

2. มีการจัดบริการที่หลากหลายเพิ่มขึ้น เช่น
– บริการ Self-Service ค้นหา / ยืมคืนหนังสือ และ Materials ผ่านระบบดิจิทัล และผ่าน ตู้ kiosks
– บริการหนังสือดิจิทัล (e-Books, e-Magazines, e-Journals, e-Materials, Digitized cultural content)
– บริการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แทปเล็ต e-Reader และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
– บริการถามตอบผ่านระบบดิจิทัล
– ระบบ GPS เพื่อค้นหาหนังสือและเอกสารในห้องสมุด
– ระบบแนะนำหนังสือและ Materials ต่างๆ ตามความสนใจของผู้ใช้บริการ
– บริการแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ
– Convergent services (Library, Museum, Archive, Blogs, Forums, etc.)
– จัดพื้นที่ให้ทำกิจกรรม

3. ปรับบทบาทให้บริการผู้ใช้หลากหลายมากขึ้น เช่น
– ผู้บกพร่องด้านต่างๆ เน้นผู้ใช้บริการกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ ผู้พิการ คนทำงานในอาชีพต่างๆ ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ
– ให้บริการเรียนรู้ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล (Literacy & Digital Literacy)
– เป็น Gateway สู่ข้อมูล ข่าวสารในโลกออนไลน์ และการรับบริการของรัฐผ่านระบบดิจิทัล
– เป็นศูนย์บริการด้านเทคโนโลยีของชมุชน อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โปรแกรม อุปกรณ์สำนักงานของคนในชุมชน จนถึงอุปกรณ์ซอฟต์แวร์ที่ใช้สร้างดนตรี ออกแบบ อาร์ตเวิร์ก หรือใช้บริการเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
– เป็น Community Reading Room / Co-working Space / Help Desk / Crowdfunding Space / Maker space สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ขององค์กร / ชุมชน
– ปรับตัวกลายเป็น Publisher ในโลกยุคดิจิทัล
*นัยยะสำคัญคือการปรับตัวของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

วิทยากรท่านที่ 2 คือ รศ.ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน ได้กล่าวถึงห้องสมุดดิจิทัลเริ่มตั้งปี 1994 เมื่อสหรัฐอเมริกามีการนำ internet เข้ามาใช้ การปรับตัวของห้องสมุดดิจิทัล Thailand 4.0 ต้องเริ่มจากการสร้างสังคมความรู้ ทำให้คนในประเทศมีความรู้และกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ Thailand 4.0 ต้องลดช่องว่างของความรู้ที่แตกต่างกันให้มากที่สุด ห้องสมุดซึ่งเป็นศูนย์กลางและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ผู้ใช้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดมหาวิทยาลัยและห้องสมุดเฉพาะจึงมีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือการเรียนรู้ผ่านสถาบันและแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ห้องสมุดต้องเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้แบบ Learning space และ Virtual space เพราะห้องสมุดมีข้อมูลทั้งแบบรูปเล่มให้บริการและข้อมูลที่เป็นดิจิทัล โดยเฉพาะห้องสมุดมหาวิทยาลัยและห้องสมุดเฉพาะหลายๆ แห่ง รวมถึงห้องสมุดโรงเรียน และห้องสมุดประชาชน
ห้องสมุดดิจิทัลต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบ Full text ได้ทุกที่ ยกตัวอย่างเช่นสถาบัน National Digital Library of Korea ของประเทศเกาหลีใต้ เป็นหน่วยงานที่ให้บริการ digital content ทั้งหมดแบบถูกต้องตามลิขสิทธิ์ ประชาชนสามารถลงทะเบียนเข้ามาใช้ และชาวต่างชาติก็สามารถเข้าใช้ได้โดยใช้พาสปอร์ตเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลให้งบประมาณเพื่อพัฒนาให้ประชาชนเข้าถึงและสามารถค้นข้อมูลที่เป็นภาษาเกาหลีได้ทั้งหมด สำหรับการทำงานภายในจะมีศูนย์กลางที่เรียกว่า Korea Institutes Science Technology เป็นหน่วยงานที่รัฐบาลจ่ายเงินสนับสนุนให้ดำเนินการเก็บข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวารสารทุกฉบับ งานวิจัยทุกชิ้น จึงทำให้สามารถค้นหาข้อมูลได้หมดทุกรายการ แต่มีบางรายการที่ห้องสมุดต้องบอกรับการเป็นสมาชิก

ปัจจัยแห่งความสำเร็จและความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัล
1. ความคาดหวังของผู้ใช้ (User expectations) ผู้ใช้ในปัจจุบันมีความคาดหวังที่เปลี่ยนไป ผู้ใช้ต้องการข้อมูลแบบ Google คือมีความรวดเร็วในการค้นหา ได้ข้อมูลที่ต้องการทันที ผู้ให้บริการจึงต้องพัฒนาให้เป็นไปได้ในระดับนั้นด้วย ดังนั้นผู้ให้บริการจึงต้องมีระบบจัดการข้อมูลที่เปลี่ยนไป
2. การเปลี่ยนวิธีทำงานของนักวิชาการ (Change ways of scholars) ที่ปัจจุบันสามารถค้นงานได้อย่างรวดเร็วและสามารถทำงานได้ในเวลาที่สั้นลง
3. ความเปลี่ยนแปลงของการตีพิมพ์เผยแพร่ในการสื่อสารทางวิชาการ (Change in scholarly publishing) สามารถที่จะตีพิมพ์ออนไลน์ได้นอกจากตีพิมพ์เป็นตัวเล่ม สามารถที่จะฝากลิขสิทธิ์ไว้ได้ในคลังสารสนเทศสถาบันหรือเฉพาะทางได้

ปัจจัยแห่งความสำเร็จการจัดการข้อมูลตามมาตรฐานสากลเพื่อการใช้งานในระยะยาว คือการทำห้องสมุดดิจิทัล หรือการทำ IR ไม่ใช่ทำเฉพาะชื่อเรื่องและไฟล์เท่านั้น แต่ต้องมีรายละเอียดของ metadata ที่จะอธิบายรายละเอียดของข้อมูล เพื่อให้สามารถจัดเก็บและค้นหาข้อมูลได้ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ใช้คาดหวังจากการค้นหาข้อมูลคือ one stop service ต้องสามารถค้นหาข้อมูลจากทุกแหล่งได้ภายในจุดเดียว เพื่อให้บริการนักวิจัย นักศึกษา อาจารย์ ที่ต้องการค้นหาข้อมูลของทุกสถาบันให้มีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น การเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้จะทำให้มีบริการต่อไปในอนาคตและยังสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับภายนอกได้ด้วย มาตรฐานของข้อมูลก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สามารถนำข้อมูลไปแลกเปลี่ยนกับที่อื่นได้

ปัจจัยความเสี่ยงของการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัล ได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในการซื้อข้อมูลดิจิทัล และการขาดมาตรฐานการจัดการข้อมูลเพื่อใช้งานในระยะยาว เพราะข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด คนอยู่ในวงการห้องสมุดต้องคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้เป็น Original source สำหรับผู้ใช้

แนวทางการเตรียมการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลและคลังสารสนเทศสถาบัน
1. การกำหนดนโยบายการรวบรวมเนื้อหาและการจัดการข้อมูล นโยบายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทั้งในระดับประเทศและในระดับองค์กร การจัดเก็บข้อมูลจะได้ไม่เป็นแบบ Stand alone คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน
2. การตัดสินใจเลือก metadata ที่จะจัดเก็บและนำเสนอข้อมูล
3. การขอตัวบ่งชี้ดิจิทัล DOI
4. การร่างข้อตกลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์กับเจ้าของผลงาน
5. การพัฒนารูปแบบการสร้างเอกสารและคู่มือการอนุรักษ์ในระยะยาว และรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม
6. การฝึกอบรมบุคลากรและเจ้าของผลงานในการใช้ซอฟต์แวร์ในการนำเนื้อหาเข้าสู่ระบบ
7. การสร้างคู่มือการนำฝากเอกสาร หรือการนำเอกสารเข้าสู่ระบบ
8. การตลาดและการเผยแพร่แนวคิดของการฝากข้อมูลดิจิทัลไว้ในคลังสารสนเทศเพื่อการใช้งานระยะยาว
แต่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จากพลังของคนที่อยู่ในห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ รวมถึงฝ่ายนโยบายที่ต้องให้การสนับสนุน Digital content โดยเฉพาะภาษาไทยเรายิ่งจำเป็นที่จะต้องทำ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่สิ่งสําคัญที่สุดก็คือ การจัดการข้อมูลตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในระยะยาวและแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะให้มีความร่วมมือกันในเครือข่ายให้มากขึ้น

ช่วงสุดท้ายของการเสวนา ผศ.ดร.ศิวนาถ นันทพิชัย ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการได้สรุปประเด็นการเสวนาในมุมมองของผู้บริหารและผู้ให้บริการว่า ห้องสมุดในปัจจุบันควรต้องวิเคราะห์สภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนบทบาทตนเองให้เป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลง (Change agent) คือสร้างเนื้อหาดิจิทัลให้เพิ่มมากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ นําเสนอเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่ผู้ใช้บริการ และปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการให้เป็นเชิงรุก เช่น จากเดิมที่เคยรองบประมาณจากมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว ก็เปลี่ยนเป็นของบประมาณจากทางจังหวัดด้วย และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือทุกห้องสมุดควรจะมีความร่วมมือกันและผสานใจกันให้มากขึ้น

จัดทำโดย
1. นางสาวสุจรรยา จินดาวงศ์
2. นางสาวโชติกา วีระพงษ์