การสัมมนาทางวิชาการเรื่อง สารสนเทศศาสตร์ในกระแสไทยแลนด์ 4.0

การสัมมนาทางวิชาการเรื่อง สารสนเทศศาสตร์ในกระแสไทยแลนด์ 4.0

จัดโดย สาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2560

ณ ห้องประชุมคอนเวนชั่น 2 โรงแรมอวานี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

 

สรุปสาระสำคัญโดย อังคณา อินทรพาณิชย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ

                                                             กฤตยา ติณนรเศรษฐ์ บรรณารักษ์ ห้องสมุดวิทยาเขตราชวิถี

 

ผู้เขียนได้เข้าร่วมการสัมมนาครั้งนี้ด้วยความสนใจ เพื่อพัฒนาความรู้ทางวิชาชีพในยุคไทยแลนด์ 4.0 และในฐานะเป็นศิษย์เก่าของภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ (อังคณา)  ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์ (กฤตยา)  การสัมมนาครั้งนี้จึงได้รับทั้งความรู้และการเปิดวิสัยทัศน์จากมุมมองของคณาจารย์สาขาสารสนเทศศาสตร์ในยุค 4.0 และมีโอกาสร่วมแสดงมุทิตาจิตต่อผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในวิชาชีพบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เนื่องในวาระเกษียณอายุราชการประจำปีงบประมาณ 2560 ของคณาจารย์ประจำสาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์   มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ลำปาง แม่นมาตย์ รองศาสตราจารย์ภรณี ศิริโชติ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์เพ็ญพันธ์ เพชรศร สาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์จึงกำหนดจัดสัมมนาวิชาการเรื่อง สารสนเทศศาสตร์ในกระแสไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเผยแพร่ความรู้และมุมมองของคณาจารย์และศิษย์เก่าสาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในด้านการพัฒนาด้านสารสนเทศศาสตร์ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและตอบสนองนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายไทยแลนด์ 4.0  พร้อมทั้งจัดงานเลี้ยงเพื่อแสดงมุทิตาจิตแด่อาจารย์ทั้ง 3 ท่าน

ในภาคการสัมมนาวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้กล่าวเปิดการสัมมนาและบรรยายนำในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายในกระแสไทยแลนด์ 4.0” ว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเคลื่อนผ่านจากยุคเกษตรกรรม สังคมอุตสาหกรรม สังคมความรู้ ไปสู่สังคมดิจิทัล (Digital Society) ที่มีลักษณะเป็นสังคมเครือข่าย มีการเชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย   โดยมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นโมเดลหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์งาน (Creativity) ที่เชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของชุมชนและสังคมด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ เพื่อสร้างนวัตกรรม (Innovation) และเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าต่อสังคมแบบทำน้อยได้มากและขยายไปสู่ระดับโลก

บทบาทสำคัญของนักวิชาชีพสารสนเทศที่ตอบสนองต่อนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้แก่ ความเป็นมืออาชีพที่มีศักยภาพโดดเด่น สามารถเชื่อมโยงระหว่างผู้แสวงหาสารสนเทศไปสู่สารสนเทศ (Contents) ที่มีคุณภาพ มีกระบวนการจัดการสารสนเทศ (Information Management Process) โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีเว็บและเครือข่าย นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสารสนเทศทั้งในรูปแบบเอกสารสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และเอกสารดิจิทัลให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ด้วยอุปกรณ์การสื่อสารสมัยใหม่หลากหลายรูปแบบ การสร้างเสริมทักษะการรู้สารสนเทศ (Information literacy) เพื่อให้ผู้ใช้สารสนเทศในวิชาชีพต่าง ๆ สามารถสืบค้นหาสารสนเทศที่ต้องการ คัดเลือกสารสนเทศที่มีจำนวนมากได้อย่างถูกต้อง ถูกกฎหมาย มีความน่าเชื่อถือ สามารถนำสารสนเทศนั้นไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจทำกิจกรรมหรือธุรกรรมต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นระดับเล็กหรือระดับใหญ่  สารสนเทศยุค 4.0 จึงควรมีลักษณะสั้น กระชับ ตรงความต้องการ ผ่านการคัดสรรกลั่นกรองให้มีความถูกต้อง มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตรงตามที่ต้องการได้อย่างเชื่อมั่น นักวิชาชีพสารสนเทศเป็นผู้อยู่ท่ามกลางสารสนเทศจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อความก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ ๆ รวมถึงสามารถสอนผู้อื่นให้มีความรู้ด้วย ในส่วนผู้สอนหรือผู้ผลิตนักวิชาชีพสารสนเทศเข้าสู่ตลาดแรงงานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางวิชาการ ทั้งด้านหลักสูตร เนื้อหา และวิธีการเรียนการสอน

ต่อเนื่องไปยังหัวข้อ “การปรับกระบวนทัศน์ทางวิชาการทางสารสนเทศศาสตร์ในกระแสไทยแลนด์ 4.0” โดย คณาจารย์ทั้งสามท่าน รองศาสตราจารย์ภรณี ศิริโชติ รองศาสตราจารย์ ดร.ลำปาง แม่นมาตย์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์เพ็ญพันธ์ เพชรศร กล่าวถึงการปรับกระบวนทัศน์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาการศาสตร์ต่าง ๆ การปรับกระบวนทัศน์ด้านการจัดการศึกษาด้านบรรณารักษศาสตร์เริ่มจากการปรับเปลี่ยนทั้งรูปแบบและกรอบแนวคิดไปสู่ “สารสนเทศศาสตร์” ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ตามยุคสังคมดิจิทัล พบว่ามีการเปลี่ยนชื่อหลักสูตรและนิยามใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้าง เนื้อหา เป้าหมายของหลักสูตร มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในและต่างประเทศจากเดิมให้ความสำคัญที่ศาสตร์ด้านห้องสมุดเป็นหลัก เปลี่ยนไปมุ่งเน้นที่สารสนเทศศาสตร์ (IS) แม้แต่ชื่อโรงเรียนทางบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (LIS Schools) เปลี่ยนไปสู่คำว่า iSchools ตั้งแต่ปี 2005 เช่น University of Wisconsin-Madison: Information School, UC Berkeley: The School of Information, The University of Arizona, College of Social and Behavioral Science: School of Information, University of Maryland: College of Information Studies รวมถึง สถาบันอุดมศึกษาของไทยหลายแห่งได้ปรับชื่อสาขาวิชาเป็นสารสนเทศศาสตร์ และชื่ออื่น ๆ เช่น สาขาวิชาการจัดการสารสนเทศดิจิทัล มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และเทคโนโลยีและเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต กระบวนการคิด และพฤติกรรมของคนในสังคม สารสนเทศและความรู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลาและมีจำนวนมากมาย กระจัดกระจายอยู่ในสื่อหลากหลายรูปแบบ ประชากรยุค 4.0 ชอบความสะดวก รวดเร็ว ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหรือเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงชีวิต มีความต้องการและใช้สารสนเทศอย่างมากเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและนำไปพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ด้วยตนเอง พึ่งพาบรรณารักษ์และนักสารสนเทศน้อยลง ต้องการสารสนเทศที่มีลักษณะสั้น กระชับ พร้อมใช้ เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว แต่มักจะขาดการประเมินและกลั่นกรอง ชอบความท้าทายใหม่ ๆ และสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อการเรียนรู้ตลอดเวลา เลือกประกอบอาชีพด้วยความพอใจมากกว่าความมั่นคง กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ ยอมรับความล้มเหลวได้ ปรับตัวเก่ง ชอบความเสมอภาค มีความเป็นส่วนตัวสูง มีความผูกพันและทุ่มเทเพื่อองค์กรน้อยลง

   

ความท้าทายในการจัดการศึกษาและปรับหลักสูตรสารสนเทศศาสตร์ เพื่อรองรับบทบาทของห้องสมุดและสมรรถนะของนักวิชาชีพสารสนเทศยุค 4.0 ซึ่งนอกเหนือจากความรู้พื้นฐานด้านบรรณารักษศาสตร์เพื่อการจัดการสารสนเทศอย่างเป็นระบบแล้ว จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปสู่สารสนเทศศาสตร์ดิจิทัล ต้องมีความรู้และความชำนาญในด้าน Data Science, Open Access, Open Data, Open Notebooks, Open Peer Review, Open Sources, Open Educational Resources, Data Mining, Scientific Social Networks, Citizen Science, E-Research, Scholarly Communication, Research Data Management และ Metadata โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการจัดการและให้บริการสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรม บรรณารักษ์และนักวิชาชีพสารสนเทศยังคงมีความจำเป็นสำหรับสังคมอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพียงแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนมุมมองและความเชื่อที่เป็นหลักพื้นฐานของวิชาชีพในเชิงบูรณาการและก้าวให้ทันต่อความก้าวหน้าของสังคมและเทคโนโลยี ทักษะที่จำเป็นของนักวิชาชีพสารสนเทศยุค 4.0 ได้แก่

  1. มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้
  2. มีกลยุทธ์และกระบวนการจัดการสารสนเทศที่มีจำนวนมาก (Big Data Management) ได้แก่  การจัดการระบบสารสนเทศ  การพัฒนาฐานข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับเมตาดาตา การเผยแพร่สารสนเทศที่มีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือพร้อมการอ้างอิงที่ถูกต้อง
  3. มีความรู้เกี่ยวกับ Open Data, Open Access, Research Tools and Research Data Management   เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรม
  4. มีทักษะในการอ่านและเขียน การวิเคราะห์ การสังเคราะห์สารสนเทศ สามารถคัดสรรกลั่นกรองเลือกสารสนเทศที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตรงตามที่ต้องการได้อย่างเชื่อมั่น รวมถึงทักษะการนำเสนออย่างมืออาชีพ เพื่อการเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว
  5. ทักษะการให้บริการยังคงมีความจำเป็นแต่อาจจะไม่ใช่ความจำเป็นสูงสุดของวิชาชีพ แต่จำเป็นต้องเรียนรู้และมีความรู้ในศาสตร์ด้านอื่น ๆ วิทยาการใหม่ ๆ และติดตามความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ประชาชนและนักวิชาชีพสารสนเทศยุค 4.0 ควรมีคุณลักษณะ Smart People ที่สนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยการใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ต้องเข้าใจบริบทของสังคมไทย มีความรู้และกลยุทธ์ในการบริหารจัดการเพื่อการให้บริการสารสนเทศแบบสมเหตุสมผล พอเพียง และมีความยั่งยืน

ในภาคบ่ายการเสวนาเรื่อง การปรับประบวนทัศน์ทางวิชาชีพทางสารสนเทศศาสตร์ในกระแสไทยแลนด์ 4.0 โดย ศิษย์เก่า 7 ท่าน ดร.นงเยาว์ ศรีพรมสุข (ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย มจธ.) กล่าวถึง Information Professionals and Thailand 4.0 ในด้านการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการในวารสารที่ได้รับการรับรองใน TCI (Thai-Journal Citation Index)  ระบบ ThaiJo (Thai Journal Online)  และฐานข้อมูล ACI (ASEAN Citation Index)  ผศ.ดร.ศิวนาถ นันทพิชัย (ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา ม.วลัยลักษณ์) กล่าวถึงการปรับกระบวนทัศน์ของห้องสมุดให้ตอบสนอง Digital Society จากบทบาทวิชาชีพสารสนเทศในศตวรรษที่ 21 มีการปรับหลักสูตรไปสู่ Digital Information Management เพื่อผลิตนักวิชาชีพสารสนเทศที่มุ่งเน้นยกระดับสมรรถนะและภารกิจ  เพิ่มคุณภาพการให้บริการขั้นสูง  เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในวิชาชีพ สามารถตอบสนองความต้องการสารสนเทศคนยุคใหม่และรองรับนวัตกรรมยุค 4.0  คุณวงศกร ชัยรัตนถาวร (Assistant HR Manager, Talent Recruitment Center, บ.ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด) กล่าวถึงคุณลักษณะ ค่านิยม และวัฒนธรรมองค์กรของนักวิชาชีพในยุค 4.0 ได้แก่ การทำกิจกรรมร่วมกันแบบทีม การสร้างความผูกพัน การสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ตลอดเวลา การใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร   และปิดท้ายการสัมมนาด้วยหัวข้อ การนำเสนอนวัตกรรมสารสนเทศยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้แก่ Digital Cultural Heritage โดย ดร.นิศาชล จำนงศรี กล่าวถึงการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการชั้นเลิศของชุมชน  โดยการเพิ่มมูลค่าด้วยองค์ความรู้สำคัญของชุมชนและนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ในดำเนินการด้านการตลาด ด้วยแนวคิดทำน้อยได้มาก Smart Community โดย ดร.เผด็จ จินดา กล่าวถึงปัจจัยความสำเร็จของผู้ประกอบการในชุมชน ได้แก่ สารสนเทศสำคัญเฉพาะท้องถิ่น การตลาด และราคาที่เป็นธรรม สมเหตุสมผล Smart Farm โดย พันเอก ดร.ปรัชญา อารีกุล กล่าวถึง การบริหารจัดการธุรกิจเกษตรกรรมยุค 4.0 โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร “โดรน” เพื่อสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ด้านการเกษตรด้วย 2 แนวคิดคือ Interactive of Innovation and people และ Connectivity Added Value เพื่อให้เกษตรกรแต่ละกลุ่มได้มีจุดเชื่อมโยงกันเพื่อแลกเปลี่ยนสารสนเทศและทำธุรกิจร่วมกัน และ Smart City โดย ดร.อภิศักดิ์ พัฒนจักร กล่าวถึง การพัฒนาชุมชนเมืองด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร  เพื่อสร้างความสะดวกในการเข้าสู่สังคมดิจิทัลยุค 4.0  เช่น e-Pay,  Online shopping, e-Banking, e-Office ฯลฯ

ในภาคงานเลี้ยงเพื่อแสดงมุทิตาจิต ท่ามกลางความปลื้มปิติที่มีคณาจารย์ของภาควิชาทั้งในอดีตที่เกษียณอายุราชการไปก่อน อาจารย์ในยุคปัจจุบัน และลูกศิษย์ตั้งแต่รุ่น 1 ถึงปัจจุบันได้มาร่วมงานจำนวนมาก บรรยากาศการบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีอีสาน อาจารย์ทั้ง 3 ท่านยังได้เล่าถึงความเป็นมาของความเป็น “ครู” ของภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ได้อย่างซาบซึ้งและประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะศิษย์เก่าขอรำลึกถึงพระคุณครูผู้ให้ความรู้ในการประกอบสัมมาชีพ และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกได้โปรดบันดาลพร ปกป้อง และคุ้มครองรักษาให้คณาจารย์ทั้ง 3 ท่านมีแต่ความสุข สดชื่นแจ่มใส และสุขภาพแข็งแรงทุกคืนวันตลอดไป