“เล่าขานตำนานศาลายา” ครั้งที่ 11 ปีพุทธศักราช 2560 “ต่างชาติ ต่างภาษาร่วมมหานทีเดียว: นานาชาติพันธุ์ในศาลายา – นครชัยศรี”

“เล่าขานตำนานศาลายา” ครั้งที่ 11 ปีพุทธศักราช 2560 “ต่างชาติ ต่างภาษาร่วมมหานทีเดียว: นานาชาติพันธุ์ในศาลายา – นครชัยศรี”

ในวันอังคารที่ 2 พฤษภาคม 2560 ศูนย์สยามทรรศน์ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สภาวัฒนธรรมอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม จัดงานเสวนา เรื่อง “ต่างชาติ ต่างภาษาร่วมมหานทีเดียว: นานาชาติพันธุ์ในศาลายา – นครชัยศรี” ในโครงการ “เล่าขานตำนานศาลายา” ครั้งที่ 11 ปีพุทธศักราช 2560 ณ ห้องมินิเธียร์เตอร์ อาคารศูนย์การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล

บรรยากาศการลงทะเบียน

หนังสือที่ศูนย์สยามทรรศน์ศึกษานำมาวางจำหน่าย

        งานเสวนาเริ่มลงทะเบียนเวลา 12.30น. – 13.00น. โดยมีหนังสือที่ศูนย์สยามทรรศน์ศึกษาเป็นผู้ตีพิมพ์มาวางจำหน่ายด้วย และเริ่มงานเสวนาในเวลา 13.00น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิลักษณ์  เกษมผลกูล ประธานศูนย์สยามทรรศ์ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวรายงาน นายอังกูร  สุ่นกุล นายอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

จากนั้นเป็นพิธีมอบรางวัล “ศาลายาสดุดี” ครั้งที่ 7 ประจำปีพุทธศักราช 2560 แด่ นางปราณี  เขียววิจิตร ข้าราชการบำนาญ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งเกษตรอำเภอพุทธมณฑล ในขณะที่ดำรงตำแหน่งได้เป็นผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงเกษตรคลองมหาสวัสดิ์ โดยนำทุนทางธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม และวิถีเกษตรของชาวคลองมหาสวัสดิ์พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ผลักดันให้มีการรวมกลุ่มในการบริหารจัดการในนามของ “วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรล่องเรือชมสวนเลียบคลองมหาสวัสดิ์” ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2543 และได้รับรางวัล Thailand Tourism Awards ประเภทชุมชนดีเด่นด้านการท่องเที่ยว ประจำปี 2550 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

นางปราณี  เขียววิจิตรยังได้ร่วมงานกับมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเป็นผู้เสนอโครงการสถานีสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปสมุนไพรศาลายา และอำเภอพุทธมณฑล ภายใต้แนวคิดการพัฒนาพื้นที่ของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้ใช้พื้นที่ประมาณ 4 ไร่ บริเวณด้านข้างอาคารคณะเทคนิคการแพทย์เพื่อปลูกผักปลอดสารพิษ มีเกษตรกรรับผิดชอบในการปรับพื้นที่ขุดร่องน้ำ คันดิน และปรับปรุงบำรุงดิน ฯณฯ ซึ่งมหาวิทยาลัยอนุเคราะห์ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 เพื่อปลูกผักหมุนเวียน ได้แก่ พืชผักสวนครัว ผักประเภทหัวใต้ดิน ผักพื้นบ้าน ผักประเภทไม้เลื้อย และผลไม้ เป็นต้น ได้ผลผลิตชุดแรกได้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

พิธีมอบรางวัล “ศาลายาสดุดี” ครั้งที่ 7 ประจำปีพุทธศักราช 2560 แด่ นางปราณี  เขียววิจิตร

        หลังจากพิธีมอบรางวัล “ศาลายาสดุดี” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีปาฐกถาพิเศษ “วิถีชีวิตผู้คนในลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี” โดยมีอาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นองค์ปาฐก โดยได้เล่าวิถีชีวิตริมแม่น้ำนครชัยศรี ที่มาที่ไปของการเรียกชื่อแม่น้ำตามท้องถิ่นที่ผ่านคือ แม่น้ำนครชัยศรีเป็นแม่น้ำสาขาที่แยกออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงที่ผ่านจังหวัดชัยนาทเรียก “แม่น้ำมะขามเฒ่า” ช่วงที่ผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีเรียก “แม่น้ำสุพรรณบุรี” ช่วงที่ผ่านจังหวัดนครปฐมเรียก “แม่น้ำนครชัยศรี” และช่วงที่ผ่านจังหวัดสมุทรสาครไปจนถึงไหลลงอ่าวไทยเรียก “แม่น้ำท่าจีน” รวมมีความยาวประมาณ 319หรือ325 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำสำคัญในที่ราบลุ่มภาคกลาง มีวัด 44 วัด ประชากรอยู่ 2 ฝั่งแม่น้ำ ไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน มี 8 ชาติพันธุ์ ลาว เขมร มอญ แขก ญวน ฝรั่ง จีน และไทย อพยบย้ายถิ่นมาแล้วเจอพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เลยปักหลักอยู่กันที่นี่ ประกอบอาชีพทั้งทำนา ทำสวน ทำการประมง เลี้ยงสัตว์ และค้าขาย

ความภาคภูมิใจของคนนครชัยศรีคือคำขวัญ “ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย” ใช้มาตั้งแต่เป็นมณฑลนครชัยศรี ต่อมาเมื่อเปลี่ยนเป็นจังหวัดนครปฐมแล้วได้นำคำขวัญดังกล่าวมาขยายเพิ่มเติมเป็น“ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวงาม ข้าวหลามหวานมัน สนามจันทร์งามล้น พุทธมณฑลคู่ธานี พระปฐมเจดีย์เสียดฟ้า สวยงามตาแม่น้ำท่าจีน” วรรคสุดท้ายเพิ่งเพิ่มขึ้นมาในสมัยที่ ม.ล.ปนัดดา ดิศสกุล เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด

ในสมัยก่อนมีการจับกุ้งแม่น้ำได้ง่ายๆ มีการสัญจรเป็นเส้นทางหลัก แต่เมื่อมีการติดถนนเพชรเกษม ทำให้การสัญจรทางน้ำไมได้รับความนิยมอีกต่อไป

ปาฐกถาพิเศษ “วิถีชีวิตผู้คนในลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี” โดยมีอาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ เป็นองค์ปาฐก

        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เด่นศิริ ทองนพคุณ ประธานชมรมรักแม่น้ำท่าจีนนครปฐม กล่าวถึงวิกฤติน้ำเน่าเสียของแม่น้ำท่าจีน ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี ทำให้แม่น้ำดำและเหม็นทั้งสาย มีการแก้ปัญหาโดยการใช้น้ำดีมาไล่น้ำเสีย หลังจากนั้นได้มีการจัดการเสวนาเรื่อง “ใครฆ่าท่าจีน” ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อม ทำให้คนนครปฐมหันมาสนใจปัญหามลภาวะของแม่น้ำท่าจีนขึ้น อีกวิกฤติคือนโยบายการสร้างเขื่อนแม่น้ำท่าจีนในจังหวัดนครปฐมและสมุทรสาคร โดยใช้ปัญหาจากการสร้างเขื่อนแม่น้ำบางปะกงมาเป้นตัวอย่าง มีการทำประชาพิจารณ์ในภาคประชาชน และใช้ข้อมูลทางวิชาการในการโต้แย้งนโยบาย วิกฤติที่สามคือการตัดคลองลัดแม่น้ำใหม่เพื่อให้ร่นระยะทางของแม่น้ำ แต่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงแม่น้ำ เลยมีการเสนอให้แก้ปัญหาโดยการขยายคลองลัดที่มีอยู่เดิมแต่ก็ยังไม่เป็นผลเท่าไหร่

อาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เด่นศิริ ทองนพคุณ ในการปาฐกถาพิเศษ

        หลังจากจบการปาฐกถาพิเศษในช่วงแรกแล้วมีการพักรับประทานอาหารว่าง ซึ่งเป็นขนมไทยและน้ำสมุนไพรจากภูมิปัญญาชาวบ้าน มีขนมกล้วยและขนมข้าวตู ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ชิมกัน

ของว่างประกอบด้วยน้ำดอกอัญชัญ ขนมกล้วยและขนมข้าวตู

        ในช่วงหลังเป็นการเสวนาเรื่อง “มอญ เขมร ลาว จีน ไทย: ความหลากหลายในลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี” โดยเริ่มจากคุณจารุวรรณ ธรรมวิทย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากชาติพันธุ์มอญทางคุณตา(ก๋ง) แต่เป็นมอญผสมกระเหรี่ยงและจีนอีกชั้นหนึ่ง ทำให้มีการเรียกลำดับญาติเป็นอย่างจีนด้วย สำหรับชาวมอญที่อพยบมาเมืองไทยจะมี 9 ครั้งใหญ่ๆ ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในนครปฐมจะอยู่ในย่านวัดสัมปทวนและวัดกลางบางแก้ว มีอัตลักษณ์ที่สำคัญคือ โรงหวด ที่เป็นโรงปั้นภาชนะดินเผา เพราะชาวมอญขึ้นชื่อเรื่องการผลิตเครื่องใช้จากเครื่องปั้นดินเผามาก แต่ปัจจุบันในย่านนี้ไม่มีแล้ว เพราะหมดความนิยมในการใช้งาน ชาวมอญแต่ละชุมชนจะเป็นพี่น้องกันหมด ในสมัยก่อนจะมีการร่วมญาติจากชุมชนชาวเชื้อมอญในจังหวัดต่างๆ มาจัดงานเลี้ยงร่วมกัน และอีกสิ่งสำคัญที่แสดงความเป็นวัฒนธรรมมอญ คือวัฒนธรรมชาวสวน ที่เป็นการบังคับน้ำ อาจมีพิธีกรรมที่ใช้การด่า ถีบ ฟันต้นไม้เพื่อให้เกิดผลงอกงาม ตรงข้ามกับวัฒนธรรมชาวนาของไทยที่ใช้พิธีกรรมทำขวัญข้าว ซึ่งเป็นการประคบประหงมมากกว่า

บรรยากาศการเสวนาเรื่อง “มอญ เขมร ลาว จีน ไทย: ความหลากหลายในลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี”

        ชาติพันธุ์ต่อไปเป็นการพูดถึงชาติพันธุ์เขมรโดย อาจารย์ ดร.เขมฤทัย บุญวรรณ กลุ่มชาติพันธุ์เขมรอยู่ใน ชุมชนบ้านเขมร ย่านสะพานเสาวภา ซึ่งแต่เดิมเชื่อว่าเป็นชุมชนชาวจีนมาก่อน และมีคนเขมรอพยบมาจากพระตะบอง หรือเมืองอื่นๆ อีกตามคำบอกเล่า จนไปถึงวัดแคที่เคยมีสร้อยนามวัดว่า วัดแคกัมพูชาราม แต่ก็มีศิลปกรรมเป็นแบบจีนด้วย และมีศาลเจ้าจีนมาตั้งแต่รุ่นทวด (โจ๊ว-เชื่อว่าเป็นภาษาเขมร) โดยมีการทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษในช่วงวันลอยกระทง จะมีขนมเต่าเป็นขนมที่ใช้เซ่นไหว้ในเทศกาล คล้ายในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดตราด ยังมีวัฒนธรรมอาหารหลงเหลืออยู่คือ ขนมมันดุ๊ก ซึ่งคล้ายๆอาหารญวน และมีข้าวต้มมัด(ขนมมัดไต้) ซึ่งทำเป็นไส้เค็มใส่หมูใส่ถั่วลิสงด้วย และขนมเทียนซึ่งห่อแบบเหลี่ยมไม่เหมือนกับที่ทำกันทั่วไป มีครอบครัวของอาจารย์ยังทำได้อยู่ ปัจจุบันจะทำเฉพาะช่วงตรุษจีนและสารทจีนเท่านั้น ส่วนภาษานั้นไม่มีหลงเหลือแล้ว แต่ก่อนส่วนมากประกอบอาชีพทำขนมขาย และหาปลา สมัยก่อนสถานีรถไฟยังปรากฏชื่อเป็น สถานีบ้านเขมร ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น สถานีนครชัยศรี อาจารย์อภิลักษณ์สรุปจากการวิจัยแล้วพบว่า ชาติพันธุ์เขมรที่อยู่ที่นี่ เป็นชาวเวียดนามอพยบมาอยู่ที่กัมพูชาก่อนที่โดนกวาดต้อนมายังประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งชุมชนบ้านเขมรในปัจจุบันได้ผสมผสาญวัฒนธรรมต่างๆ ได้แก่ ไทยและจีนไปเกือบหมดแล้ว

ภาพครอบครัวข้ามชาติพันธุ์ ฝ่ายชายเป็นชาติพันธุ์จีน ฝ่ายหญิงเป็นชาติพันธุ์เขมร

        ต่อมาเป็นชาติพันธุ์จีนโดย คุณปัญญภัทร เลิศสำราญเริงรมย์ นักวิชาการอิสระ ได้กล่าวว่ามีชาวจีนอพยบมายังนครชัยศรีเป็นช่วงๆ ซึ่งอาจจะมีอพยบมาตั้งแต่สมัยทาวรวดี โดยมีอพยบเข้ามามากในยุครัตนโกสินทร์ มีการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ปนกันไปมากแล้ว ในปัจจุบันมีกลุ่มชาติพันธุ์จีนกลุ่มเชื้อชาติใหญ่ๆ จะเป็นจีนแต้จิ๋วและจีนฮกเกี้ยน โดยสืบค้นร่องรอยได้จากศาลเจ้ารุ่นเก่าที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการปกครอง ซึ่งในสมัยก่อนกระทรวงมหาดไทยถือว่าศาลเจ้าจีนเหล่านั้นเป็นการรวมกลุ่มชนมากกว่าการเป็นศาสนสถาน ศาลเจ้าจะแยกกลุ่มเชื้อชาติจีนต่างๆ ได้จากเทพประธานในศาลเจ้า โดยจังหวัดนครปฐมมีจำนวนศาลเจ้า 53 จาก เกือบ 800 ศาลเจ้า เป็นอันดับที่ 2 รองจากกรุงเทพฯ( 77 ศาลเจ้า) ในสมัยรัชกาลที่ 4 เกิดวิกฤตการณ์อั่งยี่ในเขตเมืองนครชัยศรี ต่อเนื่องไปถึงท่าจีน ในการนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เสนอรัชกาลที่ 4 ให้ทรงตั้งคนจีนไปปกครองคนจีนด้วยกัน แต่สวรรคตลงเสียก่อน เลยมีการใช้นโยบายนี้ในต้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งท่านเป็นผู้สำเร็จราชการ โดยตั้งเป็นนายอำเภอจีนหรือกงสุลจีนในบังคับสยามขึ้นในเมืองต่างๆ ที่มีคนจีนอยู่มาก เหตุการณ์จึงได้สงบลงบ้าง ศาลเจ้าจีนรุ่นเก่าน่าจะสร้างโดยชาวจีนอพยบมาเพื่อทำไร่อ้อย โรงหีบอ้อย และขุดคลอง ส่วนมากเป็นศาลจีนแต้จิ๋วและจีนฮากกา(จีนแคะ) ศาลเก่าที่พบมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่บางแก้ว ซึ่งเทพประธานของศาลเจ้าเป็นเจ้าแม่กวนอิม แต่พบเจว็ดไม้ ซึ่งเป็นเทพารักษ์ที่คนไทยบูชา เลยวิเคราะห์ได้ว่าเดิมเป็นศาลไทยแต่คนจีนเข้ามาเปลี่ยนเป็นศาลเจ้าจีน แต่ยังเห็นความเชื่อไทยดั้งเดิมอยู่ และยังมีเทพอีกองค์ที่เป็นที่เคารพบูชาของจีนแต้จิ๋วและจีนแคะ มีโรงเจเทียเต่าตั๊วที่มีร่องรอยของกระถางธูปโบราณซึ่งสืบค้นได้ว่าเป็นกลุ่มต่อต้านราชวงศ์ชิงที่มาอยู่ในประเทศไทยอีกด้วย

วิหารพระนอนซึ่งเป็นศาลเจ้าเหล่าปึงเถ่ากงเดิม ภายในวัดพระปฐมเจดีย์
(ผู้เขียนblog
ไปถ่ายภาพภายหลัง)

         หลังจากนั้นเป็นชาติพันธุ์ลาว โดยอ.จิตกวี กระจ่างเมฆ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ กล่าวว่าชาติพันธุ์ลาวในไทยยังรักษาอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไว้ได้อย่างดี ชาติพันธุ์ลาวยังแบ่งออกเป็นอีกหลายกลุ่มซึ่งในจังหวัดนครปฐมมี ลาวคลั่ง ลาวเวียง ลาวโซ่ง ลาวพวน ลาวยวน(มาจากภาคเหนือ)  เป็นต้น กลุ่มชาติพันธุ์ลาวอพยบเข้ามาประเทศไทยมากในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้กวาดต้อนชาวลาวมามากในช่วงกฎบเจ้าอนุวงศ์ โดยกวาดต้อนมาไว้ที่นครชัยศรีซึ่งมีกลุ่มจีนอยู่แต่เดิมมาก เลยมีการย้ายถิ่นไปยังอำเภอดอนตูมยังปรากฏ ลาวเวียง ลาวโซ่ง ลาวยวนอยู่จำนวนมาก และเมื่อมีการกวาดต้อนลาวลงมาเพิ่มในรัชกาลที่ 5 จะนำไปอยู่ด้วยกันกับกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน เช่นลาวโซ่งหรือไทยทรงดำก็ให้ไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ลาวคลั่งไปอยู่นครชัยศรี ลาวเวียงไปอ.ดอนตูม ลาวยวนไปอยู่บ้านท่าเสา อ.กำแพงแสน ซึ่งทำให้ง่ายต่อการปกครองเพราะเป็นกลุ่มเดียวกัน ถือเป็นพี่น้องกัน และในนครชัยศรีนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานจากมุงเรือนและกำลังคนมาช่วยสร้างบ้านเรือนให้กลุ่มชาติพันธุ์ลาวอีกด้วย กลุ่มชาติพันธุ์ลาวยังมีการรักษาประเพณีต่างๆ ไว้เช่น ลาวโซ่งมีงานประเพณีช่วงสงกรานต์ ลาวเวียงมีงานแกะห่อข้าว ลาวคลั่งแห่ธงสงกรานต์  ยังมีการนับถือผี มีหอผีและการเซ่นไหว้ที่ต่างกัน ลาวคลั่งเรียกหอผีว่าหอปู่เซื้อย่าเซื้อ ลาวโซงเรียกศาลปู่ตา ด้านภาษาจะมีการออกเสียงที่มีฐานเสียงที่ต่างกันจากแหล่งที่อพยบมา ลาวคลั่งจะเป็นสำเนียงหลวงพระบาง ลาวโซ่งจะเป็งสำเนียงเดียนเบียนฟู ลาวเวียงจะเป็นสำเนียงเวียงจันทน์ เป็นต้น การแต่งงานจะโดยมากเป็นการที่ผู้ชายแต่งงานเข้าบ้านฝ่ายหญิง โดยจะต้องถือผีฝ่ายหญิง ถ้ามีการแต่งงานที่ฝ่ายหญิงและฝ่ายชายนับถือผีต่างกัน ฝ่ายหญิงจะถือผีฝ่ายเดิมอยู่บนเรือน แต่ฝ่ายชายจะต้องสร้างศาลผีของตัวเองนอกเรือน การเซ่นไหว้ผีของลาวบางกลุ่มชาติพันธุ์จะต้องฬ๙ของสด โดยนำมาเชือดกันในศาลผีให้เลือดหยดเซ่นผี ในการเซ่นไหว้ผีประจำปีจะถือเป็นการรวมญาติให้มาพบปะสังสรรค์กันในครอบครัว สำหรับลาวคลั่งถ้ามีการผิดผีกันก็ต้องมีการเสียผีกันเยอะมาก และมีการเลี้ยงผีเจ้านายประจำปีในเดือน 7

กลุ่มสุดท้ายคือชาติพันธุ์ไทยดั้งเดิม โดยคุณมนัสศักดิ์ จากการลงพื้นที่ได้ไปดูกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาหลายแห่ง เลยคิดจะหากลุ่มชาติพันธุ์ไทยดั้งเดิม และเริ่มหาตามบ้านทรงไทยที่อยู่ริมคลอง แต่สืบไปสืบมาปรากฏว่าเป็นเชื้อสายจีนมีการไหว้เจ้าเสียอย่างนั้น ทำให้พบว่าเชื้อชาติไทยส่วนใหญ่จะถูกกลืนเชื้อชาติ มีเหตุผลที่เล่าสืบกันมาว่า ผู้หญิงไทยไม่ค่อยแต่งงานกับผู้ชายไทยเพราะขี้เกียจและขี้เมา เลยนิยมไปแต่งงานกับเชื้อสายจีนที่ขยันและสามารถดูแลดีกว่า ส่วนผู้ชายไทยก็นิยมไปแต่งงานกับสาวลาวเพราะผิวขาวสวย ไว้ผม ฟันขาวเพราะไม่กินหมาก ทำให้เกิดการผสมข้ามเชื้อชาติกันมาก ทำให้เกิดการแสดงออกทางภาษา โดยชาวนครปฐมจะมีสำเนียงเหน่อแบบแปลกๆ ซึ่งเป็นการผสมสำเนียงเหน่อกับสำเนียงจีน หรือสำเนียงของหลากหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ และวิทยากรยังได้เคยตามหาคนไทยที่มีลักษณะคล้ายๆ รูปปูนปั้นสมัยทวารวดี ไปพบอยู่บ้านหนึ่งที่คิ้วหนาๆ ปากหนาๆ คล้ายกับรูปปั้นโบราณที่พบในจังหวัดนครปฐม แต่ก็ปรากฏว่าเป็นคนเชื้อสายจีนไปเช่นเคย โดยพบคนไทยที่เชื่อว่าเป็นคนชาติพันธุ์ไทยพื้นถิ่นจริงๆ อยู่แถว โคกพระเจดีย์และดอนยายหอมซึ่งเป็นแหล่งชุมชนโบราณ เรื่องศาลหลักเมืองหรือศาลเทพารักษ์ประจำเมืองที่อยู่โรงเจ ซอย 2 แต่เดิมอยู่ที่วิหารพระนอน ซึ่งเป็นวิหารที่มีสร้างด้วยศิลปะแบบจีน แต่ได้มีการย้ายเทพเจ้าประจำศาล พร้อมด้วยกระถางธูปสังเค็ตงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 พระราชทานโดยรัชกาลที่ 6 และเครื่องบูชาอื่นๆ ไปยังโรงเจแห่งใหม่ ทำให้ไม่ปรากฎการเป็นศาลเจ้าประจำเมืองของจังหวัดนครปฐม และที่สังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ จังหวัดนครปฐมนั้นไม่มีศาลหลักเมืองเพราะ รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริให้พระปฐมเจดีย์เป็นหลักเมืองของเมืองนครปฐม

พระปฐมเจดีย์ถือเป็นหลักเมืองของจังหวัดนครปฐม
(ผู้เขียนblogไปถ่ายภาพภายหลัง)

        ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิลักษณ์ เกษมผลกูล ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยเสด็จมาทรงแคนแอ่วลาวที่บ้านสัมประทวนด้วย และเมื่อไม่นานนี้ไปพบชาติพันธุ์กวย หรือกูย หรือส่วยที่มาอพยบมาจากจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นคนเลี้ยงช้าง ซึ่งได้พบหลักฐานว่าสุนทรภู่ได้เคยมาที่บ้านกล้วย ซึ่งอาจจะแผลงมาจากบ้านก็กวยด้วย

สรุปได้ว่าจังหวัดนครปฐมมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้มีความกลมกลืนทั้งสำเนียงภาษา และการเป็นคลังอาหาร ซึ่งรวมการทำสวนแบบมอญ พันธุ์ข้าวจากลาวและเขมร อาหารจีน ฯลฯ ทำให้ความเป็นนครปฐมมีความกลมกล่อม

หลังจากการเสวนาเสร็จสิ้นแล้ว มีการแสดงจากกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ(ลาวโซ่ง) จากบ้านดอนทราย ตำบลสระกระเทียม ได้มาแสดงการรำแคนไทยทรงดำก่อนจบงานเสวนาในครั้งนี้ด้วย

การรำแคนไทยทรงดำ โดยมีวิทยากรชาติพันธุ์ลาวมาร่วมรำด้วย

        การเข้าร่วมการเสวนา “ต่างชาติ ต่างภาษาร่วมมหานทีเดียว: นานาชาติพันธุ์ในศาลายา – นครชัยศรี” ในโครงการ “เล่าขานตำนานศาลายา” ในครั้งนี้ ทำให้ทราบถึงพื้นฐานวัฒนธรรมของชาวศาลายา นครชัยศรี และเห็นภาพรวมของจังหวัดนครปฐมว่ามีพื้นฐานในการอยู่ร่วมกันของหลากหลายชาติพันธุ์ และสามารถผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว ถึงแม้ปัจจุบันจะไม่สามารถเห็นถึงอัตลักษณ์ของบางชาติพันธุ์ได้แล้ว แต่ผู้สืบเชื้อสายของแต่ละชาติพันธุ์ก็ยังภูมิใจในชาติพันธุ์ของตนเองอยู่ และหวังว่าชนรุ่นต่อไปจะสืบทอดรักษาอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ที่หลากหลายและยังหลงเหลืออยู่ในจังหวัดนครปฐม ให้สามารถยืนหยัดต่อไปท่ามกลางกระแสสังคมสมัยใหม่ได้อย่างยั่งยืน

บุคลากร งานพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการ ฝ่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์
หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ถ่ายภาพร่วมกับ นางปราณี  เขียววิจิตร ผู้ได้รับรางวัลศาลายาสดุดี
และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิลักษณ์  เกษมผลกูล ประธานศูนย์สยามทรรศ์ศึกษา