เสวนา “กระดาษตาย! ออนไลน์มา?”

สวัสดีมิตรรัก Mahidol Library KM ทุกท่าน

เมื่อวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13.00 – 16.00 น. ทีมผู้เขียน ประกอบด้วย นางอังคณา อินทรพาณิชย์ (รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ) หม่อมหลวงรติกร วรวุฒิ (นักเอกสารสนเทศ หอสมุดกลาง) นางสาวศุภารนันท์ กาญจนะวาหะ (นักเอกสารสนเทศ) และ นางสาวสุดารัตน์ พบถาวร (บรรณารักษ์) ได้เข้าร่วมฟังเสวนาเรื่อง “กระดาษตาย! ออนไลน์มา?”  จัดโดย โครงการชมรมนักอ่านด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (LIS Journal Club) ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ณ ห้อง 304 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความน่าสนใจของวงเสวนาครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา 4 ท่าน

  • อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์, บรรณาธิการบริหาร สำนักพิมพ์ผีเสื้อ และเป็นผู้ริเริ่มวิชาบรรณาธิการศึกษาในประเทศไทย
  • คุณเทียนชัย ปิ่นวิเศษ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ
  • คุณปฐม อินทโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) และผู้เชี่ยวชาญด้านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
  • คุณปกรณ์ สันติสุนทรกุล ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ Dek-D.com และ CEO บริษัท Dek-D Interactive จำกัด
  • ดำเนินรายการโดย อาจารย์ ดร. ทรงพันธ์ เจิมประยงค์ (อาจารย์ประจำ ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

สรุปเนื้อหาการเสวนาของวิทยากรทั้ง 4 ท่าน มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ กระดาษยังไม่ตายแต่มีอาณาจักรแคบลง หมายความถึง ประชาชนคนไทยยังมีความเชื่อมั่นในสื่อประเภทกระดาษอยู่แต่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 50 ที่ตื่นเต้นไปกับสื่อออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความหลากหลาย ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย และมีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ  แต่ในบริบทของประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นสังคมชนบทประมาณร้อยละ 80 และมีลักษณะเป็นสังคมออนไลน์อยู่ประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น ถึงแม้ออนไลน์จะเข้ามาแทนที่กระดาษได้แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศไทย ในสังคมชนบทยังมีความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือสื่อกระดาษมากกว่าสื่อออนไลน์ เนื่องจากพื้นที่ในชนบทห่างไกลส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตได้ ในอนาคตก็ยังมีความไม่แน่นอนที่สื่อออนไลน์จะเข้าไปถึงสังคมชนบทได้ครอบคลุมทั้งหมดเมื่อใด

ในขณะเดียวกัน ยังมีอีกหนึ่งมุมมองที่แสดงถึงผลกระทบของสื่อออนไลน์ที่เด่นชัดและน่าวิตกกังวลเกี่ยวกับรายได้ของอุตสาหกรรมการพิมพ์ลดลงประมาณ 30-50% สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่จึงหันมาหารายได้จากโฆษณาออนไลน์เป็นหลักแต่ก็ไม่สามารถสร้างรายได้มากเท่ากับยุคสื่อกระดาษเฟื่องฟู ส่วนสำนักพิมพ์ขนาดเล็กเบนเข็มมาจับธุรกิจประเภท e-Book โดยหวังว่าจะเข้าถึงผู้อ่านง่ายขึ้น แต่กลับไม่มีสำนักพิมพ์ใดสามารถทำกำไรจาก e-Book ได้เลย ช่องทางที่จะเอาตัวรอดและเติบโตได้ในปัจจุบันคือ “การทำโฆษณาออนไลน์” หรือ “การตลาดออนไลน์” (Online Marketing) “การตลาดเฉพาะกลุ่ม” (Community marketing) หรือ “การตลาดดิจิทัล” (Digital Marketing) เพื่อสร้างรายได้ทดแทนโดยใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ  เช่น นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ออนไลน์มักจะนำเนื้อหาบางส่วนในคอลัมน์เผยแพร่ใน Fanpage ของหนังสือของตนก่อนวางตลาดเพื่อกระตุ้นให้ผู้สนใจและอ่านต่อในเล่ม นักเขียนนิยายหรือเรื่องสั้นจะลงเนื้อหาบางส่วนใน website เพื่อกระตุ้นกลุ่มนักอ่านให้ติดตามซื้อหนังสือของตน ซึ่งมักจะพบการตลาดออนไลน์รูปแบบนี้ในสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก หรือสำนักพิมพ์ที่รับ self-publishing เป็นหลัก หากสำนักพิมพ์ยังไม่สามารถทำการตลาดออนไลน์เช่นนี้ได้ก็อาจทำให้ก้าวตามคู่แข่งไม่ทัน

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงในการทำการตลาดออนไลน์ของนักเขียนออนไลน์หน้าใหม่ที่อาศัยสื่อออนไลน์บนเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่งานเขียนของตนคือ “การกำกับดูแลเนื้อหา” (Online Content Management)  และควรมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กลั่นกรองเนื้อหาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด Content ขยะในโลกออนไลน์  ส่วนผู้อ่านหรือผู้บริโภคควรเลือกรับสื่อออนไลน์เหล่านี้อย่างมีวิจารณญาณและถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งสมาคมนักไอทีได้ให้ความเห็นว่าหาก Smart User ยังไม่มีในประเทศไทย Thailand 4.0 จะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จนกว่าจะมี “โครงสร้างพื้นฐานการอ่านอย่างเป็นระบบ” (Systematic Reading Infrastructure)  ระบบหนังสือแห่งชาติระบบสื่อออนไลน์แห่งชาติ และ คนในสังคมมี Digital Mind Set โดนยึดหลักง่าย ๆ ในการใช้สื่อออนไลน์อย่างถูกต้องคือ 1) ขออนุญาตเจ้าของผลงาน 2) ให้เครดิตเจ้าของผลงานเมื่อนำไปใช้ และ 3) อย่าดัดแปลงผลงานผู้อื่น  อาจารย์มกุฏ อรฤดี และ คุณปฐม อินทโรดม ให้ข้อสังเกตที่เหมือนกันคือ สื่อออนไลน์เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ข้ามขั้น และยังไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐในการตรวจสอบคุณภาพสื่อออนไลน์ที่ดี