โครงการฝึกอบรมหลักสูตรพิธีกรมืออาชีพ รุ่นที่ 1

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน เนื่องจากผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมหลักสูตรพิธีกรมืออาชีพ รุ่นที่ 1 จัดโดยงานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป มหาวิทยาลัยมหิดล ในวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 8.00น.-17.00น. ณ ห้องมหาสวัสดี โรงแรมศาลายาพาวิลเลียน มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ขอมาเล่าประสบการณ์จากการที่เข้าร่วมโครงการนี้ครับ


เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่จัดงานตามเวลานัดหมายในการลงทะเบียน คือเวลา 8.00น. ก็เริ่มมีสมาชิกที่ร่วมโครงการนี้บางท่านเดินทางมาถึงกันบ้างแล้ว ในการอบรมในครั้งนี้มีตัวแทนจากคณะต่างๆประกอบด้วย

วิทยากรของโครงการนี้คือ ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ หัวหน้าหลักสูตรสื่อและการสื่อสารวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (อ.ขวัญ) บรรยากาศในการอบรมเป็นแบบสบายๆ แบบเป็นกันเองสุดๆ ไม่มีการให้นั่งฟัง lecture ไม่มีการฉายสไลด์พาวเวอร์พอยส์ ไม่มีเอกสารแจกให้อ่านใดๆ ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง ไม่ต้องมีการจดบันทึก ให้นั่งกับพื้นแล้วล้อมกันเป็นวงกลมนั่งพูดคุยกันธรรมดาๆ การแต่งกายของทุกท่านต้องแต่งกายแบบทะมัดทะแมงพร้อมเคลื่อนไหว(ทีมงานแจ้งพวกเราล่วงหน้ามาแล้วครับ)
     เริ่มจาก อ.ขวัญ ให้พวกเราแนะนำตัวว่ามาจากที่ไหนกันบ้างอย่างไร และสอบถามถึงหน้าที่ที่รับผิดชอบของแต่ล่ะคนว่าเคยทำงานด้านพิธีกรกันมาก่อนหรือป่าว ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่จะเคยผ่านงานพิธีกรกันมาบ้างแล้ว ยกเว้นผู้เขียน 555 ต่อมาก็ให้ทุกคนเล่าถึงประสบการณ์และปัญหาของการเป็นพิธีกรของแต่ล่ะท่านว่าเป็นอย่างไร เมื่อรับฟังปัญหาเสร็จ อ.ขวัญก็พูดถึงรูปแบบในการสอนของอาจารย์ว่าตัวอาจารย์เองจะไม่มีการสอน how to ว่าพิธีกรต้องเป็นกันอย่างไร 1 2 3 4 เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นทุกคนก็จะเหมือนกันหมด อาจารย์จะใช้วิธีการของ acting มาปรับใช้โดยให้ค้นหาตัวเอง ว่าถ้าเราจะสร้างสมาธิให้ตัวเองให้ต้องโฟกัสเพื่อควบคุมคนดู และถ้าเราจะเรียก Attention จากคนดู หรือแม้กระทั่งถ้าเราจะส่ง energy ไปหาคนดูมันมีวิธีการจากตัวเราเองอย่างไง

อ.ขวัญ พูดถึงในเทอมของ Acting กับในเทอมของ Psychology  มันจะมีคำว่า “Anxiety” เกิดขึ้น เพราะเมื่อเราขึ้นบนเวทีมันจะมี StageFight ว่าเราจะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร มันจะไม่มี how to ว่า โอ้ยย.. หายใจเข้าลึกๆ คิดถึงสิ่งดีดี มันไม่มีทาง เพราะจิตเรามันเป็น“ลิง”เราต้องหาวิธีที่จะจับลิงให้อยู่ แล้วก็จูนโฟกัสให้ถูกว่าที่ ว่าเราจะเริ่มกับสถานการณ์ตรงหน้าเราอย่างไร เราจะมองว่าพิธีกรนั้นก็เป็นประหนึ่งนักแสดงคนนึงก็ได้ ซึ่งมีบทบาทที่จะต้อง play ให้คนดู แต่ข้อโชคดีของพิธีกรต่อนักแสดงนั้นคือพิธีกรจะมีไมโครโฟนถ้าคนไม่ฟังก็ยังพูดเสียงดังผ่านไมโครโฟนได้สามารถเรียก attention ได้

ในการเป็นพิธีกรเมื่อจะต้องอยู่บนเวทีหรืออยู่ต่อหน้าคน มันมีสิ่งที่เราจะต้องสร้างได้มันเรียกว่าพลัง มันคือพลังในการสื่อสารที่จะ push คอนเทนท์ push เนื้อหา ที่เราอยากพูดออกมา ยกตัวอย่างเวลาเราสอนนักแสดงทั้งหลาย เราจะเทรนนักแสดงว่า แม้เราจะยืนพูดที่โพเดียมให้เราลองจินตนาการว่าทำยังไงคอนเทนท์ที่เราสื่อสารสามารถถึงคนที่นั่งแถวสุดท่้ายได้แม้เราจะไม่ใช้ไมโครโฟน ซึ่งมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะสื่อสารอะไรแล้ว push คอนเทนท์เหล่านั้นอ่ะผ่าน energy ซึ่ง energy มันเป็น abstacrt มากเราจับต้องไม่ได้ แต่มันคือการที่ร่างกายผสมกับจิต ผสมกับความต้องการที่จะสื่อสารแล้ว push มันออกไป

ซึ่งจะทำสิ่งนั้นได้เวลาที่นักแสดงจะเริ่มแสดงละคร ร่างกาย ลมหายใจ สมาธิต้องพร้อมก็เลยเหมือนกับว่าถ้าจะขึ้นมาอยู่บนนั้นได้ร่างกายมันต้องพร้อม ถ้าเย็นหนาวก็จะเกร็งตะคริวกินจับไมโครโฟนก็เหงื่อแตกพลั่กๆ ตรงนี้ถ้าเราต้องการที่จะกำจัดสิ่งที่เรียกว่า “Anxiety” ออกไป เราจะค้นพบว่า ณ เวลาที่จิตพร้อม และร่างกายพร้อม สภาวะของร่างกายเราจะพร้อมมากที่จะทำอะไรก็ได้ ให้ทุกคนลองค้นหาตัวเองว่าสภาวะของการสู่ความพร้อมของแต่ล่ะคนอยู่ตรงไหน คือคนบางคนแค่หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกลึกๆ แล้วทำจิตให้ว่างก็เริ่มได้แล้ว แต่คนบางคนต้องเหงื่อออกซึมๆ เพื่อที่จะทำให้ข้อต่อของร่างกายทั้งหมดมันร้อน เมื่อร้อนแล้วเราจะไม่เย็นไม่หนาว คร่าวนี้ร่างกายเราจะพร้อมมากที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะว่า body จะมี Freedom ของมันเอง เวลาที่เราเคลื่อนไหวบนเวที มันจะ inspire คนดูให้อยากมอง เพราะเราคือโมเดลของเค้า เค้าจ้องเราอยู่ถ้าเกิดเรา save ตัวเอง ยื่นอยู่หลังโพเดียมแล้วก็อ่านตามสคริปไปเรื่อยๆ คนดูก็จะเบื่อจะเล่นมือถือซึ่งเป็นเรื่องปกติ ที่นี้ถ้าเราจะเรียก Attention พวกเค้าเราต้องอยู่ในภาวะที่สูงที่พอดี ถึงจะ call attention เค้าได้ จะต้องมี energy ที่มีสูงกว่าคนดูมีชีวิตชีวาสูงกว่าตัวคนดู และเรียก attention เค้าได้เค้าถึงจะกลับมาสนใจเรา

ต่อมาจะเข้าสู่ช่วง Exercise List ที่ อ.ขวัญเตรียมมาให้พวกเราได้ลองฝึกปฏิบัติกันโดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงก็คือช่วงเช้าและช่วงบ่ายโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

– ช่วงเช้า จะเป็นเรื่อง ฺBody mind relaxation

เแบบฝึกหัดแรกเป็นการทำสมาธิโดยท่านอนหงายแล้วให้ทุกคนกำหนดลมหายใจ ให้มีสติอยู่กับตัวเอง

แบบฝึกหัดที่สองคือการฝึกโยคะด้วยท่า : ท่าไหว้พระอาทิตย์ (The Sunsalutation) หรือ  ท่าสุริยสมัสการ (Surya Namaskara)

(credit picture by twist-yoga.com )

ต่อด้วยการฝึกโยคะ ท่าต้นไม้ (Tree Pose) ทำให้จิตใจของคุณสงบนิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน
(credit picture by ndtv.com)

ต่อมาเป็นการฝึกให้อยู่กับสิ่งที่เราโฟกัสโดยการเดิน วิ่ง กระโดด และกลิ้ง

ต่อมาเป็นการฝึกด้วยการเดินด้วยจังหวะความถี่ที่ต่างกัน การเดินแบบจุด การเดินแบบโค้ง การเดินแบบซิกแซกและการวิ่ง

สรุปกิจกรรมในช่วงเช้า เป็นการใช้  exercise เข้ามาช่วยให้ร่างกายมีความพร้อมที่จะรับมือกับการเป็นพิธีกร ฝึกให้มีสติและโฟกัสกับสิ่งที่เรากำลังทำ 

-ช่วงบ่าย จะเป็นเรื่องของ voice และ vocals

หลังจากพักรับประทานอาหารกลางวันเสร็จต่อมาจะเป็นการฝึกพูดอักขระให้ชัด การอ่านออกเสียงคําควบกล้ํา การฝึกใช้กล้ามเนื้อปาก ฟันคืออะไร ลิ้นที่อยู่ข้างหลังฟันคืออะไร ลิ้นที่โพล่ออกมานอกฟันคืออะไร ลำคอ อวัยวะในการออกเสียงโดยฝึกให้อ่านออกเสียงคำต่างๆเช่น กะ ขะ คะ ฅะ งะ  / จะ ฉะ ชะ ฌะ ญะ / ทะ ธะ นะ บะ ปะ   การพูดออกเสียงให้ถูกต้องเสียงต้องส่งตรงขึ้นมาจากภายในช่องท้องของเรา แล้วเปล่งเสียงออกไปให้ไกลไปถึงขอบเขตของคนฟังของเรา
การพูดให้ชัดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเป็นพิธีกร ต้องพูดให้ชัดให้ได้

ตัวอย่างแบบฝึกหัดที่ใช้ในการฝึกออกเสียงให้คือมีดังนี้
1. กงการ กอบกู้ โกงกาง เก้งก้าง กุ้งกั้ง เกื้อกูล
2. ขบขัน ขอบเขต ขีดเขียน เคอะเขิน ขอบคุณ ขานไข
3. คาคบ โคคึก คุกคาม คนขาว ค้นคว้า ค่ำคืน
4. งมงาย โง่งั่น งุ่นง่าน โงกเงก เงอะงะ หงุดหงิด
5. ปุปะ ปูดโปน เป๋ไป๋ เปิดโปง ป๊อกแป๊ก ปุ๊บปั๊บ

ต่อไปเป็นการฝึกพูดให้คนฟังมีจิตนาการไปกับเรื่องราวที่เราพูดให้ฟังโดยกิจกรรมนี้จะมีบทกวีมาให้ลองตีความบทกวี แล้วใส่น้ำเสียงอารมณ์เข้าไปให้ตรงกับความหมายที่เราจะสื่อสารให้คนฟังเข้าใจความหมายของสิ่งที่เราต้องการจะบอก ให้จับกลุ่มกันทำ และแต่ละกลุ่มค่อยส่งตัวแทนออกมาพูดบนเวที จะให้ทุกคนที่นั่งฟังหลับตาแล้วฟังว่าเสียงที่พูดออกมาเราเข้าใจมากแค่ไหน กลอนที่หามานี้เป็นกลอนที่สร้างภาพสร้างจินตนาการให้กับผู้ฟังมาก ผู้เขียนได้จัดอยู่ในกลุ่มให้พูดบทกวีเรื่อง เรือล่อง ลองไปอ่านบทกวีที่ว่านี้กันครับ

พยับยับพโยมเย็น
ตะวันเห็นก็หายห่าง
เหย้าเรือนอยู่เลือนราง
แต่แสงทองยังส่องทา

คือแสงทองที่ส่องทาง
ที่สร้างโลกและเวลา
มืดนักในอาณา
ก็ทอแสงค่อยสาดแสง

เรือใหญ่ก็คลื่นใหญ่
ยังพอรู้ว่าพอแรง
เรือโคลงสิคลางแคลง
ว่าน้ำคดหรือคนคต

เวลาและวารี
มิกำเนิดมิกำหนด
เงื่อนงำนี้งามงด
ถ้ารู้ทันและรู้ทำ

พอทำกิจกรรมฝึกการพูดให้ชัดเสร็จก็มาล้อมวงถอดบทเรียนที่ได้ลองปฏิบัติกันไปตั้งแต่เช้าครับจากนั้นก็เป็นพิธีมอบประกาศนียบัตรและถ่ายรูปหมู่ เป็นอันจบกิจกรรมครับ

สรุปความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการนี้ก็คือทำให้ผู้เขียนได้ลองฝึกร่างกายและจิตใจตัวเองให้มีสภาวะที่เกิดความพร้อมรับมือต่อทุกสถานะการณ์ ร่างกายถูก warm up ข้อต่อทั้งหลายเกิดความร้อนขึ้นจริงหลังการฝึก การฝึกใช้เสียงอย่างถูกต้อง ผู้เขียนรู้สึกประทับใจกับการเข้ารว่มโครงการนี้เป็นอย่างมาก ขอขอบคุณ อ.ขวัญ ที่มาให้ความรู้พวกเราแบบเป็นกันเองสุด ด้วยความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติที่แท้จริง ขอขอบคุณกองบริหารงานทั่วไปมหาวิทยาลัยมหิดลที่จัดกิจกรรมดีดีแบบนี้ขึ้นมา และสุดท้ายขอขอบคุณหอสมุดและคลังความรู้ฯที่สนับสนุนให้ผู้เขียนได้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ครับ