โครงการอบรมทางวิชาการประจำปี 2561 เรื่อง การพัฒนางานจดหมายเหตุให้ตอบโจทย์องค์กรและสังคม


โครงการอบรมทางวิชาการประจำปี 2561

เรื่อง การพัฒนางานจดหมายเหตุให้ตอบโจทย์องค์กรและสังคม

เมื่อวันที่ 15 -16 สิงหาคม 2561 สมาคมจดหมายเหตุไทย ร่วมกับ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ และ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จัดโครงการอบรมทางวิชาการประจำปี 2561 เรื่อง “การพัฒนางานจดหมายเหตุให้ตอบโจทย์องค์กรและสังคม” ณ ห้องประชุมชั้น 1 กรมประชาสัมพันธ์ ถนนพระราม 6 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจุดประสงค์การจัดโครงการดังกล่าว เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับขอบเขตของงานจัดการเอกสารและจดหมายเหตุ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแหล่งเรียนรู้สำหรับนักจัดการเอกสารและนักจดหมายเหตุ เพื่อการพัฒนางานด้านต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้วิธีการกำหนดรอบการทำงานและการจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน เพื่อทราบกระบวนการร้องขอเอกสารและข้อมูลตามกระบวนการแห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และเพื่อเปิดโอกาสให้นักจัดการเอกสารและนักจดหมายเหตุได้เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นางทัศนีย์ ผลชานิโก รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

       วันที่ 15 สิงหาคม 2561 เริ่มลงทะเบียนเวลา 08.30-09.00 น. เวลาประมาณ 09.10 น.  เปิดโครงการอบรม ฯ โดยมี นางทัศนีย์ ผลชานิโก รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธานเปิดงาน และ นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ นายกสมาคมจดหมายเหตุไทย กล่าวรายงานการจัดโครงการอบรม ฯ เวลา 09.45 น. เริ่ม การเสวนา เรื่อง  “แหล่งข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ในงานจัดการเอกสารและจดหมายเหตุ และการจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน” บรรยายโดย นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา ผู้อำนวยการกลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร และ ดร.นยา สุจฉายา ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา (ด้านขวาของภาพ) และ ดร.นยา สุจฉายา (ด้านซ้ายของภาพ)

        นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา อธิบายความสำคัญของคู่มือปฏิบัติงานว่า ใช้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานที่สร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ใช้ในการบริหารจัดการ การวิเคราะห์ระบบงานของหน่วยงาน สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนางาน ใช้เป็นเครื่องมือประกันคุณภาพ ทำให้การทำงานเป็นระบบยิ่งขึ้น และใช้เป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานและผู้ที่สนใจที่มีลักษณะการดำเนินงานที่คล้ายกัน และได้ยกตัวอย่างคู่มือของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร เช่น คู่มือการจัดทำตารางกำหนดอายุการเก็บเอกสารหน่วยงานรัฐ คู่มือการจัดหมวดหมู่และทำเครื่องมือช่วยค้นเอกสารจดหมายเหตุ คู่มือวิชาการพื้นฐานการบริหารและจัดการงานจดหมายเหตุ คู่มือคำศัพท์วิชาการจดหมายเหตุ คู่มือการอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุลายลักษณ์อักษร คู่มือความรู้ด้านการจัดการคลังเอกสารจดหมายเหตุการณ์สำรวจเอกสารด้วยวิธีการ “UPAA METHOD” คู่มือการจัดตั้งหอจดหมายเหตุท้องถิ่นและการจัดทำบันทึกจดหมายเหตุเหตุการณ์สำคัญ คู่มือการบันทึกจดหมายเหตุเหตุการณ์สำคัญ : หลักเกณฑ์การเรียบเรียงจดหมายเหตุเหตุการณ์สำคัญ โดยอธิบายและยกตัวอย่างการจัดทำ คู่มือการจัดทำตารางกำหนดอายุการเก็บเอกสารของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยเริ่มต้นจาก ดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และร่างตารางกำหนดอายุการเก็บเอกสารของหน่วยงาน และนำไปทดสอบภายในหน่วยงาน โดยทดลองใช้ตารางกำหนดอายุการเก็บเอกสารดังกล่าว แล้วนำผลที่ได้ ปัญหา อุปสรรค มาวิเคราะห์ และสรุปผล เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ปรับปรุงคู่มือดังกล่าวเรียบร้อย จึงจัดพิมพ์คู่มือเผยแพร่เป็นหนังสือ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการเกิดขึ้นของ คู่มือการจัดตั้งหอจดหมายเหตุท้องถิ่นและการจัดทำบันทึกจดหมายเหตุเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งคู่มือฉบับนี้เกิดขึ้นจาก “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 80 ได้ให้ความสำคัญกับปวงชนชาวไทยในการสืบสารศิลปวัฒนธรรมของชาติ และเพื่อให้ท้องถิ่นเพิ่มการตระหนักถึงการอนุรักษ์สมบัติทางวัฒนธรรมให้มากยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2542 กำหนดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดให้มีหอจดหมายเหตุท้องถิ่น…ตามบทบัญญัติ มาตรา 17 (20)…จัดให้มีพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ…”[1] นอกจากนี้ยังแนะนำแหล่งเรียนรู้ในงานจัดการเอกสารและจดหมายเหตุทั้งในรูปแบบหนังสือ และวารสาร เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

ดร.นยา สุจฉายา บรรยายในส่วนของ แหล่งข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ในการจัดการเอกสารและจดหมายเหตุ เริ่มอธิบายมุมมองความแตกต่าง เรื่องจดหมายเหตุของแต่ละคนที่มีความเข้าใจที่ต่างกัน โดยอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหลักวิชาและบริบท สิ่งที่ควรพิจารณา คือ เอกสารจดหมายเหตุ/ภารกิจ/ผู้ใช้หรือกลุ่มเป้าหมาย ทั้งยังอธิบายความหมายว่า “จดหมายเหตุ” มีความหลากหลาย 2 กระบวนทัศน์

  1. Recordkeeping Paradigm มองว่า เอกสาร คือ หลักฐานความจริงหนึ่งเดียว เป็นของแท้ เชื่อถือได้ และมีความสมบูรณ์ หลักฐานของสถาบันหรือหน่วยงานต้องสนับสนุนธรรมาภิบาล ความโปร่งใส
  2. Archival Paradigm มองว่า เอกสาร คือ ความทรงจำ มีความหลากหลายความหมายในเอกสารนั้นเป็นความทรงจำของชาติ ชุมชน กลุ่มคน บุคคล อาจรวมถึงคนชายขอบ เป็นประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์

ทั้งนี้ยกตัวอย่างการอธิบายของ Mark Greene ที่เสนอว่า ขึ้นอยู่กับนักจดหมายเหตุทำอะไร ทำทำไม จดหมายเหตุคืออะไร และนักจดหมายเหตุให้บริการใครอยู่

จดหมายเหตุในประเทศไทย มีลักษณะและธรรมชาติดังนี้ คือ มีจุดเด่นในการเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแต่คนมองไม่เห็นความเชื่อมโยงกันการจัดเก็บเอกสาร คนทั่วไปมักคิดว่าเป็นของโบราณ มีไว้อนุรักษ์ แต่ไม่ได้ใช้เป็นทรัพยากรการเรียนรู้ ส่วนคุณค่าในด้านหลักฐานความโปร่งใส ธรรมาภิบาล ยังไม่ถูกเห็นความสำคัญเท่าใดนัก ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมไทยกับวัฒนธรรมในการจัดการจดหมายเหตุสมัยใหม่ ซึ่งการพัฒนาการเข้าถึงและการใช้จดหมายเหตุในสังคมไทยจึงสามารถแบ่งเป็น 2 ทาง คือ

  1. การปรับการเข้าถึงให้เข้ากับวัฒนธรรม เช่น การสื่อสารประชาสัมพันธ์
  2. การใช้จดหมายเหตุสร้างค่านิยมใหม่ในบริบทโลกปัจจุบัน เช่น ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังเป็นรูปแบบการนำเสนอเอกสารจดหมายเหตุในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ พร้อมทั้งแนะนำแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเอกสารจดหมายเหตุ เช่น ICA International Council on Archives, ARA (Archives and Records Association) UK and Ireland, IRMT (International Records Management Trust)

ตอนท้ายของการบรรยาย นางสาวกรพินธุ์ ทวีตา ได้กล่าวสรุปการเสวนา เรื่อง  “แหล่งข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ในงานจัดการเอกสารและจดหมายเหตุ และการจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน” ว่า คู่มือปฏิบัติงานควรเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ รวบรวมข้อมูล รายละเอียด ขั้นตอน ให้ความรู้เฉพาะด้าน รายละเอียดเฉพาะกระบวนงานการบริหารเอกสารและจดหมายเหตุ มีเทคนิค ประสบการณ์ในวิชาการจดหมายเหตุ และสอดคล้องกับกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เวลา 13.00 น. บรรยาย เรื่อง “คู่มือการทำงานและมาตรฐานการลงรายการที่ใช้ในงานจดหมายเหตุ” โดยมีวิทยากรจาก 3 หน่วยงาน ดังนี้

  1. นายสิทธิ์ศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
  2. นางสาวพฎา พุทธสมัย หัวหน้าฝ่ายจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  3. นายสมบัติ ทารัก หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

โดยการบรรยายดังกล่าวเป็นลักษณะการบอกเล่าเรื่องราวในการทำงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้ร่วมประชุมนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานของตนเอง

นางสาวภวริศา นิภาวัฒนพงศ์ นายสมบัติ ทารัก นายสิทธิ์ศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี และนางสาวพฎา พุทธสมัย (ลำดับจากซ้ายไปขวา)

       นายสิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) อธิบายที่มาของโครงการฐานข้อมูลจดหมายเหตุมานุษยวิทยา โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2549 และเปิดใช้บริการฐานข้อมูลฯ ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ฐานข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อการจัดการเอกสารงานวิจัยภาคสนามที่ได้รับมอบจากศาสตราจารย์ไมเคิล มอร์แมน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10,000 รายการ ประกอบด้วย บัตรบันทึก สมุดบันทึก ภาพถ่าย แผนที่ สไลด์ แถบบันทึกภาพ แถบบันทึกเสียง ปัจจุบันมีชุดเอกสารจดหมายเหตุให้บริการทั้งสิ้น 14 Collections เช่น รองศาสตราจารย์ ดร.ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ ศาสตราจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ฯลฯ สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อแสวงหาและเก็บรวบรวมบันทึกภาคสนามของนักมานุษยวิทยาชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย เพื่ออนุรักษ์และสงวนรักษาเอกสารต้นฉบับในฐานะเอกสารจดหมายเหตุ เพื่อสนับสนุนการแปลงสภาพเอกสารให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเผยแพร่ในระบบออนไลน์ โดยมีการนำเสนอที่เหมาะสม เพื่อง่ายและสะดวกต่อการเข้าถึงข้อมูล

ฐานข้อมูลจดหมายเหตุมานุษยวิทยา, Ver.1 (2550) รูปแบบการแสดงผล (หน้าแรกของฐานข้อมูลฯ) ต้องการนำเสนอเหมือนการเปิดหนังสือ เพื่อหาข้อมูล กำหนด Metadata เอง ไม่มีลำดับขั้น และให้การกำหนดโฟกัสเฉพาะรายละเอียดของสิ่งของหรือเรื่อง โดยอาศัยความรู้ในสายอาชีพกับความรู้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งปัญหาหลักในระยะแรกเริ่ม คือ การที่นักมานุษยวิทยาไม่มีความเข้าใจในสายงานการจัดทำฐานข้อมูล Digitize Field และ Metadata คืออะไร จนได้แนวทางการแก้ไขและขั้นตอนการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการมรดกวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล แนวทางการประยุกต์ใช้งาน Ontology ในการจัดการข้อมูล บทบาทและทักษะของนักวิชาการในการจัดการและเผยแพร่ความรู้ เริ่มศึกษา Digital Curation Lifecycle Model และใช้ Types of Metadata Standard ที่เหมาะสมกับข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ศึกษาทั้ง Dublin Core Metadata ISAD(G) CDWA Lite MARC21 EAC-CPF Community’s Archives เริ่มมี Archival Management Workflow โดยเริ่มจาก แสวงหาและรวบรวม ประเมินและคัดเลือกเอกสารจัดเรียงและให้ข้อมูลจดหมายเหตุ สงวนรักษาและอนุรักษ์เอกสารต้นฉบับ แปลงเอกสารไปสู่รูปแบบดิจิทัล และเผยแพร่ข้อมูลผ่านฐานข้อมูลออนไลน์ และในส่วนของการจัดเรียงและให้คำอธิบายตามระบบ ISAD(G) เป็นการให้คำอธิบายให้ลักษณะเป็นกลุ่มเอกสารที่สามารถแสดงให้เห็นที่มาของการเกิดเอกสารแต่ละกลุ่ม รวมถึงแสดงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกันของเอกสาร

การพัฒนาคลังข้อมูลดิจิทัลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในอีก 5 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2561 – 2565)

สิ่งที่องค์กร (ศมส.) ต้องการ

– วิสัยทัศน์ : เป็นองค์กรหลักในการจัดการข้อมูลความรู้ด้านมานุษยวิทยา เพื่อสร้างความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชาติ

สิ่งที่สังคมต้องการ

– ใคร คือ กลุ่มเป้าหมาย

– ชุมชนวิชาการ – นักวิจัย, นักศึกษา

– สาธารณชน – ขอบเขต

– เจ้าของข้อมูลทางวัฒนธรรม – สิทธิทางวัฒนธรรม (เข้าถึง, แบ่งปัน, ใช้ประโยชน์)

– กลุ่มเป้าหมายข้อมูลต้องการรู้อะไร

และฐานข้อมูลจดหมายเหตุมานุษยวิทยา, Ver. 3 จะเริ่มในปี พ.ศ. 2562 โดยเริ่มแสวงหาและจัดการชุดเอกสารงานวิจัยภาคสนามเพิ่มเติม เช่น บันทึกภาคสนามจากการขุดค้นทางโบราณคดีของ รองศาสตราจารย์ ดร.รัศมี ชูทรงเดช บันทึกภาคสนามจากการทำงานด้านมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์โบราณคดี ของ ศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม บันทึกภาคสนามจากการทำงานวิจัย ด้านมานุษยวิทยาของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร ฯลฯ และอนาคตจะมีการส่งเสริมให้ชุมชนเจ้าของข้อมูลวัฒนธรรมได้จัดเก็บ และจัดการข้อมูลด้วยตนเอง และการฝึกอบรมเชิง ปฏิบัติการเพื่อพัฒนานักจัดการข้อมูล (Data Curator) เพื่ออบรมและถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการข้อมูลที่เป็นไปตามมาตรฐานให้กับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกสารชนที่สนใจ

นางสาวพฎา พุทธสมัย หัวหน้าฝ่ายหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายในส่วนของคู่มือการจัดทำเอกสารจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยนโยบายการดำเนินงานเกี่ยวกับจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เริ่มจากอธิการบดีมีความต้องการพัฒนางานด้านจดหมายเหตุมหาวิทยาลัย จึงเริ่มการจัดเก็บเอกสารและพัฒนาระบบฐานข้อมูลจดหมายเหตุ โดยให้ทั้ง 4 วิทยาเขต อยู่บนฐานข้อมูลเดียวกันและเป็นสากล และใช้ ISAD(G) เป็นมาตรฐานในการจัดระบบและให้ข้อมูลจดหมายเหตุ สำหรับในส่วนของฐานข้อมูลในการสืบค้น เดิมทีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใช้ โปรแกรม ICA-ATOM เป็นฐานข้อมูลจดหมายเหตุ แต่ปัญหาที่พบ คือ ICA-ATOM ไม่รองรับภาษาไทย เป็นผลให้ต้องจัดการเรื่องรหัสเอกสารเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษและตัวเลขอารบิก ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้เขียนโปรแกรมขึ้นใหม่ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลจดหมายเหตุมหาวิทยาลัย โดยมีทีมผู้เขียนและพัฒนาโปรแกรมฐานข้อมูลทำงานไปพร้อมกับทีมจดหมายเหตุ เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลจดหมายเหตุที่ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด ทางฝ่ายหอจดหมายเหตุต้องทำงานร่วมกับทุกส่วนงานภายในมหาวิทยาลัย และมีข้อกำหนดให้ทุกส่วนงานดำเนินการจัดเก็บเอกสารจดหมายเหตุ โดยทางส่วนงานบันทึกข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุภายในฐานข้อมูล เมื่อฝ่ายหอจดหมายเหตุตรวจสอบการบันทึกข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุเรียบร้อยจึงสามารถเผยแพร่ได้ ส่วนเอกสารจดหมายเหตุทางฝ่ายหอจดหมายเหตุจะดำเนินการสแกนเอกสารทั้งหมด และส่งเอกสารต้นฉบับกลับสู่เจ้าของเอกสาร สำหรับชั้นความลับของเอกสาร ถ้าเอกสารเกี่ยวกับราชวงศ์เอกสารจะมีอยู่ในระบบแต่ไม่มีสิทธิ์เห็น (ปกปิด) เอกสารบางส่วนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี หรือ เอกสารบางส่วนจะเป็น KU Only ต้องใช้รหัส Wifi KU เท่านั้นจึงจะดาวน์โหลดได้ นอกจากนี้เอกสารที่ถูกบันทึกลงฐานข้อมูลไว้ก่อนแล้วสามารถกำหนดเวลาการเปิดเผยข้อมูลได้ว่าจะให้เผยแพร่เมื่อไร โดยระบบฐานข้อมูลจะดำเนินการอัตโนมัติ ซึ่งคู่มือการจัดการเอกสารจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเกิดจากการประชุมกับทุกส่วนงาน เพื่อกำหนดการดำเนินงานการจัดการเอกสารจดหมายเหตุของทั้งมหาวิทยาลัย

นายสมบัติ ทารัก จากหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับจดหมายเหตุที่ดำเนินงานภายใน เริ่มต้นการทำงานแบบที่บุคลากรภายในหน่วยงานไม่มีใครจบด้านจดหมายเหตุมาโดยตรง การทำงานเป็นลักษณะสอนวิธีการทำงานจากรุ่นสู่รุ่น โดยระยะแรกมีที่ปรึกษาในการดำเนินการจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย แพทย์หญิงกรรณิกาณ์ ตันประเสริฐ และ อาจารย์สวนีย์ วิเศษสินธุ์ สำหรับมาตรฐานงานจดหมายเหตุ มีการทำบัญชีสำรวจเอกสาร ทำคำอธิบายเอกสาร ทำระบบฐานข้อมูล (Metadata) ซึ่งเป็นข้อมูลจำเพาะ รวมถึงคำสำคัญ สาระสังเขป ตามมาตรฐานการจัดทำคำอธิบายจดหมายเหตุระหว่างประเทศ (ISAD(G)) สำหรับการทำคู่มือการปฏิบัติงาน เริ่มต้นจาก ประมวล รวบรวมวิธีการทำงาน (มุขปาฐะและเอกสาร) วางกรอบแนวทางการหปฏิบัติงาน ตามหลัก คือ เสาะแสวงหาและจัดระบบรวบรวม อนุรักษ์และสงวนรักษา สร้างและพัฒนาระบบฐานข้อมูลจดหมายเหตุ ส่งเสริมบริการการสืบค้นข้อมูล วิจัย และสร้างทำพัฒนากิจกรรมต่อเนื่องที่ดี ในส่วนของนอกหลักการ คือ การเก็บเอกสารหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธทาสภิกขุ รวมถึงวัตถุสิ่งของด้วย ซึ่งหอจดหมายเหตุส่วนใหญ่ไม่เก็บ และสิ่งที่สำคัญจะดำเนินการต่อไป คือ คู่มือยังต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติมเนื้อหาอยู่เสมอ รวบรวมขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ครบถ้วน ครอบคลุม และปัจจุบันกำลังเริ่มดำเนินการจดหมายเหตุดิจิทัล เพื่อการสืบค้นเอกสาร และเพื่อลดการเข้าถึงเอกสารจดหมายเหตุต้นฉบับโดยตรง ซึ่งเป็นการสงวนรักษาและอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุให้คงอยู่ตลอดไป

นางสาวภัคพิชา จันทรศิริ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายและวิเคราะห์ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

          การบรรยายสุดท้ายของวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ในหัวข้อ “การร้องขอข้อมูลข่าวสาร” ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 โดย นางสาวภัคพิชา จันทรศิริ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายและวิเคราะห์ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า สิทธิได้รู้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 41 บุคคลและชุมชน ย่อมมีสิทธิ์ (1) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูล หรือ ข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐตามที่กำหนดกฎหมายบัญญัติ และ มาตรา 59 รัฐต้องเปิดเผยข้อมูล หรือ ข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐ กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐไม่ต้องหรืออาจไม่เปิดเผย คุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ หลักทางกฎหมาย “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” สิทธิรับรู้ ผู้ขอไม่จำเป็นต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย นิยามตามมาตรา 4 ข้อมูลข่าวสาร หมายถึง สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริงข้อมูลหรือสิ่งใด ๆ โดยสภาพของสิ่งนั้นเอง หรือ โดยผ่านวิธีการใด ๆ เช่น เอกสาร ภาพ แผนที่ ข้อมูลข่าวสารของราชการ หมายถึง ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครอง หรือ ควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ สำหรับสิทธิของประชาชนตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว คือ สิทธิได้รู้ (ตรวจดู/ขอดู/ขอสำเนาข้อมูล) สิทธิร้องเรียน สิทธิอุทธรณ์ และสิทธิฟ้องศาลปกครอง

การร้องขอข้อมูลข่าวสาร บุคคลสามารถใช้สิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐได้ โดยการยื่นคำขอ คำขอต้องถูกเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักฐานทั้งผู้ขอและหน่วยงานของรัฐ บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู/ขอข้อมูลข่าวสารของราชการได้ ยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับค่าธรรมเนียมการขอสำเนา ขนาด A4 ไม่เกิน 1 บาท หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้อง คำรับรองละไม่เกิน 5 บาท

ข้อมูลข่าวสารตาม มาตรา 11 หน่วยงานต้องจัดหาให้ตามที่ประชาชนร้องขอ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่จัดแสดงอยู่ในศูนย์ข้อมูลข่าวสาร (มาตรา 7 และ มาตรา 9) และไม่เป็นข้อมูลเอกสารประวัติศาสตร์ (มาตรา 26) ข้อมูลข่าวสารที่จัดหาให้ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้ว พร้อมจะให้ได้ ไม่ต้องจัดทำขึ้นใหม่ เว้นแต่การขอนั้นไม่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า หรือ เป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ นอกจากนี้ยังมีลักษณะของข้อมูลที่ต้องใช้ดุลพินิจก่อนออกคำสั่ง

  1. ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  2. จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเพื่อประสิทธิภาพ หรือ ไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์
  3. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐ
  4. อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคล
  5. รายงานทางการแพทย์ หรือ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เปิดเผยแล้วเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร
  6. ข้อมูลที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผยหรือที่ให้มาแต่ไม่ให้เปิดเผยต่อผู้อื่น

การออกคำสั่งหลังจากใช้ดุลพินิจ มีอยู่ 2 กรณี คือ เปิดเผย หรือ ไม่เปิดเผย

– กรณี เปิดเผย อาจกำหนดเงื่อนไขได้ ดังนี้

  1. ให้ลบ/ตัดทอน/ทำอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนนั้น
  2. วางหลักเกณฑ์/เงื่อนไขในการเปิดเผย (ให้เปิดเผยเป็นการทั่วไปเฉพาะแก่บุคคลใด)

– กรณี ไม่เปิดเผย

  1. ต้องให้เหตุผลของการไม่เปิดเผย
  2. ต้องแจ้งสิทธิอุทธรณ์ คำสั่งไม่เปิดเผยนั้น ยื่นต่อ กขร.

การบรรยายดังกล่าวนับเป็นการอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจต่อผู้ร่วมสัมมนา และสามารถนำไปใช้ในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

“พิพิธภัณฑ์การพยาบาลไทย”

“พิพิธภัณฑ์การพยาบาลไทย”

           วันที่ 16 สิงหาคม 2561 เป็นกิจกรรมศึกษาดูงาน 2 แหล่งเรียนรู้ เริ่มที่ “พิพิธภัณฑ์การพยาบาลไทย” คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เดิมชื่อ “พิพิธภัณฑ์ประวัติการพยาบาลไทย” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2539 ในโอกาสฉลองครบ 100 ปี ที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานก่อตั้ง “โรงเรียนหญิงแพทย์ผดุลครรภ์และการพยาบาลไข้” เป็นโรงเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์แห่งแรกในประเทศไทย (ปัจจุบัน คือ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) กระทั่ง พ.ศ. 2557 ดำเนินการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ประวัติการพยาบาลไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาส 150 ปี พระราชสมภพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ และในโอกาสครบ 120 ปี คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และปรับชื่อเป็น “พิพิธภัณฑ์การพยาบาลไทย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” และเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2560 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งการจัดแสดงเป็น 4 ห้อง ดังนี้

1. ห้องศรีพัชรินทราราชนสักการ จัดแสดงเรื่องราวเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจที่สำคัญต่อประเทศ เช่น ด้านการศึกษา ด้านการแพทย์ และด้านการพยาบาล

ห้องศรีพัชรินทราราชนสักการ

ห้องศรีพัชรินทราราชนสักการ

           2. ห้องคุณหญิงพิณพากย์พิทยาเภท นำเสนอเรื่องราว 120 ปีของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่ได้รับพระราชทานก่อตั้งเมื่อ 120 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์สำคัญของคณะพยาบาลศาสตร์ ในแต่ละช่วงเวลา ผู้บริหารแต่ละยุค บูรพคณาจารย์ การเรียน ความเป็นอยู่ และกิจกรรมของนักศึกษาพยาบาลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านเทคนิคการจัดแสดงหลากหลายรูปแบบ ทั้งภาพยนตร์ วิดิทัศน์ บอร์ดนิทรรศการ การจำลองบรรยากาศการเรียนการสอน และแบบจำลองอาคารเรียนของคณะทั้ง 5 ยุคสมัย

ห้องคุณหญิงพิณพากย์พิทยาเภท

ห้องคุณหญิงพิณพากย์พิทยาเภท

ห้องคุณหญิงพิณพากย์พิทยาเภท

          3. ห้องประวัติการพยาบาลไทย นำเสนอประวัติและพัฒนาการของวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่สมัยที่การพยาบาลและการผดุงครรภ์เป็นการดูแลกันของคนในครอบครัว จนกระทั่งการพยาบาลพัฒนาขึ้นมาเป็นวิชาชีพทางด้านสุขภาพที่มีความสำคัญ และจำเป็นที่สุดวิชาชีพหนึ่งของสังคมในปัจจุบัน

ห้องประวัติการพยาบาลไทย

ห้องประวัติการพยาบาลไทย

         4. ห้องจดหมายเหตุทางการพยาบาล รวบรวมจดหมายเหตุที่สำคัญเกี่ยวกับประวัติการพยาบาลของประเทศไทย และประวัติคณะพยาบาลศาสตร์ ทั้งในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการพยาบาลไทยของนักศึกษาพยาบาล พยาบาลวิชาชีพและผู้สนใจทั่วไป

ห้องจดหมายเหตุทางการพยาบาล

ห้องจดหมายเหตุทางการพยาบาล

         ภาคบ่ายศึกษาดูงาน ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ศูนย์แห่งนี้นับเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้และขยายผลด้านสุขภาวะ ตามแนวคิดและปรัชญาของ สสส. เพื่อจุดประกาย กระตุ้นและเสริมพลังให้ภาคีเครือข่ายและผู้นำการเปลี่ยนแปลง ให้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนขับเคลื่อนตนเอง และสังคมไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี ก่อนเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. มีการบรรยายเกี่ยวกับ “Social Marketing” หรือ “การตลาดเพื่อสังคม” คือ การวางแผนและการดำเนินงานที่มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยแนวคิดการตลาด โดยใช้หลักการ 4P คือ

  1. P1 คือ Product สำหรับการตลาดเพื่อสังคม คือ พฤติกรรมสุขภาวะ
  2. P2 คือ Price สำหรับการตลาดเพื่อสังคม คือ มูลค่าทางจิตใจที่จะมีพฤติกรรมสุขภาวะ
  3. P3 คือ Place สำหรับการตลาดเพื่อสังคม คือ พื้นที่รับแนวคิดพฤติกรรมสุขภาวะ
  4. P4 คือ Promotion สำหรับการตลาดเพื่อสังคม คือ การสื่อสารเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

โดยจะเห็นได้จากการประชาสัมพันธ์ การรณรงค์ต่าง ๆ ของ สสส. เช่น ลดพุงลดโรค บุหรี่=ยาเสพติด ให้เหล้า=แช่ง งดเหล้าเข้าพรรษา งดเหล้าครบพรรษา ลูกรักฟันดีเริ่มที่ซี่แรก สวดมนต์ข้ามปี เซ็กส์วัยรุ่นเลือกได้ เลี้ยงเหล้าในงานบุญ=บาป ฯลฯ การรณรงค์ดังกล่าว เริ่มจากการสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ ให้ข้อมูลใหม่ สร้างต้นแบบพฤติกรรม ตระหนักถึงความเสี่ยง สร้างจิตสำนัก สร้างค่านิยมหรือบรรทัดฐานทางสังคมใหม่ สนับสนุนแนวคิดหรือแนวทางปฏิบัติ สนับสนุนนโยบายหรือกฎหมาย สนับสนุนการทำงานของภาคีเครือข่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. และภายหลังจากเสร็จกิจกรรมการบรรยาย จึงได้เยี่ยมชมอาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

ที่มาภาพ (บางส่วน)

ขอบคุณภาพจาก Facebook พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุ กรมประชาสัมพันธ์

ขอบคุณภาพจาก Facebook คุณธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ นายกสมาคมจดหมายเหตุไทย

ผู้เขียน

นางสาวปัญจวัลย์ ชาวดง

 

[1] กรมศิลปากร, สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. คู่มือการจัดตั้งหอจดหมายเหตุท้องถิ่นและการจัดทำบันทึกจดหมายเหตุเหตุการณ์สำคัญ. กรุงเทพฯ : สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม. 2551, หน้า 18.