สัมมนา PR Blossom EP.4 “PR Transformers” พัฒนานักสื่อสารในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 – วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ดิฉันได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนชาวหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ในการเข้าร่วมสัมมนาเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ Blossom EP.4 “PR Transformers” ณ เดอะ วินเทจ โฮเทล เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จัดโดย งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มีผู้แทนจากแต่ละส่วนงานเข้าร่วม จำนวน 61 คน จาก 34 ส่วนงาน โดยหอสมุดฯ มีผู้แทน 2 คน คือ ดิฉัน นางสาวเพชรดา ฐิติยาภรณ์ หัวหน้างานพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการ นักเอกสารสนเทศ และ นายศรัณย์ ธรรมทักษิณ นักประชาสัมพันธ์

    

 Download รายชื่อผู้เข้าร่วมสัมมนา Blossom EP4 “PR Transformers” และ กำหนดการสัมมนา ]

เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า ผู้แทนหอสมุดฯ นั่งรถคันที่ 1 ผู้เขียนได้นั่งกับ “ยุ้ย” นักประชาสัมพันธ์ จากงานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี ภายหลังการลงทะเบียน ทุกคนจะได้รับอาหารว่าง และเสื้อโปโลสีเขียว สำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนา Blossom EP.4 โดยเฉพาะ จากนั้น เมื่อถึงสถานที่จัดงาน นางสาวกณิศอันน์  มโนพิโมกษ์ หัวหน้างานสื่อสารองค์กร ได้ให้เกียรติมากล่าวต้อนรับและเปิดงานอย่างเป็นทางการ

งานสัมมนา Blossom EP.4 “PR Transformers” ครั้งนี้ มีภาพรวมการจัดงานและกิจกรรมหลัก ๆ 3 ส่วน คือ

  1. กิจกรรมกลุ่มและละลายพฤติกรรม โดย ทีมวิทยากรจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  2. การบรรยายและแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น เรื่อง “ถอดรหัส ล้วงลึกพฤติกรรมผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย” โดย ดร.ชาญชัย ผลถานุกิติถาวร อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
  3. การต้อนรับและสร้างความร่วมมือเครือข่าย โดย งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี

มีภาพบรรยากาศ และแนวคิดที่ได้รับจากแต่ละกิจกรรม ดังนี้

  • กิจกรรมกลุ่มและละลายพฤติกรรม 

กิจกรรมกลุ่มและละลายพฤติกรรม ดำเนินรายการโดยทีมวิทยากรกระบวนการ 4 ท่าน จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านกระบวนการเล่นเกมส์และการแบ่งกลุ่มทำภารกิจในโจทย์ต่าง ๆ อันสนุกสนานและสร้างสรรค์ ให้ทั้งความรู้ ความบันเทิง และแนวคิดต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มีรายชื่อวิทยากร (จากซ้ายไปขวา) ดังนี้

1. นายสถาปนา ชรินทร์สาร (แหลม)  สังกัด สำนักงานคณบดี ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

2. นายกฤษณะ นิลสาย (ตี๋)  สังกัด สำนักงานคณบดี ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

3. นางสาวจุฑารัตน์ ภัทรเกษวิทย์ (รัตน์)  สังกัด สำนักงานคณบดี ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

4. นางสาวอรอุษา เสาแบน (แอ๊ด)  สังกัด งานเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ฝ่ายสนับสนุนทางการแพทย์

วิทยากรเริ่มต้นภารกิจแรกบนรถบัส ตั้งแต่เช้าวันเดินทาง ในเวลาประมาณ 7 โมงเช้า หลังจากลงทะเบียน รับเสื้อ เก็บสัมภาระ รับประทานอาหารว่างเป็นที่เรียบร้อย พร้อมออกเดินทาง เราก็ได้ยินเสียงต้อนรับอันแสนหวานจากวิทยากร กับบทเพลงตื๊ด ๆ ที่ปลุกให้เราให้ตื่นจากภวังค์ จากนั้น วิทยากรได้แนะนำตัวให้เรารู้จัก บางคนที่มา EP.3  แล้ว ก็จะคุ้นเคยกับท่านเป็นอย่างดี เริ่มต้นแซวกันว่า เอ.. ฉันจะต้องเจออะไรในปีนี้ แล้วก็หัวเราะกันสนุกสนาน

อย่างไรก็ตาม วิทยากรของเราไม่รอช้า จัดหนักจัดเต็ม กับกิจกรรมกลุ่มรูปแบบต่าง ๆ กันอย่างมาราธอน นับตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงชั่วโมงสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ  บรรยากาศจะสนุกสนาน เมามันแค่ไหน มาชมภาพกันค่ะ

“กิจกรรมแนะนำตัว ด้วยสิ่งของบอกตัวตน” 

กิจกรรมแรกบนรถบัส วิทยากรให้ทุกคนเลือกของสำคัญที่พกติดตัวเสมอ 1 ชิ้นใส่ลงกล่อง จากนั้น วิทยากรจะหยิบขึ้นมาทีละชิ้น ได้ของใครให้คนนั้นออกมาแนะนำตัว พร้อมบอกเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกของชิ้นนั้น Present ความเป็นตัวเองยังไง !! โอ้ ทีนี้ก็ได้เวลาด้นสดสิคะคุณผู้ชมม 55

ถึงคิวผู้เขียนต้องแนะนำตัว สิ่งที่เลือกมาธรรมดามาก นั่นคือ “Lip มันนีเวีย สูตร Original Care” แบบว่าธรรมชาติสุด ๆ สีขาว ปลอกสีน้ำเงิน เลือกอันนี้เพราะไม่มีมือถือยังอยู่ได้ แต่ขาดลิปพกพาแล้ว อยู่ไม่ได้จริง ๆ ฮือ โดยให้เหตุผลว่า “ผู้เขียนจะมั่นใจเมื่อมีริมฝีปากสุขภาพดี เป็นด่านแรกที่คนมองเห็น ทำให้รู้สึกมั่นใจ ไม่กังวลว่าปากจะแห้งแตก พอมั่นใจทำอะไรก็เกินร้อย สะท้อนความเป็นตัวเรา ว่าถ้าพร้อมจากภายใน อะไรก็เต็มที่จ้าา อิ ๆ” วิทยากรแซวว่าตอบคำถามนางงามมาก แล้วเราก็ผลัดเวียนกันออกมาแนะนำตัวจนครบ เสริมนิดนึงว่าผู้เขียนมีอาการแพ้ง่าย การทาลิปจะช่วยให้เวลาทาลิปสีเรารู้สึกว่ามีอะไรรองอีกชั้นหนึ่งก่อนสัมผัสกับสี (คิดไปเอง 55) ก่อนทาลิปสีจะต้องทาลิปมันรองก่อนเสมอ เพราะทาลิปสีอย่างเดียว รู้สึกแพ้เคมีปากแห้งทุกครั้ง

แนวคิดที่ได้รับ : สิ่งของที่เราเลือกใช้หรือพกติดตัว จะบ่งบอกลักษณะนิสัย (Character) ทัศนคติ (Attitude) และสะท้อนภาพลักษณ์ (Image) ของเราได้ ในการประชาสัมพันธ์ หลักการความประทับใจแรก (First Impression) จึงสำคัญ เพราะคนมักตัดสินจากสิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกเสมอ ในส่วนของการจัดสัมมนา สำหรับการเริ่มต้นกิจกรรมด้วยการแนะนำตัว เป็นสิ่งที่ดี เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการรู้จักกัน และค่อย ๆ มีความกล้าแสดงออกที่จะทำกิจกรรม หรือแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ต่อไป

“กิจกรรม Ice breaking – สลับป้ายชื่อ ออกกำลังกายเบา ๆ ล้อมวงแก้เงื่อนมนุษย์ และภารกิจทีมต่าง ๆ”

จากการสังเกต ภาพรวมกิจกรรมทั้งหมด วิทยากรจะให้ทำเป็นทีม หรือทำพร้อมกันเป็นหมู่คณะ โดยกำหนดโจทย์ต่าง ๆ ดังนี้

– เริ่มต้นให้แบ่งฝั่งที่นั่งเก้าอี้ตามคันรถ และสวมป้ายชื่อที่คล้องอยู่ตรงเก้าอี้ แต่ละคนจะได้ป้ายชื่อเพื่อน ให้เก็บไว้ก่อน ค่อยหาวิธีสลับกับเพื่อน หาป้ายชื่อตัวเองให้เจอช่วงท้าย

– ให้ทำท่าพร้อมกันตามเพลง หรือคำที่วิทยากรพูด เพื่อให้ทุกคนยืดเส้นยืดสาย หันซ้าย หันขวา ตบมือ และทำท่าต่าง ๆ ทดสอบไหวพริบ ความไว และสติ!!

– ให้นับเลขเรียงกัน จาก 1-7 จบครบทุกคน โดยคนที่นับเลขที่หารด้วย 7 ลงตัว ให้ตบมือแทนการพูด นั่นละฮะท่านผู้ชม นับวนกันไปหลายรอบ 55

– ภารกิจแก้เงื่อนมนุษย์ เกมส์สุดคลาสสิก ให้ทุกคนจับมือกันเป็นวงกลม ก่อนปิดวง ให้เดินพันกันไปมาจนอีรุงตุงนัง จากนั้น ให้ทุกคนช่วยกันแก้เงื่อน จนคลายออกเป็นวงกลมได้ ในเวลา 7 นาที หมดเวลา ปรากฎว่าพวกเราทำเป็นวงกลมได้ แต่กลับหันออกไปนอกวงกันหมดเลย วิทยากรเลยบอกให้แก้ตัวใหม่วันกลับจ้า (แฮ่)

– เกมส์เป่ายิ้งฉุบยืดขา คนที่เป่าแพ้ และยืดขาไม่ได้แล้วให้ไปต่อด้านหลัง ทำทีละคู่ จนได้แถวประมาณ 7-8 คนก็ให้มาตั้งแถวรวมกัน

– จากแถวตอนยาว ให้ทุกคนขวาหันเปนแถวสั้น สลับที่ยืนไปเรื่อย ๆ ตามปีเกิด ความสูง น้ำหนัก ในแถวของตัวเอง สนุกสนานสักพักให้นั่งลง เกาะไหล่กันโยกกซ้ายยย โยกขวาา โยกหน้าา โยกหลังงง… โยกพร้อม ๆ กันนน

– เกมส์ลอดห่วง ให้แต่ละแถวยืนขึ้น จับมือกัน ห้ามปล่อยมือ แล้วช่วยกันส่งห่วงฮูลาฮูป จากต้นแถวไปท้ายแถว แล้วส่งกลับมาข้างหน้า ใครเสร็จก่อนนั่งลง ทีมที่ทำเวลานานที่สุด ก็จัด Baby Shark ให้จ้า

– คำสั่ง “รวมกันให้ได้ 100” ให้ทุกคนเขียนเลขวันที่เกิดลงในกระดาษ จากนั้นจับกลุ่มกับเพื่อน รวมกันให้ได้ 100 เสร็จแล้วให้ทำความรู้จักกัน แล้วร่วมกันพิชิตโจทย์ “วงกลมตัวเลขในกระดาษ” จาก 100 ไล่ลงมา ฝึกการทำงานเป็นทีม และความไวในการหาเลข

แนวคิดที่ได้รับ : ศิลปะและทักษะในการทำงานเป็นทีม คือสิ่งสำคัญ ที่ทำให้หน่วยงานสามารถทำภารกิจต่าง ๆ ได้สำเร็จ เพราะการทำงานร่วมกัน มีตัวแปรสำคัญ คือ บุคคลที่แตกต่างกัน ทั้งลักษณะทางประชากรศาสตร์ ความรู้ ความสามารถ ความคิด จิตใจ และพื้นฐานนิสัย เป็นต้น

การมีศิลปะในการทำงานร่วมกัน อาทิ การสื่อสารเชิงบวก การประสานความร่วมมือ การมีพื้นฐานจิตใจในการมุ่งประโยชน์เพื่อส่วนรวม การเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะทำให้เกิดมิตรภาพที่ดี ในการทำงาน ขณะเดียวกัน นิสัยดีอย่างเดียวไม่พอในการช่วยผลักดันองค์กรไปสู่เป้าหมาย ภารกิจต่าง ๆ จะสำเร็จได้ ต้องสามารถคิดคำนวน ประเมิน ไตร่ตรอง วางแผน มีเป้าหมาย มีวิชาความรู้ รู้จักลำดับความสำคัญ ควบคุมเวลา มีความมุ่งมั่น สามารถผลักดันและใช้วิธีการที่เหมาะสมกับแต่ละงานได้ เปรียบได้กับภารกิจขำ ๆ ในแต่ละเกมส์เหล่านี้ ที่กว่าจะสำเร็จได้ ต้องร่วมกันวางแผนและวางกลยุทธ์กันอย่างละเอียด รอบคอบ ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

“กิจกรรมต่อหอคอยไอเฟล (Eiffel Tower) – แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ร่วมต่อหอคอยให้สูงแล้ววางตุ๊กตาไว้ด้านบนสุด”

กิจกรรมต่อหอคอยไอเฟล คือภารกิจให้ทุกคนช่วยกัน นำอุปกรณ์ที่จัดไว้ให้ มาประกอบเป็นหอคอยสูง 4 ชั้น โดยมีกติกาว่า ให้แต่ละกลุ่มรับผิดชอบการจัดทำฐานในแต่ละช่วง จากนั้นให้นำมาประกอบกัน แล้วตั้งหอคอยให้มีความสูงถึงระดับโคมไฟระย้าบริเวณตรงกลางห้อง (ราว ๆ 4 เมตร) ที่สำคัญคือชั้นบนสุดของหอคอย ต้องสามารถวางน้องหมีได้!! ภายในเวลาที่กำหนด ไม่หล่นลงมาเสียก่อน

สำหรับอุปกรณ์ที่ทุกกลุ่มได้รับ คือ หลอด กรรไกร และสก๊อตเทป เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนต้องวางแผนให้ดี เพราะฐานจาก 4 กลุ่มต้องนำมาเชื่อมต่อกันได้ ความสูงต้องถึงระยะที่กำหนด โครงสร้างของหอคอยต้องแข็งแรง สามารถตั้งอยู่ได้นานพอที่จะทำภารกิจในการวางตุ๊กตาหมี โดยทุกคนต้องไม่ลืมว่า ชั้นบนสุดของหอคอย ต้องมีพื้นที่เพียงพอให้น้องหมีนั่งพัก

ระหว่างการทำภารกิจ แต่ละกลุ่มสามารถแสดงความคิดเห็น และสร้างสรรค์วิธีต่าง ๆ ในการประดิษฐ์ผลงานชิ้นนี้ โดยมีหัวหน้ากลุ่ม เป็นผู้กำหนดทิศทาง ช่วยตัดสินใจ และดูแลให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในภาพรวม

เมื่อต่อสำเร็จแล้ว วิทยากรให้แต่ละกลุ่มส่งผู้แทนมาวางตุ๊กตาบริเวณชั้นบนสุดของหอคอย โดยไม่มีอุปกรณ์ใดช่วย เป็นอีกช่วงเวลาที่ประทับใจ เพราะบันไดที่จะพาตัวแทนขึ้นไปวาง นั่นคือ สองมือ สองเท้า และร่างกายของเพื่อน ๆ ในทีมทุกคนนั่นเอง ชาว PR Blossom ทุกคนมีความตั้งใจ ร่วมกันส่งแรงกายแรงใจ และพยายามดันตัวแทนไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้ และพวกเราทั้ง 4 กลุ่มก็ทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ เป็นที่ภูมิใจของทุกคน

แนวคิดที่ได้รับ : กิจกรรมต่อหอคอย สะท้อนแนวคิดในหลายมิติเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีม แสดงให้เห็นขั้นตอนการทำงานและการควบคุมตนเองของคนในทีมเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย แสดงถึงลำดับชั้นการบริหารงานและขีดจำกัดในการสื่อสารและประสานความร่วมมือ ระหว่างผู้บังคับบัญชาสูงสุดกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละระดับ แสดงให้เราเห็นสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งในการทำงาน นั่นคือ ความสามัคคี การรับฟัง และการพึ่งพาซึ่งกันและกัน 

หอคอยที่ตั้งตระหง่านสวยงามนั้น จะตั้งอยู่ได้ หากทุกส่วนแข็งแรง ประกอบกันลงตัว แม้ทำจากวัสดุที่อ่อนแตกง่าย ดังเช่น หลอดดูดน้ำบาง ๆ อันเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างครั้งนี้ ก็มีความแข็งแรงได้เมื่อมัดเป็นกำ เปรียบเหมือนบุคลากรทุกคน หากรู้หน้าที่ตนเอง มีความสามารถเหมาะสมกับหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด มีน้ำใจไมตรีกับเพื่อนรวมงาน สามารถผลักดันงานตามเป้าหมายสูงสุดขององค์กรได้ องค์กรในภาพรวมก็จะอยู่ได้ เพราะลักษณะขององค์กรก็เหมือนหอคอย ที่ทุกส่วนสัมพันธ์กันหมด

“ช่วงทิ้งท้าย ทดสอบแก้เงื่อนมนุษย์กันอีกครั้ง ทุกคนทำได้สำเร็จดังตั้งใจ จากนั้น ร่วมกันถอดบทเรียน แสดงความคิดเห็น และความประทับใจ”

“กิจกรรมบัดดี้ จับฉลากลุ้นชื่อเพื่อน ส่งความปรารถนาดีให้กัน และแลกของขวัญก่อนกลับบ้าน”

ทิ้งท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ กับการเฉลยบัดดี้ แลกของขวัญแทนใจ ผู้เขียนได้เป็นบัดดี้ให้ “พี่นุช” นางสาวปาณิสรา รามโยธิน จากงานสื่อสารองค์กร และบัดดี้ของผู้เขียน คือ “พี่นัท” นายอวิรุทธ์ ปิ่นแก้ว จากคณะกายภาพบำบัดค่า

กิจกรรมกลุ่ม และการละลายพฤติกรรม ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสุดฮิตของทุกองค์กรที่มีการจัดสัมมนาบุคลากร หรือสัมมนาเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ เนื่องด้วยเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน สอดแทรกแนวคิดได้อย่างแนบเนียน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงทัศนะกันอย่างเต็มที่ ว่าได้อะไรกลับไปจากความบันเทิง หรือ mission impossible เหล่านั้น

ดิฉันคิดว่า Icebreaking เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่น่าสนใจ ในการทำความรู้จักกับทีมงาน นำไปสู่การทลายกำแพงตัวตนที่ปิดกั้นแต่ละคนไว้ ให้ได้จับมือกัน ร่วมกันคิดกันทำ จนเกิดการแก้ปัญหา หรือร่วมกันทำงานเป็นทีมในที่สุด การเล่นเกมส์สนุกสนาน ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร บางทีก็เป็นเคล็ด (ไม่) ลับ ที่ทำให้คนผูกพันกัน ผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน และพัฒนาเป็นทีมที่ดีได้ (Team Building) เพียงแต่ต้องวางแผนและเลือกรูปแบบกิจกรรมละลายพฤติกรรมให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงระดับความยากง่าย และความเข้มข้นของแต่ละโจทย์ ถ้าออกแบบมาเหมาะสมแล้ว เชื่อว่าที่เหลือก็คือการสร้างอารมณ์ร่วม และโน้มน้าวให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับแต่ละกิจกรรม

วิทยากรที่เป็นมืออาชีพ จะช่วยให้กิจกรรมผ่านไปโดยราบรื่น โดยภายหลังโจทย์นั้นสิ้นสุดลง วิทยากรจะมีบทบาทสำคัญในการขมวดปม และถอดบทเรียนให้เราเข้าใจได้อย่างเข้าถึง และน่าสนใจ ดิฉันขอชื่นชมทีมวิทยากรจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นอย่างมาก นำกิจกรรมได้สนุก น่าสนใจ กำลังดี ใครมองหาวิทยากรกระบวนการดี ๆ แนะนำเลยนะคะ รับรองไม่ผิดหวังเลยค่า ดังเช่นในการสัมมนา PR Blossom EP.4 ครั้งนี้ ที่ Icebreaking เป็นตัวช่วยสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ ละลายพฤติกรรม และให้บทเรียนที่น่าสนใจแก่ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคน

 

  • การบรรยาย และแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น เรื่อง “ถอดรหัส ล้วงลึกพฤติกรรมผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย” โดย ดร.ชาญชัย ผลถานุกิติถาวร อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

“ประวัติวิทยากรจากเว็บไซต์วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล คลิก

การบรรยายและ workshop เรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นหนึ่งในหัวข้อการบรรยายที่ดิฉันประทับใจมากในงานสัมมนาครั้งนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นใกล้ตัว มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์แรงจูงใจของผู้บริโภคสื่อ ทำให้เรามีวิธีคิดในการตั้งข้อสังเกตและฝึกวิเคราะห์ ว่าอะไรทำให้กลุ่มเป้าหมายของเรารู้สึกชอบ สนใจ และอยากติดตาม พิเศษไปกว่านั้นคือทำให้กลุ่มเป้าหมาย ผันตัวมาเป็นแฟนคลับของเรา โดย ดร.ชาญชัย ได้บรรยาย พร้อมกับให้กรณีศึกษาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาตั้งคำถาม วิเคราะห์ และแบ่งกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 9-10 คน เพื่อทดลองออกแบบการโปรโมตโปรแกรมหรือหลักสูตรการศึกษาของส่วนงานใดก็ได้ ในมหาวิทยาลัยมหิดล โดยคำนึงถึงคุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ

“Download PowerPoint ประกอบการบรรยาย คลิก

แนวคิด เกร็ดความรู้ และข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ได้รับจากการบรรยาย โดยสรุปมีดังนี้

  • เริ่มต้นด้วยการสังเกตและเรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภค
    • พฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นตัวกำหนดความนิยม และความสนใจในเรื่องต่าง ๆ หากเราต้องการเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การออกแบบการสื่อสารให้เหมาะสมและเข้าถึงผู้บริโภค ต้องสังเกตและเรียนรู้ลักษณะพฤติกรรมของเขา รวมถึงความถี่ในพฤติกรรมนั้นด้วย
    • สำหรับพฤติกรรมของคนไทยบนสื่อ Social Media พบว่าปัจจุบัน “ไทย” เสพติด internet อันดับ 1 ของโลก และ “กรุงเทพฯ” เป็นเมืองที่มีผู้ใช้ Facebook มากที่สุดในโลก โดยมีสถิติระบุว่าคนไทยที่ใช้ internet ทุกวัน มีจำนวนถึงร้อยละ 90 เรียกว่า internet เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อนาฬิกาเพื่อสุขภาพสักเรือน สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่ทำคืออะไร แน่นอน นั่นคือการดูรีวิว การดูกระทู้ในเว็บไซต์พันธ์ทิพย์ เป็นต้น
    • ผู้ชายในปัจจุบันก็ใช้ Facebook กันมากขึ้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากรายการ Football มีการ Live ผ่าน Facebook นั่นเอง
    • การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริโภค หรือผู้รับสาร จะทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น
  • ศึกษาสินค้าของตนเอง รู้จักประโยชน์ และจุดเด่นของสินค้า
    • ก่อนทำการโปรโมตสินค้าของเรา ควรวิเคราะห์ก่อนว่าสินค้าเรามีประโยชน์ มีคุณค่าอะไรบ้าง โดยสามารถเก็บข้อมูลจากการสังเกต หรือเก็บข้อมูล FAQ (Frequently Asked Questions) เกี่ยวกับคำถามที่พบบ่อย เพื่อดูว่าผู้บริโภคสนใจข้อมูลอะไรเกี่ยวกับสินค้า
    • กรณีศึกษาจากรายการ “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” ลองค้นหาว่าอะไรที่ทำให้รายการประสบความสำเร็จ? และทำไมคนกรุงเทพฯ จึงดูรายการผ่าน Social Media มากกว่าทางโทรทัศน์ ในขณะที่ในต่างจังหวัดดูทางโทรทัศน์มากกว่า?
    • แนวคิดหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจ ว่าจะเลือกช่องทาง (Channel)ใดในการรับชมรายการ คือ รูปแบบการดำเนินชีวิต (Lifestyle) ทักษะการใช้สื่อเทคโนโลยี และความสนใจของผู้รับชมรายการ จากสถิติที่สะท้อนว่าคนต่างจังหวัดรับชมทางโทรทัศน์เป็นหลักนั้น อาจเป็นเพราะว่ารูปแบบวิถีชีวิตส่วนใหญ่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีความผูกพัน มีการทำกิจกรรมร่วมกันมากกว่าคนในกรุงเทพ การดูโทรทัศน์จึงถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทุกคนในบ้านได้มานั่งดูร่วมกัน และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ส่วนคนกรุงเทพฯ ก็สะดวกในการใช้งาน Social Media ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประกอบกับความเร่งรีบในการดำเนินชีวิต และปฏิสัมพันธ์ของคนที่อยู่บนโลกออนไลน์มากกว่า บางครั้งก็มาดูรายการย้อนหลัง เป็นต้น
    • รายการ The Mask Singer มีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจ คือ อะไรทำให้รายการประสบความสำเร็จ? คำตอบหนึ่งที่นำมาอธิบายได้คือหลักทางจิตวิทยาในการสร้าง Engagement หรือความผูกพันให้เกิดขึ้นกับผู้รับชมรายการ
    • โครงสร้างจิตวิทยาความลับของรายการดังกล่าว คือ การกระตุ้นให้เกิดความสงสัย กลายเป็นปฏิสัมพันธ์ของแฟนรายการที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว จากความลับ (Secret) นำไปสู่ความสงสัยใคร่รู้ (Curiousity) เกิด ความคาดหวัง (Expectation) คาดเดากันไปต่าง ๆ นานา ว่าผู้ที่อยู่ภายใต้หน้ากากจะเป็นใคร เมื่อผลลัพธที่เฉลยออกมาไม่ตรงตามที่หวังไว้ก็อาจจะเกิดอคติ (Bias) เกิดกระแสที่ไม่ประทับใจ ตรงกันข้าม หากตรงตามความฝัน (Dream) ตามที่คาดหวังไว้ ก็จะทำให้ผู้ชมเกิดทัศนคติเชิงบวก รู้สึกได้ปลุกพลัง ปลุกความฝันให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ทำให้เกิดกระแสชื่นชมนักร้องคนดัง ความชื่นชอบรายการ และอื่นๆ จากความประทับใจที่เกิดขึ้น
    • ความสงสัยเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้รายการน่าติดตาม ทำนองว่ายิ่งรายการดังและทุกคนพูดถึง เราก็ยิ่งต้องรู้เรื่อง จะได้คุยกับเพื่อน หรือคนส่วนใหญ่ในสังคมได้ คนไทยส่วนมากชอบการจบลงด้วยความสุข (Happy Ending) การที่รายการสร้างพลังเชิงบวกให้แก่ผู้รับชมรายการ จึงยิ่งทำให้รายการมีคุณค่า และสร้างความรู้สึกผูกพันให้แก่ผู้ชม จนต้องติดตามรายการนี้เป็นประจำ และกลายเป็นแฟนรายการในที่สุด

“รายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง เป็นรายการโทรทัศน์ประเภทเรียลลิตี้เกมโชว์และมิวสิกโชว์ ลิขสิทธิ์รูปแบบรายการจากบริษัท Munhwa Broadcasting Corporation (MBC) ประเทศเกาหลีใต้ นำมาทำเป็นรูปแบบรายการของประเทศไทย ผลิตรายการโดย บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เริ่มออกอากาศครั้งแรกทางช่องเวิร์คพอยท์ ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ดำเนินรายการโดย กันต์ กันตถาวร (ที่มา : Wikipedia)”

  • ออกแบบการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
    • กระบวนการสื่อสาร โดยหลักจะประกอบด้วย ผู้ส่งสาร (Sender) สาร (Message) ช่องทาง (Channel) และผู้รับสาร (Receiver) หากต้องการออกแบบการสื่อสาร (Communication) ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น จะต้องนึกถึงผู้รับสารเป็นลำดับแรก ว่าเขาสนใจอะไร (Interest) ต้องการรู้อะไร (Need)
    • Keyword หนึ่งที่นำมาใช้ในการเริ่มต้นออกแบบ คือการ “ตั้งสติ – คิด – ร่าง” เพื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในแต่ละขั้นตอนของการสื่อสาร รวมถึงพิจารณาเกี่ยวกับเนื้อหาหลัก (Main Content) และรูปแบบข้อความ (Text) ที่นำมาใช้ เป็นการสมมติให้เราได้ลองคิดในฐานะลูกค้าซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา ว่าเขาต้องการรู้อะไร แล้วนำเสนอในสิ่งที่เขาต้องการ จึงจะมีโอกาสสูงที่ลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายจะเปิดรับสาร และตัดสินใจซื้อสินค้าในที่สุด
    • การสื่อสารแต่ละครั้ง หากจะวัดว่าผู้รับสารได้รับสารหรือไม่ รู้สึกอย่างไร สามารถพิจารณาได้จากผลตอบรับหรือ Feedback ที่เกิดขึ้นหลังจากข้อความถึงผู้รับสารแล้ว ลักษณะของเส้นทางการสื่อสารดังกล่าว มีสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 6 ส่วน ได้แก่ แหล่งข้อมูล (Source) การเข้ารหัส (Encoding) ช่องทางการสื่อสาร (Channel) การถอดรหัส (Decoding) ผู้รับสาร (Receiver) และผลตอบรับ (Feedback) เมื่อต้องการปรับสิ่งใด ๆ ตามกระแสตอบรับ ต้องย้อนมาแก้ไขที่จุดเริ่มต้นของการสื่อสาร แล้วเผยแพร่จากแหล่งข้อมูลใหม่อีกครั้ง
    • สิ่งจำเป็นที่ต้องวิเคราะห์ก่อนการออกแบบการสื่อสาร คือ บุคลิกลักษณะของลูกค้า “Customer Persona” เพื่อทำความรู้จักตัวตนของเขา ดูลักษณะ (Character) ว่าเขาเป็นคนอย่างไร มีพฤติกรรมแบบไหน เพื่อเลือกใช้วิธีการเข้าถึงให้เหมาะสม เช่น หากลูกค้าชอบใช้มือถือเป็นอุปกรณ์หลักในการติดตามข่าวสาร และพูดคุยกับเพื่อนบนโลกออนไลน์ เราก็ควรหาทางสื่อสารผ่าน application หรือบริการต่าง ๆ บน Platform มือถือ หรือหากลูกค้าชอบออกกำลังกาย ชอบถ่ายรูป หรือรักสัตว์ ก็ให้เน้นเนื้อหาหลัก (Main Content) เป็นเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจ โดยสรุป เราควรตั้งคำถามว่า “ลูกค้าคาดหวังอะไรจากเรา?”
    • “Customer Persona Method” คือ การกำหนดลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย โดยการวิเคราะห์จากสถิติข้อมูลทั่วไป เช่น เพศ ลักษณะนิสัย งานที่ทำในปัจจุบัน ฯลฯ ถือเป็นวิธีหนึ่งในการบริหารความคาดหวัง โดยการค้นหาว่าเขามีปัญหาอะไร หรืออยากรู้อะไร ทำให้ต้องอยากอ่านข้อความของคุณ แล้วคุณจะสามารถให้ข้อมูลอะไรได้บ้าง มีประโยชน์หรือไม่ เมื่อพบคำตอบแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์ในการออกแบบเนื้อหา (content) และสร้างสื่อ (media) ที่เหมาะสมต่อไป
    • กลุ่มเป้าหมายของเรามีหลายกลุ่มได้ อันดับแรกให้ระดมความคิดเห็น (Brainstorm) และพิจารณาลักษณะของลูกค้าก่อน (Customer Persona) ว่าเป็นอย่างไร จากนั้นก็จัดเก็บสถิติวัดผลตอบรับของแต่ละกลุ่ม เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและพัฒนารูปแบบการสื่อสารครั้งต่อไป
    • การเก็บข้อมูลมาพัฒนาเนื้อหา (Content) ที่ใช้ในการสื่อสาร สามารถสังเกตและเปรียบเทียบผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขได้ เช่น กรณีเว็บไซต์แนะนำการดูแลสุขภาพ ให้ดูว่าโพสต์แบบใดมีคนกดแชร์มากกว่ากัน หรือโพสต์ไหนที่มีแฟน ๆ มาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก มีการพูดคุย มีความผูกพัน หรือมีการสอบถามมากกว่ากัน แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาพิจารณาการจัดทำเนื้อหาครั้งต่อไป
    • แนวทางหนึ่งในการวิเคราะห์เพื่อสร้าง Platform การสื่อสาร คือหลักการ “5W1H” ประกอบด้วย ใคร (Who) ทำอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) ทำไม (Why) และ อย่างไร (How)
    • เนื่องจาก “ความต้องการและการตัดสินใจมีความแตกต่างกัน” ลำดับแรกจึงต้องเข้าใจว่าเขาต้องการอะไร?
  • ดูผลลัพธ์จากการสื่อสาร และประเมินผลเพื่อการปรับปรุงพัฒนา
    • การพัฒนาปรับปรุงการสื่อสาร โดยพิจารณาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อ สามารถหาข้อมูลได้จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (คลิกเพื่อเข้าชมเว็บไซต์ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลจำนวนมาก เป็นแหล่งอ้างอิงเกี่ยวกับสถิติทั่วไป
    • การประเมินผลลัพธ์จากการสื่อสาร มีข้อสังเกตหนึ่งที่สำคัญ คือ ถึงแม้กลุ่มเป้าหมายจะรับสารได้เท่ากัน แต่การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าชนิดนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของลูกค้าเสมอ ตัวอย่างเช่น กรณีการซื้อสินค้าออนไลน์ (Shopping Online) ขั้นแรกผู้รับสารจะสืบค้นข้อมูลเพื่อค้นหาสินค้าที่ต้องการก่อน (Search) จากนั้นจะทำการวิเคราะห์อย่างละเอียด (Analyse) เปรียบเทียบ (Compare) อาจจะแชร์ข้อมูลต่อไปในวงกว้าง (Share) จากนั้นค่อยตัดสินใจอีกที ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้
    • สมมติว่าแหล่งข้อมูลของเราเป็นเว็บไซต์ (Website) และต้องการป้องกันปัญหาที่ลูกค้าเข้ามาหาข้อมูลอย่างเดียว แต่ไม่ซื้อสินค้า เราสามารถใช้วิธีเพิ่มเติมรูปภาพกับข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น อาจจะกำหนดเวลาลดราคา เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเสียดายถ้าไม่ซื้อทันที โปรโมชั่นดี ๆ ก็จะหายไป เป็นต้น เพราะเว็บไซต์ที่ดี คือเว็บที่สามารถตอบโจทย์ให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังได้
    • การรีวิวหรือทดลองสินค้า แล้วนำมาแชร์มาบอกต่อกัน ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้เห็นผลลัพธ์จากการสื่อสาร ว่าลูกค้าคิดเห็นอย่างไรกับสินค้าของเรา การมีโอกาสได้ทดลองใช้ หรือได้รับประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับสินค้า จะทำให้สินค้ามีความน่าเชื่อถือและน่าดึงดูดใจ ปัจจุบันจึงมีความนิยมให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการรับรองคุณภาพและประโยชน์ที่ได้รับจากสินค้ามากยิ่งขึ้น เกิดเป็นแคมเปญและกิจกรรมต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าสินค้าเรานั้นมีประโยชน์และดีจิง เช่น จัดกิจกรรม (Event) แชร์ประสบการณ์จากผู้ใช้สินค้าจริง จัดอบรมเพื่อให้ข้อมูลหรือหลักฐานเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับโดยเน้นข้อดีและจุดเด่นของสินค้า อาจจัดเป็นกิจกรรม Roadshow ไปตามพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หรือสร้างเรื่องเล่าเร้าพลัง (Storytelling) ให้ลูกค้าเกิดความประทับใจเกี่ยวกับตัวสินค้า เป็นต้น
  • Workshop ระดมความคิดเห็นในกลุ่มตามโจทย์ที่ได้รับ และนำเสนอ
    • ในกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ดิฉันอยู่กลุ่มที่ 2 มีสมาชิกจำนวน 9 คน คือ 1. นางสาววิไล กสิโสภา กองบริหารงานทั่วไป 2. นายสมชาย โพธิ กองบริหารงานทั่วไป 3. นางสาวเพชรดา ฐิติยาภรณ์ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล 4. นางสาวเสมอแข ย้อยนวล โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา 5. นางสาวทิรัชชา คณาคุปต์ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน 6. นางสาวสุรณีย์ แสนยุติธรรม วิทยาเขตกาญจนบุรี 7. นายวีรภัทร ศิมานนท์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 8. นางสาวณัฎฐา ชาวกงจักร์ คณะพยาบาลศาสตร์ และ 9. นางสาวเกศศิรินทร์ มัธยทรัพย์ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์
    • เริ่มต้น วิทยากรให้ลิสสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันให้ได้มากที่สุดในเวลาที่กำหนด ได้มาทั้งหมด 23 รายการ ได้แก่ 1. เสื้อ Blossom 2. ทำงาน MU 3. สายงานสื่อสารองค์กร 4. คนไทยเหมือนกัน 5. ศาสนาพุทธ 6. พูดไทย 7. ใช้ Smart Phone 8. เสพ Social Line Facebook 9. ใส่กางเกงขายาว 10. ใส่รองเท้าหุ้มส้น 11. มีป้ายคล้องคอ “ป้ายชื่อ” 12. มีดินสอ 13. มี A4 14. อาศัยอยู่ภาคกลาง 15. ชอบฟังเพลง 16. ชอบส้มตำ 17. ชอบวิทยากร 18. รักเด็ก 19. ร้องเพลง Happy Birthday ได้ 20. จบวุฒิขั้นต่ำปริญญาตรีทุกคน 21. ทำงานเวลา 8.30-16.30 น. เหมือนกัน 22. กินข้าวกลางวันที่เดียวกัน 23. รสนิยมดีเหมือนกัน
    • แจกโจทย์กิจกรรม Workshop ทำการวิเคราะห์ Customer Persona และกำหนดแผนกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล กรณีศึกษาการโปรโมตโปรแกรมหรือหลักสูตรที่ท่านต้องการ

วิทยากรได้ให้โจทย์แต่ละกลุ่มพิจารณา 4 เรื่อง คือ 

1. เลือกโปรแกรม/หลักสูตรที่ท่านต้องการทำการโปรโมต 

2. กำหนดคุณลักษณะสำคัญ (Persona) ของกลุ่มเป้าหมาย โดยคำนึงถึงลักษณะ (Characteristics) แรงผลักดันที่ทำให้สนใจสินค้า (Motivations, Goals, and Needs) อุปสรรคต่อการตัดสินใจในการใช้สินค้า/บริการ (Challenges) และ เราอยากให้อะไรกับลูกค้า (What do we want to deliver?) 

3. อธิบายพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ว่าเขาต้องผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง ก่อนที่จะเข้ามาเรียนในโปรแกรม/หลักสูตร ที่ท่านนำเสนอ (Customer Journey)

4. จากการวิเคราะห์ในข้อ 2 และ 3 อธิบายแผนกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสำคัญที่ท่านต้องการจะทำ เช่น เนื้อหาที่ต้องการจะสื่อ เครื่องมือ และช่องทางในการสื่อสาร ระยะเวลาของแผน เป็นต้น

สำหรับกลุ่มดิฉัน นำเสนอแผนโปรโมตหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาเขตนครสวรรค์ (คลิกเพื่อดูรายละเอียดหลักสูตร) หนึ่งในไฮท์ไลท์สำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดล ในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรวิชาชีพพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ และโรงพยาบาลภาคีเครือข่ายใน 7 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ท่ามกลางบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย การฝึกงานมีสถานที่รองรับ มีโรงพยาบาลพร้อมรับเข้าทำงานทันทีหลังจากสำเร็จการศึกษา ส่งเสริมให้นักศึกษาได้กลับไปทำงานที่บ้านเกิดหรือในจังหวัดพื้นที่ใกล้เคียง มีอาชีพมั่นคง และมีสวัสดิการดูแล คุณสมบัติของหลักสูตร (Persona) ดังกล่าว เมื่อมีความชัดเจน ก็สามารถนำไปกำหนดเป็นแผนต่าง ได้ต่อไป

โดยสรุป กุญแจสำคัญในการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย คือ

1. กำหนดคุณลักษณะของกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน จะทำให้เราจำเพาะเจาะจง (Specific) ได้มากขึ้น ว่าลูกค้าของเราเป็นใคร

2. ศึกษาเส้นทางระหว่างคุณกับเขา ดูว่าการเดินทางก่อนมาหาคุณ เขาจะเจออะไรในแต่ละขั้นตอน ถ้ารู้ว่าเขาเข้าทางไหน รับสื่ออะไรเป็นหลัก เราก็จะเลือกช่องทางเข้าหาได้ถูกด้วย

3. คัดเลือกเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ อยู่ในความสนใจของเขา รวมถึงนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบที่จำเป็น เช่น คุณสมบัติ จุดขาย ค่าใช้จ่าย  เป็นต้น

หากสามารถสื่อสารได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย ถูกที่ ถูกเวลา สารที่ส่งไปก็จะเกิด Engagement เกิด Action และ Feedback ต่าง ๆ ตามมา เพื่อการปรับปรุงพัฒนา และพิสูจน์ว่าวิธีการสื่อสารใดที่ประสบผลสำเร็จที่สุด

“บรรยากาศในการฟังบรรยาย ระดมความคิดเห็น การนำเสนอแผน และรับฟังคำแนะนำจากวิทยากร “

“ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกับวิทยากรหลังเสร็จสิ้นการบรรยาย”

 

  • การสร้างความผูกพัน และความร่วมมือเครือข่าย

งานสัมมนา PR Blossom EP.4 จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดแม่งานหลัก (Host) คือ งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี โดยการนำของ นางสาวกณิศอันน์  มโนพิโมกษ์ หัวหน้างานสื่อสารองค์กร และทีมงานที่น่ารักทุกคน

(บุคลากร งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป)

จากการสังเกตการจัดงานตลอด 2 วัน รวมถึงระยะเวลาที่มีการประสานงานกันล่วงหน้า พบว่า ทีมผู้จัดให้ความสำคัญกับโครงการเป็นอย่างมาก มีการประสานงานติดตาม และดูแลผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่านเป็นอย่างดี เมื่อถึงวันงาน ตั้งแต่การต้อนรับ ลงทะเบียน การรับประทานอาหาร กิจกรรมการจับฉลากบัดดี้แลกของขวัญ งานเลี้ยงสังสรรค์ การจัดที่พัก พาหนะเดินทาง และการถ่ายภาพกิจกรรม ตลอดจนการทำทำเนียบนักประชาสัมพันธ์ประจำรุ่น ก็เป็นที่เรียบร้อย น่าประทับใจ สิ่งเหล่านี้คือวิธีการหนึ่งในการสร้างความผูกพันและความร่วมมือกับส่วนงานได้อย่างดียิ่ง เพราะได้ใจทุกคนไปเป็นอย่างมาก คล้ายกับสำนวนที่ว่า “ยิ่งให้ยิ่งได้รับ” นั่นเอง

(ภาพบรรยากาศในงานสัมมนา การต้อนรับ และงานเลี้ยงสังสรรค์ในธีม “Vintage” ดูลีลาชาว PR เสียก่อนน ไม่ธรรมดานาจาา อิ ๆ)

การต้อนรับเป็นอย่างดี (Hospitality) และกระบวนการบริหารจัดการ (Management Process) ที่เป็นระบบนั้น เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความประทับใจ และความผูกพันต่อผู้ที่มาร่วมงาน สังเกตได้ว่า Staff ทุกคนจะเข้าร่วมทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้น โดยพยายามกระตุ้นให้บรรยากาศสนุกสนาน ผ่อนคลาย และเป็นกันเองอยู่เสมอ ความที่นักประชาสัมพันธ์เป็นคนสนุกสนานร่าเริงกันอยู่แล้ว พอมารวมตัวกัน ก็เลยเป็นงานบันเทิงชุดใหญ่เลยทีเดียว

นอกจากการสร้างบรรยากาศที่ดี อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ การเปิดโอกาสให้ทุกส่วนงานได้รู้จักกัน คุยกัน แชร์กันมากขึ้น ผ่านทุกกิจกรรมที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ โดยมีเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์ และอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่ายนักประชาสัมพันธ์ คือ กรุ๊บ LINE และ “ทำเนียบนักประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ซึ่งมีข้อมูลติดต่อสำคัญของนักประชาสัมพันธ์ทุกส่วนงาน ได้แก่ รูปภาพ ชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร และ E-mail

(ทำเนียบนักประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2561 – Download ฉบับ PDF คลิก)

ทำเนียบนักประชาสัมพันธ์ดังกล่าว จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อสนับสนุนการสร้างความร่วมมือเครือข่าย เพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ และสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ในปีนี้ มีข้อมูลทั้งหมดจาก 34 ส่วนงาน ประกอบด้วย 1 สำนักงานอธิการบดี 13 คณะ 9 สถาบัน 6 วิทยาลัย 2 ศูนย์ 2 วิทยาเขต และ 1 หอสมุดฯ นับเป็นข้อมูลเครือข่ายที่เป็นประโยชน์อย่างมาก เหมือนย่อโลกมหิดลไว้ในที่เดียว สงสัยอะไร ทักทายกันมา นักประชาสัมพันธ์ช่วยคุณได้ค่า

นอกจากนี้ยังมีบริการอื่น ๆ อาทิ การออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ ติดต่อรายการ Mahidol Channel และ สามารถฝากข่าวประชาสัมพันธ์ผ่าน PR-Center หรือ เครือข่ายศูนย์ข้อมูลข่าว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อีกด้วย

      

(เครือข่ายศูนย์ข้อมูลข่าว มหาวิทยาลัยมหิดล (PR-Center) และบริการต่าง ๆ ของงานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป) 

ดิฉันขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการหอสมุดฯ ที่กรุณามอบหมายให้มาร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความประทับใจจากทุกกิจกรรมแล้ว ยังได้มิตรภาพที่ดี และแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานอีกด้วย ทั้งด้านการสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม

ดิฉันคิดว่า การจัดงานในลักษณะนี้ เป็นประโยชน์และเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรที่หวังผลได้ อย่างไรก็ตาม การปลูกจิตสำนึกและแนวคิดต่าง ๆ ในการทำงาน ต้องใช้ทั้งเวลา และประสบการณ์สะสม การขมวดทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียนรู้ได้ในสองวันจึงเป็นเรื่องท้าทาย และขึ้นอยู่กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยว่า จะเปิดตาเปิดใจแค่ไหน ที่สุดแล้ว งานแบบนี้ ผู้จัดย่อมคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดและมีความน่าสนใจมานำเสนอ การสร้าง Dream Team ก็ต้องเริ่มจากจุดนี้ คือ พัฒนาคน พัฒนางาน ตามด้วยพัฒนาทีม

ขอเป็นกำลังใจให้ทีมงานสื่อสารองค์กรทุกท่าน มีความสุขในการทำงาน มีกำลังกาย กำลังใจ ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มีความตั้งใจที่จะร่วมกันพัฒนางานและทักษะให้มากขึ้น เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลให้มุ่งสู่ระดับโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เพื่อนักศึกษา พี่น้องประชาชน และสังคมของเรา

ท้ายสุดนี้ ขอประมวลภาพบรรยากาศในงานสัมมนา ภาพกับพี่จุ๊ Roomate เก๊าเอง ที่ดูแลกันเสมอมา ขอบคุณมาก ๆ นะคะ รวมถึงวิวสวย ๆ รอบที่พักให้ผู้อ่านได้ชมกันเพิ่มเติม นอกจากภาพจากมือถือของผู้เขียนแล้ว ขอขอบคุณภาพจากทีมสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป และพี่น้องชาว PR จากส่วนงานต่าง ๆ ที่แชร์ภาพให้กันทาง LINE ด้วยนะคะ จนกว่าจะพบกันใหม่ในบล็อก KM ของหอสมุดฯ สวัสดีค่ะ

ผู้เขียน :

นางสาวเพชรดา ฐิติยาภรณ์

หัวหน้างานพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการ (นักเอกสารสนเทศ)

ฝ่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล