จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย

จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย
เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งการประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานจุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย

           เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานจุฬาลงกรณ์ราช-บรรณาลัย เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งการประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่เวลา 08.30 – 12.30 น. โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานเปิดงาน และเปิดนิทรรศการคลังข้อมูลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเปิดตัวเว็บไซต์จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อมร เพชรสม รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานวิทย-ทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวรายงานการจัดงานครั้งนี้

บรรยากาศภายในงาน

รศ. ดร.อมร เพชรสม รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ. ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย

           สำนักงานวิทยทรัพยากร เล็งเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ ด้วยการพัฒนามรดกภูมิปัญญา เพื่อสืบสานญาณทัศน์ ให้เห็นถึงภูมิปัญญาที่สืบทอดจากพระบรมราโชบาย และพระราชกรณียกิจในสมเด็จพระปิยมหาราช ให้เป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเทศไทย และนานาชาติ

           การดำเนินงานครั้งนี้จะได้จัดทำฐานข้อมูลดิจิทัล “จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย” (King Chulalongkorn Digital Archives) และจัดแสดงนิทรรศการคลังข้อมูล เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สำนึกในพระปรีชาญาณ และพระ-มหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประเทศไทย โครงการนี้จะเป็นคลังความรู้ของข้อมูลสำคัญและทรงคุณค่า เกี่ยวกับสมเด็จพระปฐมบรมราชู-ปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เชื่อมโยงและเผยแพร่บนเครือข่ายสารสนเทศทั่วโลก สืบค้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ก่อเกิดประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้าวิจัย และต่อยอดองค์ความรู้อย่างกว้างขวางต่อไป

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ปิยนาถ บุนนาค
ราชบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง
อดีตผู้อำนวยการหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์พิเศษภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

           สำหรับในส่วนของการบรรยาย เริ่มต้นเมื่อเวลา 09.45 – 10.15 น. บรรยายพิเศษ เรื่อง “การเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้…” สู่จุฬาฯ 100 ปี โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ปิยนาถ บุนนาค ราชบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง อดีตผู้อำนวยการหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์พิเศษภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกล่าวถึงการจัดการศึกษาแบบใหม่ในรัชกาลที่ 5 : ปฐมบทแห่งการปฏิรูปการศึกษาของสยามประเทศ สาเหตุและวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาแบบใหม่ เนื่องจากพระราชดำริและพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ต้องการจะ “สร้างคน” เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการ “สร้างชาติ” อันเป็นการปฏิรูปบ้านเมืองท่ามกลางกระแสการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตก ผ่านกระบวนการเรียนรู้วิทยาการตะวันตกจากการจัดการศึกษาแบบใหม่ ดังพระราชดำรัส…

“…แลคิดจะให้แพร่หลายกว้างขวาง เปนคนที่ได้เรียนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
ทั้งจะมีโรงเรียนวิชาอย่างสูงขึ้นไปอีกซึ่งกำลังคิดจัดอยู่บัดนี้ เจ้านายตั้งแต่ลูกฉันเปนต้นไป
ตลอดจนถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้ได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน
ไม่ว่าเจ้าว่าขุนนางว่าไพร่ เพราะฉะนั้นจึ่งขอบอกไว้ว่า การเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้
จะเปนข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุส่าห์จัดให้เจริญขึ้นจงได้…”

หรืออีกหนึ่งพระราชดำรัส….

           “…ในกาลเวลานี้ผู้ซึ่งจะเปนข้าราชการไม่รู้หนังสือแล้วเกือบจะเปนอันใช้ไม่ได้ทีเดียว ได้คิดตั้งใจอยู่ว่า การต่อไปภายหน้า จะต้องเลือกว่าผู้ใดไม่รู้หนังสือไล่ได้ตามควรที่จะกำหนด ผู้นั้นจะเปนขุนนางไม่ได้เลย แต่ในเวลานี้ข้าราชการที่ไม่รู้หนังสือดีมีอยู่บ้าง ผู้ซึ่งจะเลือกได้ยังมีน้อยจึงตั้งกำหนดอย่างนี้ยังไม่ได้ จึงต้องคอยพวกที่เรียนใหม่ ๆ นี้จะเปนผู้ตั้งแบบแผนต่อไปภายหน้า เพราะฉะนั้นฉันจึงได้มีความมุ่งหมายตั้งใจที่จะจัดการเล่าเรียนทั่วไปทั้งบ้านเมือง ให้เปนการรุ่งเรืองเจริญขึ้นโดยรวดเร็ว…

           พระราชดำริและพระราชวิสัยทัศน์ดังกล่าวของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจากการตระหนักถึงภัยคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตก ดังนั้นการให้ความสำคัญด้านการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รู้เท่าทัน “ฝรั่ง” และส่งผลให้เกิดการจัดการศึกษาแบบใหม่ หรือ “การปฏิรูปการศึกษา” ซึ่งมาจาก 5 ปัจจัยหลัก คือ
1. การตระหนักถึงภัยคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตก
2. “แรงบันดาลใจ” จากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ
3. การเตรียมความพร้อมของไพร่และทาสในการเป็น “อิสระชน” ต่อไป
– ต้องมีการศึกษาเพื่อประกอบอาชีพและดำรงตนอย่างอิสระชน การสร้างคนสร้างชาติ
4. ความต้องการให้คนไทยผู้มีการศึกษาเข้ารับราชการแทนข้าราชการชาวต่างชาติ
– เป็นการแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรในระยะยาว แทนการแก้ปัญหาระยะสั้น คือ การจ้างชาวต่างชาติเข้ามารับราชการในงานที่ต้องการความรู้เฉพาะทาง
– ป้องกันความรั่วไหลของความลับทางราชการโดยผ่านข้าราชการชาวต่างชาติ
5. ความต้องการประสานประโยชน์ทางการศึกษาระหว่างบ้าน วัด และวัง กับการส่งเสริมพุทธศาสนา โดยที่ บ้าน ส่งกุลบุตรไปศึกษาที่วัดตามแบบจารีต  ซึ่งพระราชดำริทางการศึกษาของรัชกาลที่ 5 เปรียบเสมือน วัง ผลของการจัดการศึกษาให้โรงเรียนอยู่ในวัด นับเป็นการสนับสนุนให้กุลบุตรสนใจในพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนยังคงใกล้ชิดกับวัดและพุทธศาสนา ส่งผลให้พระสงฆ์ตระหนักถึงหน้าที่ต่อการศึกษาและอบรมศีลธรรมแก่เยาวชน การศึกษาในวัดจึงมีส่วนส่งเสริมให้พุทธศาสนาเจริญก้าวหน้าสืบไป

ปัจจัยหลัก 5 ข้อข้างต้น ส่งผลต่อการดำเนินการจัดการศึกษาแบบใหม่ ดังนี้
การตั้งโรงเรียนหลวงประเภทต่าง ๆ
1.1 โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง
พ.ศ. 2414       โรงเรียนหลวง
พ.ศ. 2415       โรงเรียนภาษาอังกฤษ
พ.ศ. 2424       โรงเรียนภาษาอังกฤษที่พระตำหนักในนันทอุทยาน สำหรับเจ้านายและกุลบุตร
1.2 โรงเรียนเพื่อฝึกหัดบุคคลเข้ารับราชการ
พ.ศ. 2425       โรงเรียนนายทหารมหาดเล็กหรือโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ
พ.ศ. 2430       โรงเรียนทหารสราญรมย์
พ.ศ. 2433       โรงเรียนศิริราชแพทยากร
พ.ศ. 2443       โรงเรียนราชแพทยาลัย

หลังการปฏิรูประบบบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2435
พ.ศ. 2435                 โรงเรียนฝึกหัดครู
พ.ศ. 2442                 โรงเรียนกฎหมาย  โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน
พ.ศ. 2445                 โรงเรียนมหาดเล็ก
1 มกราคม พ.ศ. 2453    โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

26 มีนาคม พ.ศ. 2459    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (การสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาจากเงินที่ประชาชนบริจาคเพื่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า หรือเรียกว่า เงินหางม้า แล้วจึงนำเงินที่เหลือมาสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เมื่อครั้งแรกเริ่ม ประกอบด้วย 4 คณะ ได้แก่
1. คณะแพทยศาสตร์ ตั้งอยู่ที่โรงเรียนราชแพทยาลัยเดิม ศิริราชพยาบาล
2. คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ตั้งอยู่ที่ตึกบัญชาการ ถนนสนามม้า
3. คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งรวมโรงเรียนยันตรศึกษาใช้ตึกเดียวกับคณะรัฐประศาสนศาสตร์
4. คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เปิดสอนที่วังใหม่หรือวังกลางทุ่ง

           ปิดท้ายการบรรยายรอบเช้าด้วย พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จฯ วางศิลาฤกษ์ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความว่า…

“…วันนี้เรายินดีที่ได้รับอัญเชิญให้มาวางศิลาฤกษ์สำหรับมหาวิทยาลัยนี้
เพราะเป็นกิจอันหนึ่งซึ่งเราปรารถนาอยู่นานแล้ว
ที่จะยังให้ผลสำเร็จตามพระราชประสงค์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์ได้ทรงพระราชปรารถนามานานแล้ว ในเรื่องที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้น
สำหรับเป็นสถานอุดมศึกษาของชาวสยาม แต่ในรัชสมัยของพระองค์ ยังมีเหตุติดขัด
ซึ่งการจะยังดำเนินไม่ได้ตลอดปลอดโปร่ง ตัวเราเป็นรัชทายาทจึ่งรู้สึกเป็นหน้าที่อันหนึ่ง
ที่จะต้องทำการนั้นให้สำเร็จตามพระราชประสงค์โดยรู้ว่าเมื่อทำได้สำเร็จแล้ว
จะเป็นเครื่องเพิ่มพูนพระเกียรติยศ เป็นราชานุสาวรีย์
เป็นที่คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชของชาติไทยเรา
เป็นการสมควรยิ่งนักที่จะสร้างพระราชานุสาวรีย์อันใหญ่และถาวรเช่นนี้
ทั้งจะได้เป็นเครื่องที่จะทำให้บังเกิดประโยชน์แก่ชาติไทยไม่มีเวลาเสื่อมสูญด้วย…

           ต่อมาเวลา 10.15 – 12.30 น. การเสวนาวิชาการจุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย จาก อาจารย์ 3 ท่าน ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมี นายเมทนี บุรณศิริ (นิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักแสดง และพิธีกรรายการโทรทัศน์) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

การเสวนาวิชาการจุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย

           ผู้บรรยายท่านแรก คือ ผศ. ดร. อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย และผู้ช่วยคณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง “พระอัจฉริยภาพด้านอักษรศาสตร์” พระบาทสมเด็จพระ-จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระอัจฉริยภาพด้านอักษรศาสตร์พระองค์หนึ่ง ทรงมีงานพระ-ราชนิพนธ์เป็นจำนวนมาก เช่น ลิลิตนิทราชาคริต เงาะป่า พระราชหัตถเลขา จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน  ไกลบ้าน วินิจฉัยเรื่องกฤษณาสอนน้อง ขัตติยพันธกรณี จดหมายเหตุเสด็จประพาสในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

การเสวนาวิชาการ เรื่อง “พระอัจฉริยภาพด้านอักษรศาสตร์” โดย ผศ. ดร. อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล
อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย และผู้ช่วยคณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

           งานพระราชนิพนธ์ในพระองค์ มีความโดดเด่นหลายชิ้น ผลงานที่สะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพด้านอักษร-ศาสตร์ชัดเจนชิ้นหนึ่ง คือ  “เงาะป่า” ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. 124 (ปลายปี พ.ศ. 2448)   ทรงพระราชนิพนธ์ ขณะทรงพระประชวร และใช้เวลาในการพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น 8 วัน

           เงาะป่า มีลักษณะเป็น “งานวิชาการ” ผสานจินตนาการ ทรงซักถาม สอบสวนความหมายจากคนัง ทำประมวลคำศัพท์ และอธิบายวิถีชีวิตความเป็นอยู่ นำภาษาและวัฒนธรรมของเงาะมาแทรกในเรื่องเพื่อสร้างบรรยากาศ สร้างความสมจริง และสร้างความไพเราะ

การเสวนาวิชาการ เรื่อง “ภาพฉายสยาม ในสื่อหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส (ค.ศ. 1893 และ 1897)”
โดย อาจารย์ ดร. สิริวรรณ จุฬากรณ์ อาจารย์ภาควิชาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

           ต่อมา อาจารย์ ดร. สิริวรรณ จุฬากรณ์ อาจารย์ภาควิชาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายเรื่อง “ภาพฉายสยาม ในสื่อหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส (ค.ศ. 1893 และ 1897)” โดยอธิบายถึงภาพลักษณ์ของสยามที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส ชื่อ L’ illustration หนังสือพิมพ์นี้จัดพิมพ์รายสัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้อ่านเป็นกลุ่มปัญญาชน

การกล่าวถึงสยามที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส เริ่มในช่วง ร.ศ. 112 ภาพสยาม และคำอธิบายเกี่ยวกับสยามที่ปรากฏ มักกล่าวว่าสยาม เป็นเมืองที่ไม่มีอารยธรรม ศิลปะต่าง ๆ การก่อสร้างวัดวาอาราม พระราชวังไม่วิจิตรบรรจง เป็นการก่อสร้างแบบหยาบ ๆ สยามเป็นเมืองที่เป็นแบบเอเชียจริง ๆ ซึ่งหมายถึง เป็นเมืองที่ยากจน เสื่อมโทรม อาศัยอยู่ในกระต๊อบ และบ้านที่ทำจากฟาง การแต่งกายไม่น่ามอง

นอกจากนี้ยังอธิบายถึงพระเจ้าแผ่นดินของสยามในเวลานั้นว่า เป็นเจ้าของแผ่นดิน เป็นเจ้าของฟ้า เป็นเจ้าของชีวิต เป็นเทวราช เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ สะท้อนภาพสยามจากสายตาของต่างชาติในช่วงเวลาดังกล่าว ลักษณะการบรรยายเปรียบเสมือนภาพฉายของสยาม ที่ถูกนำเสนอ เพื่อให้มองว่าพระมหา-กษัตริย์ของสยามเป็นเทวราช และต้องการให้เข้าใจสภาพสังคมของสยาม ตามที่ถูกบรรยายไว้ในหนังสือพิมพ์ เพื่อหลังจากนี้จะมีการนำเสนอเรื่องราวของสยามอันเป็นนิยาย ที่แต่งเติมเรื่องราวของสภาพสังคมในสยาม ช่องว่างระหว่างสังคม และมีการกล่าวถึงระดับชนชั้นทางสังคมเพิ่มเติมเข้ามาด้วย

           ขณะเดียวกันยังกล่าวถึงความไม่เท่าเทียมของฝรั่งเศสในสยาม โดยพยายามนำเสนอว่า สยามไม่มีพื้นที่ทางการค้าให้กับฝรั่งเศส มีแต่พื้นที่ทางการค้าของเยอรมัน และอังกฤษเท่านั้น จนกระทั่งการหล่อพระบรมรูปทรงม้าที่ฝรั่งเศส และส่งกลับมายังสยาม หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสประโคมข่าวว่า ฝรั่งเศสประสบความสำเร็จทางด้านการค้ากับสยามแล้ว ซึ่งในช่วง ร.ศ. 112 เป็นต้นมา เรื่องราวของสยามก็ปรากฏในหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในเรื่องสังคม โบราณคดี และอื่น ๆ

การเสวนาวิชาการ เรื่อง “สถาปัตยกรรมสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ในสื่อสิ่งพิมพ์ตะวันตก”
โดย ผศ. ดร. พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

           การเสวนาช่วงสุดท้ายจาก ผศ. ดร. พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายเรื่อง “สถาปัตยกรรมสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ในสื่อสิ่งพิมพ์ตะวันตก” บรรยายถึงสถาปัตยกรรมไทยในช่วง 42 ปี แห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกนำเสนอผ่านสื่อสิ่งพิมพ์อย่างไร

ช่วงต้นรัชกาลทรงเริ่มเสด็จฯ เยือนเมืองขึ้นของตะวันตกรอบ ๆ สยาม อาทิ สิงคโปร์ ชวา พม่า และอินเดีย ทรงทอดพระเนตรสถาปัตยกรรมตะวันตก (ซึ่งหลายสิ่งก็มีการเปลี่ยนแปลงบ้างแล้วในสมัยรัชกาลที่ 4) เมื่อเสด็จฯ กลับยังสยาม เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เริ่มปรากฏการเป็นเมืองบก มีถนนหนทางที่มีมาตรฐานแบบตะวันตก มียานพาหนะ และนำมาสู่สถาปัตยกรรม ตัวอย่างเช่น “พระราชฐานที่ประทับ : พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” โดยตัวองค์พระที่นั่งออกแบบโดยสถาปนิคชาวอังกฤษ ส่วนตรงเรือนยอดออกแบบโดยพระยาราชสงคราม ช่างหลวงในสมัยนั้นเป็นผู้ออกแบบ

           การออกแบบสถาปัตยกรรมสยามในช่วงแรกจะเป็นลักษณะทำเลียนแบบฝรั่ง และต่อมาจึงมีการจ้างฝรั่งมาเป็นผู้ออกแบบ ในช่วงครึ่งหลังของรัชกาล คือ ภายหลังการเสด็จฯ เยือนยุโรปครั้งที่ 1 เริ่มมีการปฏิรูประบบราชการ และตั้งกรมโยธาธิการ และต่อมาจึงเริ่มจ้างช่างชาวอิตาเลียน ทั้งสถาปนิก ประติมากร วิศวกร ผลงานที่ปรากฏ เช่น สะพานต่าง ๆ พระราชวังดุสิต เป็นต้น รูปแบบสถาปัตยกรรมเริ่มเป็นฝรั่งมากขึ้น บันไดเริ่มเข้าไปอยู่ในตัวอาคาร สถาปัตยกรรมเป็นแบบนีโอคลาสสิก (Neo-Classic) ผลงานของ นาย โจอาคิโน กราสซี่ (Gioachino Grassi) สถาปนิกชาวอิตาเลียน-ออสเตรียน เช่น วังบูรพาภิรมย์ ศาลสถิตย์ยุติธรรม กระทรวง-กลาโหม เป็นต้น การสร้างถนน และการปรับภูมิทัศน์ของเมืองในช่วงนั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ถนน-บำรุงเมือง เป็นต้น

ภาพสยามสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งทรงเริ่มเสด็จฯ เยือนเมืองขึ้นของตะวันตกรอบ ๆ สยาม
อาทิ สิงคโปร์ ชวา พม่า และอินเดีย

           สถาปัตยกรรมสยามถูกนำเสนอสู่สายตาชาวโลกผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ตะวันตก ซึ่งปรากฏทั้งในหนังสือ และวารสาร โดยในหลายเรื่องถูกตีพิมพ์ลงในวารสารก่อน หากได้รับความนิยมจึงถูกนำมารวมเล่มแล้วตีพิมพ์เป็นหนังสือ สมัยก่อนการเดินทางลำบากใช้ระยะเวลานาน ลำบากในการบันทึก และการถ่ายภาพ ส่งผลต่อการถ่ายทอดที่เลอะเลือนไปบ้าง ชาวต่างชาติที่มีประสบการณ์ในสยามมีหลากหลาย และได้ยกตัวอย่างมา 4 ท่าน คือ
1. ฌ็อง บาติสต์ ปาลกัว (พระสังฆราชปัลเลอกัวซ์) นักบวช
2. เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ทูต
3. แอนนา ลีโอโนเวนส์ (แหม่มแอนนา) ข้าราชการ (หนังสือนิยายสร้างจริงเรื่องจริง แต่มีความไม่จริงอยู่มากกว่าความจริง)
4. Carl Bock นักสำรวจ

ชาวต่างชาติที่เคยมีประสบการณ์การใช้ชีวิตในแผ่นดินสยาม

           โดยทั้ง 4 ท่านมีผลงานเป็นหนังสือที่บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับสยาม ซึ่งสถาปัตยกรรมสยามที่ถูกนำเสนอในแต่ละเล่ม ภาพที่ปรากฏเป็นการถ่ายทอดจากภาพถ่ายไปเป็นภาพพิมพ์ จากเรื่องจริงกลายเป็นนิยายอ่านสนุกผ่านบันทึกต่างชาติ ช่วงแรกของการนำเสนอสยาม มักนำเสนอสยามเป็นเมืองน้ำ ปรากฏบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยา วัดและพระพุทธรูป ยังคงถูกนำเสนอ โดยเฉพาะพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร รูปพระมหากษัตริย์ทั้งแบบพระจักรพรรดิราชแบบโบราณ และแบบสมัยใหม่ เช่นรูปในหนังสือ “The Land of the White Elephant” (ค.ศ. 1874) โดย Frank Vincent

หนังสืออีกเล่มที่น่าสนใจ คือ Siam and Laos : as Seen by Our American Missionaries (ค.ศ. 1884) โดยมี Mary Backus เป็นบรรณาธิการ ภาพที่ปรากฏยังคงมีพระปรางค์วัดอรุณฯ เรือนแพ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ภาพเรือนแพที่ปรากฏ เป็นการนำภาพจากหนังสือของ เซอร์ จอห์น เบาว์ริง ซึ่งตีพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 (ภาพสยามที่ปรากฏในสื่อสิ่งพิมพ์ตะวันตก มีการพิมพ์ซ้ำอยู่เสมอ) นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังปรากฏ ซากโบราณสถาน ทั้งที่สุโขทัย สวรรคโลก ศรีสัชนาลัย ประเพณี และพิธีกรรมของทั้งวัด และวัง  รวมถึงงานพระเมรุ (สถาปัตยกรรมชั่วคราว) ทั้งหมดที่ถูกนำเสนอ คือการอธิบายความเป็นสยาม อธิบายความเป็นตะวันออกว่าเป็นอย่างไร ขณะเดียวกันก็ปรากฏความผิดพลาดในเรื่องข้อมูลการอธิบายภาพในหนังสือด้วย เช่น ทางเข้าวัดอรุณฯ แต่บรรยายว่าเป็นทางเข้าพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น

           ในช่วงหลังการเสด็จฯ เยือนยุโรปครั้งที่ 1 เริ่มปรากฏสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของสยามในสื่อสิ่งพิมพ์ตะวันตก รวมถึงภาพลักษณ์พระมหากษัตริย์ของสยาม โดยการใช้สื่อในการนำเสนอ ทั้งการแต่งกาย เส้นทางการเสด็จฯ นับเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการเผยแพร่ภาพออกสู่สังคมโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ภาพที่ถูกตีพิมพ์ให้หนังสือพิมพ์ L’ illustration เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ทรงมีพระปรีชาญาณในการใช้สื่อนำเสนอภาพลักษณ์พระองค์ท่านสู่สังคมโลก

การเสด็จฯ เยือนยุโรปครั้งแรก พ.ศ. 2440

           ช่วงครึ่งหลังของรัชกาล ภาพสยามที่ถูกนำเสนอโดยฝรั่ง ปรากฏการนำเสนอภาพทางรถไฟ (ไปแปดริ้ว โคราช เมืองเพชร) มีถนนหนทางมากขึ้น การเป็นเมืองบก เมืองน้ำ รถรางแบบไฟฟ้า และไปรษณีย์ จนปลายรัชกาลที่ 5 มีงาน expo ที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐบาลตัดสินใจส่งข้าวของมากมายไปจัดแสดง โดยองค์ประธานคือ รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และมอบหมายให้นายคาเตอร์ ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจ้างมาดูแลการศึกษา จัดทำหนังสือชื่อ The Kingdom of Siam เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ของสยามในงานดังกล่าว นับเป็นสิ่งพิมพ์แรกของรัฐบาลสยามในการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการต่อสังคมโลก และนำเสนอภาพลักษณ์ในแบบที่ทางการสยามต้องการให้สังคมโลกรับรู้ทั้งอาคาร สถานที่ พระบรมมหาราชวัง สภาพสังคม และประชาชน

ภาพสยามที่ปรากฏในหนังสือ The Kingdom of Siam (1904)

           ภาคบ่าย เยี่ยมชมนิทรรศการคลังข้อมูลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การจัดแสดงประกอบด้วยบอร์ดนำเสนอเรื่องราวพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดระยะเวลา 57 ปี การจัดแสดงหนังสือพระราชนิพนธ์ในพระองค์ และหนังสือสำคัญที่ถูกตีพิมพ์ในรัชสมัยของพระองค์ รวมถึงวิทยานิพนธ์ที่ศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วย ซึ่งทั้งหมดสามารถสืบค้นจากเว็บไซต์จุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย นอกจากนี้ยังมีเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่ง คือ หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส (L’ illustration) จัดเป็น collection พิเศษของทางสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกนำมาจัดแสดงในครั้งนี้ นับเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์อายุกว่า 100 ปี ที่ยังเก็บรักษาเอกสารต้นฉบับไว้เป็นอย่างดี เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาศึกษา และทำการวิจัยต่อไป ทั้งนี้สามารถสืบค้นและเข้าถึงข้อมูลได้จากหน้าเว็บไซต์ของจุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย (http://kingchulalongkorn.car.chula.ac.th/th/home) ได้อีกทางหนึ่ง  นับเป็นการเผยแพร่ข้อมูล และตอบสนองการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้บริการในยุคปัจจุบันเป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์เอกสารประวัติศาสตร์เหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดไปอีกด้วย

นิทรรศการคลังข้อมูลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผู้เขียน : ปัญจวัลย์ ชาวดง