การสัมมนาเพื่อเตรียมการจัดงานสัปดาห์ห้องสมุด ครั้งที่ 41 พุทธศักราช 2560 เรื่อง สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

การสัมมนาเพื่อเตรียมการจัดงานสัปดาห์ห้องสมุด ครั้งที่ 41 พุทธศักราช 2560

เรื่อง สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราช

กุมารี ได้จัดงานสัปดาห์ห้องสมุด เรื่องสืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา

ภูมิพลอดุลยเดช

ในวันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม 2560 เวลา 8.00 – 16.00 น. ณ. โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค

กรุงเทพมหานคร

พิธีเปิดการสัมมนาโดย ศาสตราจารย์ ดร. ชุติมา สัจจานันท์ นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศ

ไทยฯ สำหรับหัวข้อการบรรยายเรื่องแรกที่ได้รับฟังการบรรยาย คือ เรื่องสืบสานพระราชปณิธาน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุุลยเดช บรรยายโดย อาจารย์อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล

อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื้อหากล่าวถึง

พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่

  1. พระราชานุกิจรัชกาลที่ 8 (2489) อยู่ในหนังสือ “พระราชานุกิจ” อันเป็นหนังสือที่พิมพ์พระราชทานในการพระราชกุศล 100 วัน ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2489
  2. เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ (2490) พระราชนิพนธ์ชิ้นนี้เป็นบันทึกเรื่องราวที่พระองค์ทรงพบเจอในขณะเสด็จพระราชดำเนินกลับไปศึกษาต่อในวันที่ 19 สิงหาคม 2489 ความบางตอนแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่พระองค์ได้รับฟัง ทรงมีพระราชปรารภว่า “รถแล่นฝ่าฝูงคนไปได้อย่างช้าที่สุดถึงวัดเบญจมบพิตร รถแล่นเร็วขึ้นได้บ้างตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า “อย่าทิ้งประชาชน” อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ “ทิ้ง” ข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะ “ละทิ้ง” อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว”
  3. นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ (2536) เรื่องเกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นพระราชนิพนธ์แปลจากเรื่อง “A Man Called Intrepid” ของเซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน ทรงใช้เวลาว่างในการแปลเรื่องดังกล่าวโดยใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ปี พระราชนิพนธ์แปลเล่มนี้เล่าเรื่องราวของพวก “นายอินทร์” หรือ Intrepid กลุ่มคนที่ทำสงครามในทางลับช่วงปี ค.ศ. 1939- 1945 โดยหากไม่มีกลุ่มนายอินทร์นี้ ฮิตเลอร์อาจชนะสงคราม และโลกอาจไม่เป็นเช่นทุกวันนี้ก็เป็นได้
  4. ติโต (2537) ติโตเป็นพระราชนิพนธ์แปลจากหนังสือ Tito ของ Phyllis Auty โดยทรงแปลไว้ในปี พ.ศ. 2519 “ติโต” เป็นชีวประวัติของติโตหรือนายโยซิบ โบรซ (Josif Broz) ผู้นำที่รวบรวมยูโกสวาเกียที่ประกอบขึ้นด้วยชาติพันธุ์ต่างๆ ให้เป็นปึกแผ่น และรอดพ้นจากภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้
  5. พระมหาชนก (2539) สอนให้มีความเพียร การใช้สติปัญญา โดยดัดแปลงเนื้อเรื่องจากทศชาติชาดก หรือ 10 พระชาติสุดท้ายก่อนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน โดยในพระชาติของพระมหาชนก ว่าด้วยการบำเพ็ญวิริยะบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสนพระราชหฤทัยในเรื่องพระมหาชนก จึงทรงค้นคว้าและแปลจากชาดก เพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น ทั้งยังทรงทำเนื้อหาประกอบต่างๆ เป็นแผนที่ฝีพระหัตถ์ กล่าวถึงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองโบราณ ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา ทิศทางลม พร้อมการกำหนดวันเดินทางและจุดอัปปางของเรืออับโชค โดยคาดคะเนจากข้อมูลทางโหราศาสตร์ในการประกอบข้อมูล
  6. ทองแดง (2545) พระราชนิพนธ์เล่าเรื่องราวของทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยทรงพระราชนิพนธ์เป็นสารคดี 2 ภาษา ไทยและอังกฤษ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ ชัย ราชวัตร วาดเป็นการ์ตูนเพื่อเผยแพร่ด้วย เรื่องทองแดงเล่าถึงทองแดง สุนัขจรจัดที่ทรงรับมาเลี้ยงไว้ สอนเน้นเรื่องเกี่ยวกับความกตัญญู ความรักและความซื่อสัตย์

 

สำหรับหัวข้อการบรรยายเรื่องที่ 2 ที่ได้รับฟังคือ เรื่องการสืบสานพระราชประสงค์ในพระบาท

สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “สร้างคนดีให้บ้านเมือง” โดย พลตรีณัฐพงษ์ เพราแก้ว

เนื้อหาในการบรรยายกล่าวถึงบทบาทของครูอาจารย์ และบทบาทของบรรณารักษ์ห้องสมุด

โดยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับห้องสมุดที่น่าสนใจคือ การทำห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดในศตวรรษที่

21 โดยบรรณารักษ์ห้องสมุดต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ คือ

  1. นำ ICT และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในงานห้องสมุด / จัดนิทรรศการที่กระตุ้นให้คนอยากเข้ามาชม และจัดกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ
  2. ทำห้องสมุดให้เป็นห้องสมุดคุณธรรม โดยนำหนังสือ / สื่อต่างๆที่เกี่ยวกับธรรมะ คุณธรรม จริยธรรม มาจัดแสดงให้น่าสนใจ ในโอกาสที่เหมาะสม และสอดแทรก คุณธรรม จริยธรรม ในทุกกิจกรรมที่ห้องสมุดจัด อีกทั้งต้องรณรงค์ให้ผู้ใช้บริการห้องสมุด ปฏิบัติตัวตามกฎระเบียบ และบรรณารักษ์รวมถึงเจ้าหน้าที่ของห้องสมุดทุกคน ต้องปฏิบัติตัวเป็นกัลยาณมิตรกับผู้ที่มารับบริการ สุดท้ายแล้วการขับเคลื่อนห้องสมุดในศตวรรษที่ 21 ต้องอาศัยทรัพยากรมนุษย์ (MAN) ในการสร้างห้องสมุดคุณธรรม ใช้สิ่งของที่มีอยู่ภายในห้องสมุด  หาอาสาสมัครที่มีแรงบันดาลใจในการทำงาน อาศัยเงินทุน แหล่งรายได้ ทรัพยากร หน่วยงานต่างๆ ที่สนับสนุนด้านการเงิน (Money /Material) รวมถึงการจัดการที่ดีในด้านต่าง ๆ (Management) ห้องสมุดจึงจะสามารถก้าวไปสู่การให้บริการในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนต่อไป

เรียบเรียงโดย  ณัชชา  สุวรรณละออง

เล่าเรื่องของที่รฦกเนื่องในงานออกพระเมรุ

                                                            โดย นางจารุณี  อินเฉิดฉาย

ความนิยมปฏิบัติในงานศพอย่างหนึ่งที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันคือ การแจกของที่

ระลึก นอกจากเพื่อระลึกถึงผู้วายชนม์แล้ว ยังแสดงถึงสถานะของผู้วายชนม์ และเจ้า

ภาพด้วย ซึ่งมีการปฏิบัติกันทั้งงานสามัญชน ผู้มีบทบาทในสังคม พระบรมวงศานุ

วงศ์ และพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีคำเรียกงานศพตามลำดับว่า งานฌาปนกิจ งานออก

เมรุ งานออกพระเมรุ และงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หมายถึง การ

เคลื่อนศพไปยังเมรุเพื่อทำการเผา

การจัดทำของที่ระลึก มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งออกพระเมรุสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระราชโอรสทั้งสองพระองค์ ทรงร่วมแจกทานเป็นเสื้อผ้า

เงินทอง สิ่งของเครื่องใช้ แก่ราษฎร และถวายเครื่องสังเค็ด เข่น พัดรอง ธรรมาสน์

เล็ก และเครื่องบริวาร เป็นต้น ประเพณีนี้สืบทอดมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมี

ทั้งแบบเดิม คือเครื่องสังเค็ดสำหรับในการศาสนา ถวายพระเทศน์ หรือพระผู้

พิจารณาผ้าบังสุกุล และรูปแบบใหม่ เช่น เงินพดด้วงมีตราครุฑ เหรียญที่ระลึก

งานพระบรมศพพระพุทธเลิศหล้าฯ ในรัชสมัยพระนั่งเกล้าฯ

ของชำร่วยหรือของที่ระลึก

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างของชำร่วย

สำหรับพระราชทานแก่เจ้านาย ขุนนาง ทำให้ของที่ระลึกงานออกเมรุ มีรูปลักษณ์ที่

หลากหลายมากขึ้น ได้แก่

  1. หนังสืออนุสรณ์งานศพ หรือหนังสืองานศพ ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้จัดพิมพ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เมื่อ พ.ศ. 2423 ซึ่งถือเป็นการพิมพ์หนังสือแจกเป็นครั้งแรก และเป็นธรรมเนียมแจกหนังสือในงานศพของคนไทยจนปัจจุบัน
  2. หีบพระศรี ที่ระลึกในงานพระเมรุสมเด็จฯเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย, สมเด็จฯเจ้าฟ้า ศิริราชฯ ซึ่งพระราชทานเฉพาะเจ้านายฝ่ายใน
  3. เหรียญที่ระลึกงานพระเมรุท้องสนามหลวง ร.ศ. 119 เนื่องในงานพระเมรุพระ บรมศพ และพระศพเจ้านาย 5 พระองค์
  4. เครื่องถ้วยจักรีบรมราชวงศ์ เป็นเครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง สั่งทำจากฝรั่งเศส ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงพระศพพระอรรคชายาฯ พระราชโอรส พระราชธิดา รวม 4 พระองค์ มี 2 ชุด คือ ขนาดมาตรฐาน สำหรับพระราชทานเจ้านาย ขุนนางชั้นสูงที่เป็นผู้ใหญ่ และชุดขนาดเล็ก เรียกว่าชุดเจ้าฟ้า เพื่อพระราช ทานแก่เจ้านายฝ่ายใน และเจ้านายที่ทรงพระเยาว์
  5. ตลับเงินใส่ยานัตถุ์ สลักข้อความ งานพระเมรุ สกร.

     ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 5 ในหลวงรัชการที่ 6 โปรดฯ ให้ใช้

เหรียญกษาปณ์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงสั่งทำจากฝรั่งเศส เพื่อใช้ในประเทศ แต่ยังไม่ได้

ใช้มาเป็นของที่ระลึกในงานพระบรมศพ และโปรดฯ ให้ออกแบบเป็นตลับประดับรูป

เหรียญดังกล่าว เพื่อพระราชทานแก่ข้าราชการ และนับตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 6

เป็นต้นมา ของที่ระลึกในงานออกเมรุ ออกพระเมรุ พระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ชั้น

ผู้ใหญ่ บุคคลสำคัญ ล้วนมีความนิยมจัดสร้างเหรียญที่ระลึกเป็นส่วนใหญ่ จวบจน

ปัจจุบัน

เครื่องสังเค็ด 

สังเค็ด คือ ทานวัตถุถวายเทศน์ หรือบังสุกุลหน้าศพ ส่วนใหญ่สร้างเป็นของที่หนัก

แข็งแรง คล้ายเป็นของที่ระลึกในงานเผาศพนั้นๆ นิยมจัดถวายในงานศพเจ้านาย

พระเถระ จัดถวายเฉพาะพระสงฆ์ผู้ใหญ่ เดิมเขียนว่า สังเฆ็ด หมายถึง ของที่ถึงแก่

สงฆ์ หรือเป็นไปในสงฆ์ ธรรมเนียมการสร้างถวายเครื่องสังเค็ด เริ่มใช้ในงาน

พระบรมศพรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ประเภทของเครื่องสังเค็ด ได้แก่ ธรรมาสน์เทศน์

ธรรมาสน์สวด หนังสือสวดมนต์ต่างๆ หนังสือปาติโมกข์พร้อมตู้ เทียนสลักพร้อมตู้

ลายทอง เชิงเทียน โคมไฟระย้า หีบ หนังสือสวด หนังสือเทศน์ ตาลปัด พัดรอง ย่าม

ผ้ากราบ ภาชนะของใช้ของสงฆ์ เครื่องประกอบสมณศักดิ์ เครื่องอัฐบริขาร รวมถึง

สำรับภัตตาหารสามหาบ

เครื่องสังเค็ดในพระราขพิธีพระบรมศพ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 โปรดฯ ให้สำนักราชเลขาธิการ และสำนัก

พระราชวัง จัดทำถวายแก่พระสงฆ์ บรรพชิตจีนนิกาย อนัมนิกาย และถวายตาม

พระอารามหลวง ในการบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิงพระ

บรมศพ ประกอบด้วย พัดรอง ผ้ากราบ ย่าม ตู้สังเค็ด หีบปาติโมกข์ ธรรมาสน์-

ปาติโมกข์

  1. พัดรอง เป็นพัดหน้านาง ปักลวดลายพระบรมโกศตั้งบนพระแท่น ประดับด้วยพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” และ ฉัตร 5 ชั้น 2 ข้าง พร้อมวันที่สวรรคต
  2. พัดรองสำหรับพระจีนนิกาย และอนัมนิกาย ลักษณะคล้ายพัดเหลี่ยมมุมมน ปักลวดลายพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” ภายใต้อุณาโลม และพระมหาพิขัยมงกุฎ    นมพัด ทำรูปครุฑหล่อประดับ ปักปีพระราชสมภพ และปีสวรรคต ซ้ายขวาของนมพัด
  3. พัดรองสำหรับพระสงฆ์ในพระราชพิธี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ฉลองพระบรมอัฐิ เป็นพัดปักหน้านาง ลวดลายพระบรมโกศตั้งบนพระแท่น ประดับ ฉัตร 7 ชั้น 2 ข้าง นมพัดเป็นรูปพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นรูปพระที่นั่งอัฐทิศ-   อุทุมพระราชอาสน์ ประกอบด้วย วงจักร กลางวงจักรมีอักขระเป็น อุ หรือเลข ๙ รอบวงจักร มีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ เหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตร 7 ชั้น ฉัตรตั้งบนพระที่นั่งอัฐทิศฯ
  4. ตู้สังเค็ด เป็นตู้กระจกสำหรับใส่หนังสือ มีขารอง 4 ขา ขนาด สูง 170 ซม. กว้าง 86 ซม. ลึก 44 ซม. หลังคาตู้ประดับกระจังลวดลายตราพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” ภายใต้อุณาโลม และพระมหาพิขัยมงกุฎ มีรูปกระต่าย และลิง สัตว์นักษัตรประจำปีพระราชสมภพ และปีสวรรคตขนาบข้าง ช่องกระจกหน้าประตูทั้ง 4 ช่อง แกะลายพ่นทราย พระพุทธรูปประจำวันพระราชสมภพ และพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระมหาชนก และนางมณีเมขลา
  5. ตู้พระปาติโมกข์ มีลวดลายคล้ายกับตู้พระปาติโมกข์ของวัดบวรนิเวศวิหาร
  6. ธรรมาสน์ปาติโมกข์ ลายเหลี่ยมเพชร

 

7 ดอกไม้จันทน์พระราชทาน ความหมายลึกซึ้งถึง พระบาทสมเด็จพระ-

ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช                                                   

                                                                  โดย นางสายพิณ  นาคนาเกร็ด

ดอกไม้จันทน์ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัฐบาลกำหนดใช้

ประเภทดอกไม้ 7 แบบชนิด ที่ต้องทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น กระดาษ ใบโพธิ์

ใบยาง ใบตอง ซังข้าวโพด หรือวัสดุธรรมชาติ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

และยึดหลักตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความเรียบง่าย  ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ยากใน

การประดิษฐ์ เพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่า สามารถประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์นี้ เพื่อทูล

เกล้าฯ ถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์

ผู้เป็นที่รักยิ่ง ได้ด้วยตนเอง

ประเภทดอกไม้และความหมาย                                                                         

ดอกดารารัตน์  หรือ ดอกDaffodil เป็นดอกไม้ทรงโปรดของพระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช และเคยทรงพระราชทานให้กับสมเด็จพระนางเจ้า

สิริกิติ์ฯ เมื่อครั้งทรงประทับที่สวิสเซอร์แลนด์ เป็นดอกไม้ที่นิยมมอบให้แก่บุคคลอัน

เป็นที่รัก เพื่อบอกว่ารักโดยไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน และยังหมายถึงเกียรติยศ

ความกล้าหาญ เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง สำหรับพสกนิกรชาวไทยแล้ว ชื่อดอก

ดารารัตน์ ยังมีความหมายที่ลึกซึ้งโดยคำว่า ดารา หมายถึง ดวงดาว คือสิ่งที่อยู่

สูงสุด คำว่า รัตน์  หมายถึง แก้ว คือสิ่งที่มีค่า อันหมายถึง สิ่งที่มีค่า และอยู่สูงสุด

เฉกเช่นพระราชาผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง ของเหล่าพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า                                                                                  

ดอกกุหลาบ สัญลักษณ์แห่งความรัก ด้วยอานุภาพแห่งความจงรักภักดี ของทวย

ราษฎร์ ที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในองค์พระประมุขของชาติ เพื่อถวายความ

อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช                                                                              

ดอกพุดตาน สัญลักษณ์แห่งความมั่นคงอุดมสมบูรณ์ ดอกพุดตานดอกไม้มงคล

ที่เปลี่ยนสีได้สามสีภายในวันเดียว เสมือนวัฏจักรแห่งชีวิต เริ่มต้น เติบโต ร่วงโรย

จากไป ดั่งสีขาว ชมพู และชมพูเข้ม ของดอกพุดตาน เพื่อระลึกถึงพระหากรุณาธิคุณ

และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลอุทิศถวายครั้งสุดท้าย                                                                                                                    

ดอกลิลลี่ สัญลักษณ์แห่งความรักที่บริสุทธิ์ ความซื่อสัตย์ เทิดทูน แทนความจงรัก

ภักดีของพสกนิกรชาวไทย และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อพระบาทสมเด็จ

พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ดอกกล้วยไม้ สัญลักษณ์แห่งความมั่นคง ความรัก และความสง่างาม สมดังพระ

มหากรุณาธิคุณ ในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ของพระบาทสมเด็จพระ

ปรมินทรหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ขจรขจายไปทั่วทั้งแผ่นดินไทย ตลอดจนถึงนานา

ประเทศ                                                    

ดอกชบาทิพย์ ดอกไม้สร้างสรรค์ประดิษฐ์ขึ้น สื่อถึงการดับสูญ และความเป็นทิพย์

และเพื่อเป็นการถวายความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย-

เดช พระผู้ทรงสถิตย์ในดวงใจพสกนิกรไทยตราบชั่วนิรันดร์                                                                                                  

ดอกขบาหนู เสมือนความอาลัยในการสูญเสียของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เป็น

สัญลักษณ์ แทนดวงใจไทยทุกดวง ในการน้อมส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมิน-

ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

เรียบเรียงโดย  จินตนา  แย้มขจร

เรียบเรียงโดย                                                 ณัชชา  สุวรรณละออง  ห้องสมุดวิทยาเขตราชวิถี

จินตนา  แย้มขจร          หอสมุดกลาง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *