การเสวนาเพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน “From Green to Sustainable University”

การเสวนาเพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน “From Green to Sustainable University”

      เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ได้รับมอบหมายจาก ดร.รุจเรชา วิทยาวุฑฒิกุล ผู้อำนวยการหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เข้าร่วม “งานเสวนาเพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน From Green to Sustainable University” ณ ห้อง Auditorium อาคารใบไม้สามใบ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม ซึ่งการเสวนาที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีหลักในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศน์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ

กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนั้น แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ

 ช่วงที่ 1 บรรยายพิเศษ “มหาวิทยาลัยไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยิน” โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา

ช่วงที่ 2 บรรยายพิเศษ “ประสบการณ์จาก KOREA Association for Green Campus Initiative (KACGI)” โดย Prof, Tae Yoon Park (Yonsei University / President, KOREA Association for Green Campus Initiative (KACGI))

ช่วงที่ 3 เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ) รองศาสตราจารย์ ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม (รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และ ศาสตราจารย์ ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง (ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยสยาม) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติกร จามรดุสิต รักษาการรองอธิการบดี ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยิน มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินรายการ

ความหมาย “การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

     การพัฒนาอย่างยั่งยืน หมายถึง การพัฒนาอย่างสมดุล โดยพยายามให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการขององค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม เกิดการประสานกันจนครบองค์ และมีดุลยภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่า เป็นภาวะยั่งยืน ปัจจุบันทุกภาคส่วนให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยฐานคิดที่ต้องการให้เกิดภาวะยั่งยืน ในแง่ของฐานทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และภาวะคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อมวลมนุษยชาติในรุ่นต่อๆไปในอนาคต

สถาบันการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ ผ่านกระบวนการศึกษา และวิจัย โดยมีเป้าหมายผลลัพธ์ของการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคม รวมถึงการพยายามนำองค์ความรู้ที่มีอยู่ถ่ายทอดผ่านกลไกการประยุกต์เพื่อให้เกิดการใช้งานที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม ประเทศชาติ และโลกใบนี้ ดังนั้นบริบทของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคสถาบันการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การประยุกต์แนวคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่นโยบายการบริหาร และกิจกรรมการดำเนินงานของสถาบันการศึกษา จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพขององค์ความรู้ และบัณฑิตที่ถูกผลิตจากสถาบันนั้นๆ ด้วยเพราะสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ และบุคลากรที่จะออกสู่ชุมชน และสังคมเป็นสำคัญ

ด้วยเหตุผลสำคัญดังกล่าวข้างต้น การสร้างให้เกิดเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืน (Sustainable University) เพื่อเป็นเวทีสำคัญสำหรับการกำหนดแนวนโยบายเพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน การแลกเปลี่ยน เรียนรู้ประสบการณ์การดำเนินงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานการชี้วัดความเป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืน อันจะเป็นส่วนสำคัญของการยกระดับมหาวิทยาลัยภายในประเทศ และการสร้างความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาภายในประเทศ ที่สอดคล้องเชื่อมโยงต่อบริบทการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ นำสู่การเป็นต้นแบบสำคัญของภาคส่วนภายในสังคมของประเทศที่สามารถใช้เป็นต้นแบบเพื่อการขยายผลการดำเนินงานสู่ภาคส่วนอื่นได้ต่อไปในอนาคต

ที่มา : http://www.sunthailand.org/#templatemo_about

เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืน (Sustainable University)

          เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืน (Sustainable University) มีขึ้นเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคน พ.ศ.2558 มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (สมัยนั้น) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืน (Sustainable University Network of Thailand : Sun Thailand) และร่วมลงนามข้อตกลงพร้อมกับอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ 15 แห่ง ได้แก่

  1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  5. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  7. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
  8. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  9. มหาวิทยาลัยนเรศวร
  10. มหาวิทยาลัยบูรพา
  11. มหาวิทยาลัยพะเยา
  12. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  13. มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
  14. มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ และ
  15. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งนี้ พิธีลงนามสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยยั่งยืน (Sustainable University)” จัดขึ้น ณ บริเวณอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

การสร้างความร่วมมือของเครือข่ายนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อสร้างสรรค์กรอบแนวทางการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทของสถาบัน การศึกษาไทย
  2. สร้างภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนภายในประเทศ
  3. ขยายผลสู่ระบบการศึกษาไทยในทุกระดับ และ
  4. สร้างความเป็นเอกภาพของมหาวิทยาลัยไทย เพื่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ทั้งนี้ ในบันทึกข้อตกลงได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า สถาบันการศึกษาทุกแห่งจะร่วมกันเป็นเครือข่ายทั้งในระดับสถาบัน คณะวิชา หน่วยงานเทียบเท่าทุกแห่ง รวมทั้งนิสิตนักศึกษาของทุกสถาบัน เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการพัฒนา มีความร่วมมือในการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร มีการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ขยายเครือข่าย รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆที่ส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกัน ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆในครั้งนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อน และยกระดับภาคการศึกษาของประเทศ ให้เป็นต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่ภาคส่วนอื่นๆของสังคม และประเทศต่อไป

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.กิติกร จามรดุสิต รองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การปรับกระบวนทัศน์ความคิดในการบริหารจัดการองค์กรสถาบันอุดมศึกษาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 มีเป้าหมายหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ที่มุ่งสร้างให้เกิดดุลยภาพขององค์ประกอบพื้นฐานในมิติสำคัญ 3 มิติ ได้แก่

  1. มิติเชิงเศรษฐกิจ (Economic)
  2. มิติเชิงสิ่งแวดล้อม (Ecology) และ
  3. มิติเชิงสังคม (Social)

โดยคาดหวังผลลัพธ์ของการก่อให้เกิดความเท่าเทียม (Equity) ความมีประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร (Efficient) และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Quality of Life) การพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน ไม่ได้มองเพียงแค่การสร้างให้เกิดดุลยภาพขององค์ประกอบหลัก 3 มิติในลักษณะที่เป็นเพียงนามธรรม แต่ควรมุ่งเน้น 17 เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน จากที่ประชุมร่วมสหประชาชาติมาร่วมพิจารณา ซึ่งประเด็นสำคัญคือ สถาบันอุดมศึกษาสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม มีการยกตัวอย่างประเด็นที่สถาบันอุดมศึกษาสามารถหยิบยกมาเป็นประเด็นเพื่อขับเคลื่อนสังคมระดับประเทศเชื่อมโยงสู่สังคมระดับโลกที่น่าสนใจ ได้แก่ ประเด็นเรื่องการยกระดับการศึกษาที่มีคุณภาพและการศึกษาตลอดชีวิต ประเด็นความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ และประเด็นเรื่องของสุขภาพ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พันธกิจหลักของสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ประกอบด้วย มิติของการศึกษา การวิจัย และบริการวิชาการ การสร้างมหาวิทยาลัยให้ยั่งยืน ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของทางกายภาพ หรือการสร้างให้เกิดเป็นเพียงแค่มหาวิทยาลัยสีเขียวที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ในมิติเชิงสิ่งแวดล้อมเพียงเท่านั้น หากแต่การสร้างให้เกิดการปรับกระบวนทัศน์การเรียนการสอนที่สอดรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 เช่น มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะขึ้นจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับฐานคิดของโจทย์วิจัยที่มุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการ เทคโนโลยี หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การให้ความสำคัญกับการนำผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้จริงกับชุมชนสังคม การเปลี่ยนแปลงแนวคิดของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การผลักดันให้เกิดความตระหนักต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ และการหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการบูรณาการข้ามศาสตร์ เป็นต้น

ที่มา : ข่าวมหาวิทยาลัยมหิดล (https://www.mahidol.ac.th/th/latest_news58/Sustainable-University/sus-u.pdf)

บรรยายพิเศษ “มหาวิทยาลัยไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

เริ่มต้นการบรรยายช่วงที่ 1 “มหาวิทยาลัยไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งสามารถสรุปประเด็นหลักๆ ได้ ดังนี้

     ความยั่งยืน เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ปัจจุบัน โลกกำลังเสื่อมสลาย เนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหา อัตราการเติบโตของประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น  และ อัตราการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ สังคมเข้าสู่ยุคบริโภคนิยม ทุกคนต่างแสวงหา กอบโกย และกักตุน เกินความจำเป็น จนกลายเป็นสงครามแย่งชิงน้ำ และ อาหาร เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของแต่ละบุคคล

คนไทยทุกคน มีต้นแบบที่ดีอยู่แล้ว คือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9” ที่ทรงวางรากฐานการดำเนินชีวิตที่ดี ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นผู้ชี้นำให้คนไทย ใส่ใจ ดูแล ธรรมชาติ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) บนพื้นฐานของความดีและความถูกต้อง อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนและประโยชน์สุข

นโยบายประเทศ ทำให้ลดอัตราการเพิ่มของประชากร แต่ทำให้สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มีปัญหาเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงควรร่วมกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้ทุกคนมองสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของธรรมชาติ มากกว่า เป็นเรื่องของทรัพยากร  เพราะถ้าเรามองสิ่งแวดล้อมเป็นธรรมชาติ จะหมายถึง เรามองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นธรรม แต่ถ้าเมื่อใด เรามองว่าสิ่งแวดล้อม เป็นทรัพยากร เมื่อนั้น จะเกิดความโลภขึ้นในใจทันที และ ทำให้ต้องแสวงหา กักตุน และกอบโกย ทรัพยากรเหล่านั้น ไม่มีสิ้นสุด

ดังนั้น เพื่อให้ เกิด การพัฒนาอย่างยั่งยืน เราควรยึดหลักปฏิบัติ 3 ประการ “ซึ่ง ในหลวงรัชการที่ 9 เป็นแบบอย่าง คือ “ให้มองทุกอย่างที่ท่านทำ” ”จดทุกอย่างที่ท่านพูด” และ ”สรุปทุกอย่างที่ท่านคิด” แล้วนำมาแปลงเป็นการพัฒนา โดย สอนความเป็นปัจจุบัน  ย้อนมองอดีต  และ วาดภาพอนาคต ทั้งนี้ ตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จ ที่ใกล้มหิดล ที่สุด คือ บ้านศาลาดิน ซึ่งท่านแนะนำให้ไปศึกษาดูงาน รวมทั้งย้ำเตือนว่า “อย่าไปเป็นครูสอนชาวบ้าน แต่จงให้ชาวบ้านมาเป็นครูสอนเรา”

สุดท้าย สรุปฝากไว้ว่า  ความยั่งยืน อยู่ได้ในยุคเรา เราต้องแก้ไขปัญหาธรรมชาติ บริหารธรรมชาติ ด้วยวิถีธรรมดา พอเพียง และ ส่งต่อ ความยั่งยืน ไปสู่รุ่นต่อไป

บรรยายพิเศษ “ประสบการณ์จาก KOREA Association for Green Campus Initiative (KACGI)”

โดย Prof, Tae Yoon Park (Yonsei University / President, KOREA Association for Green Campus Initiative (KACGI))

Prof, Tae Yoon Park อธิบายความเป็นมาของ KAGCI ซึ่งมีชื่อเต็มว่า (KOREA Association for Green Campus Initiative) ประกอบด้วยมหาวิทยาลัย 55 แห่งและมีจุดมุ่งหมายในการตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเติบโตของคาร์บอนต่ำที่มีต่อชุมชนสำหรับมหาวิทยาลัย KAGCI ริเริ่มกิจกรรมเชิงนิเวศเพื่ออนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมสำหรับมหาวิทยาลัย โดยมีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงการศึกษาและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งผู้รับผิดชอบประจำวิทยาเขตแต่ละแห่งและค่ายฤดูร้อน และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมปิโตรเลียมแห่งประเทศเกาหลี

ประวัติความเป็นมาของ KAGCI

25 พ.ย. 2551             การประชุมมูลนิธิ KAGCI; การนำเสนอกรณีศึกษา

15 เม.ย. 2552            Case-study presentation เพื่อการขยายวิทยาเขตสีเขียว

13 พ.ค. 2552             ประกาศมหาวิทยาลัยสีเขียวของอธิการบดีมหาวิทยาลัย

MOU การแลกเปลี่ยนระหว่างกระทรวงศึกษาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) กระทรวงสิ่งแวดล้อม (รัฐมนตรี

Manui Lee) สภาที่ปรึกษาของประธาน KAGCI (ประธาน Hanjung Kim) และ

KAGCI (ประธาน Euisoon Shin)

31 มี.ค.-29 ก.ย. 2552   วิจัยนโยบายเกี่ยวกับการวิจัยเรื่อง “แผนการส่งเสริมมหาวิทยาลัยสีเขียว

สำหรับการเติบโตของคาร์บอนต่ำในมหาวิทยาลัย”

25 พ.ย. 2552             ศึกษากรณีศึกษาและการประชุมใหญ่

30 พ.ย. 2552             เป็นรากฐานของ บริษัท KAGCI

15 ก.ย.-20 ธ.ค.2552     นโยบายการวิจัยเกี่ยวกับ “การพัฒนาโปรแกรมการปฏิบัติสำหรับการขยาย

วิทยาเขตสีเขียว ”

2553- ปัจจุบัน (มีนาคม) ขยายสมาชิก 40 แห่งในมหาวิทยาลัย

วิสัยทัศน์

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืน จึงกำหนดวิสัยทัศน์ ดังนี้

  1. ส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยที่ยั่งยืน
  2. ริเริ่มการรักษาสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยและการอนุรักษ์พลังงาน
  3. ส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมสีเขียวผ่านความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้มหาวิทยาลัยสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างสังคมลดคาร์บอน (Low Carbon)

 

โครงการของ KAGCI

  1. การจัดการเชิงนิเวศในมหาวิทยาลัย
  • การสร้างเครือข่าย ส่งเสริมและรักษาวิสัยทัศน์ในระยะยาวของวิทยาเขตสีเขียว วางรากฐานการขยายวิทยาเขตสีเขียว
  • จัดตั้งคณะกรรมการวิทยาเขตสีเขียวในแต่ละมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกเพื่อดำเนินการรณรงค์วิทยาเขตสีเขียวและแจกจ่ายวัสดุจากมหาวิทยาลัยสีเขียวเพื่อสนับสนุนกิจกรรมในมหาวิทยาลัยสีเขียว
  1. การสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • จัดทำคลังก๊าซเรือนกระจก
  • การปรับปรุงสภาพแวดล้อมของวิทยาเขตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • จัดทำโครงการประหยัดพลังงาน
  • โครงการพลังงานใหม่/นำกลับมาใช้ใหม่
  • โครงการอาหารท้องถิ่น
  1. การจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาและวิจัยที่ยั่งยืน
  • การปฏิรูปหลักสูตรด้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • การจัดตั้งชมรมและให้ทุนการศึกษาที่เกี่ยวข้องด้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนสมาชิกของมหาวิทยาลัยต่างๆเพื่อให้สามารถเข้าใจแนวคิดของวิทยาเขตสีเขียวและมีส่วนร่วมในกิจกรรมผ่านสภาที่ปรึกษา ของอธิการบดีการจัดนิทรรศการของมหาวิทยาลัยสีเขียวการอนุรักษ์พลังงานและกิจกรรมการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและค่ายฝึกอบรมผู้นำเยาวชนสีเขียว
  • การจัดนิทรรศการ
  • การพัฒนาโปรแกรมของมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับวิธีการลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซ โครงการป้องกันและอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม
  • การพัฒนาโปรแกรมเกี่ยวกับการฝึกอบรม อบรมผู้นำค่ายเยาวชนอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม
  1. การเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น
  • จัดกิจกรรมเชื่อมโยงระหว่างประเทศเพื่อช่วยมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ให้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศและมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดความรักต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • การประเมินสภาพแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัย การทำวิจัยร่วมกันเกี่ยวกับพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีสีเขียวและการทำธุรกิจกับชุมชนท้องถิ่น
  1. การสร้างเครือข่ายสมาชิก
  • สร้างกิจกรรม สนับสนุน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาชิกทั้งในประเทศและต่างประเทศ

           ในท้ายที่สุด Prof, Tae Yoon Park หวังผลว่า จะสามารถเชื่อมโยงและขยายเครือข่ายความร่วมมือกับเครือข่ายเพื่ออนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนตลอดไป

เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ) รองศาสตราจารย์ ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม (รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และ ศาสตราจารย์ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง (ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยสยาม) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.กิตติกร จามรดุสิต รักษาการรองอธิการบดี ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยิน มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินรายการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เปิดประเด็นคำถาม ว่า มหาวิทยาลัยสีเขียว ต่างจาก มหาวิทยาลัยยั่งยืน อย่างไร การเป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืน ต้องทำอย่างไรบ้าง

ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนในสถาบันการศึกษา ทำให้สรุปได้ว่า ความรู้ทั้งหลายที่สอนในมหาวิทยาลัย คือสิ่งที่ทำให้ทรัพยากรยิ่งหมดเร็ว และสิ่งแวดล้อมยิ่งถูกทำลายมากขึ้น ดังนั้น ถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนกันใหม่ ทรัพยากรมีจำกัด เราจึงต้องใช้อย่างยั่งยืน ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่มีพรมแดนแบ่งกั้นประเทศ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือ เราต้องเป็น Global citizen หรือพลเมืองโลก เพราะเราทั้งหลายอยู่ในโลกใบเดียวกัน” จะดีแค่ไหนหากมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานศึกษาบ่มเพาะความรู้และหล่อหลอมเยาวชนในช่วงสำคัญของชีวิต จะเป็นสถานที่ซึ่งปลูกฝังให้นิสิตนักศึกษารักสิ่งแวดล้อมและนำความรู้ไปใช้ให้โลกนี้ยั่งยืนตลอดไป ประเด็นนี้ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่มหาลัยธรรมศาสตร์ เดินหน้าด้านนโยบายและแนวทางปฏิบัติ สู่ความเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน

การดำเนินงานตามนโยบายนั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

  1. ระบบโซลาร์รูฟท็อป

เป็นที่ประจักษ์ว่าโลกของเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โลกร้อนขึ้นหนึ่งองศา ถ้าเรายังไม่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศ และถ้าโลกร้อนขึ้นเกินสององศา เราอาจจะไม่มีทางแก้ไขอีกต่อไป

สาเหตุสำคัญที่สุดของสภาวะโลกร้อนมาจากการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งได้แก่ ถ่านหิน น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลก็คือการปล่อยคาร์บอนร้อยล้านปีพันล้านปีออกสู่บรรยากาศ แล้วการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากที่สุดที่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโลกร้อน ก็คือการผลิตพลังงานไฟฟ้า รองลงมาคือการคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

ปัจจุบันไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากถึงร้อยละ 80 ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีแสงแดดเป็นต้นทุนที่เรามีมากที่สุดเราสามารถผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้เฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อวัน ตลอดทั้งปี แนวคิดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มนั้นผิดพลาดที่สุด เราต้องผลิตไฟฟ้าแบบไม่ปล่อยคาร์บอน ใช้ไฟที่ไหนให้ผลิตไฟที่นั่น เราต้องส่งเสริมให้ผลิตไฟเอง ทุกที่ผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานแสงแดดและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีระบบโซลาร์รูฟท็อปใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยในเอเชีย และอันดับ 4 มหาวิทยาลัยของโลก มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ตั้งเป้าผลิตกำลังไฟฟ้า 15 เมกะวัตต์ ภายในปี 2561 โดยการติดตั้ง Solar SUN Roof บนหลังคาตึกทุกตึกที่ติดได้ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 75,000 ยูนิตต่อวัน ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตใช้ไฟโดยเฉลี่ย 200,000 ยูนิตต่อวัน นั่นหมายความว่า สามารถผลิตไฟฟ้าเองได้มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และถ้าหากเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า และเปลี่ยนพฤติกรรมนักศึกษาให้ประหยัดพลังงาน ได้อีก 20 เปอร์เซ็นต์ และนั่นคือเป้าหมายในสองปีข้างหน้า

  1. ระบบการสัญจร

การสัญจร เปลี่ยนเป็นรถพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะนี้มีอยู่ทั้งหมด 6 คัน สามารถวิ่งทั้งวันได้โดยไม่ต้องชาร์จ มีโซลาร์เซลล์ 6 แผง ผลิตได้ 2 ยูนิต อนาคตจะเปลี่ยนรถตู้ที่วิ่งระหว่างมหาลัย และรถผู้บริหารเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV

  1. การบริโภค

การบริโภคอย่างรับผิดชอบ อยู่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติข้อที่ 12 Responsible Consumption ทรัพยากรของโลกมีจำกัด ประชากรจะทะลุถึง 1 หมื่นล้านคน ในอีก 30 ปีข้างหน้า เราต้องใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นำมาหมุนเวียน ใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด เพื่อให้มีใช้ตลอดไป ถ้าใช้อย่างรับผิดชอบ ทรัพยากรก็มีเพียงพอ ขยะก็น้อยลง อากาศไม่เสีย น้ำไม่เสีย

 

การทำให้มหาวิทยาลัยยั่งยืนจึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัย เพื่อลดภาระที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้พลังงาน การปล่อยคาร์บอน ขยะ เราต้องสร้างบัณฑิตที่ใช้ความรู้ที่ทำให้โลกยั่งยืน แทนที่จะสร้างบัณฑิตที่เอาความรู้ไปใช้ในแบบที่ทำให้ทรัพยากรหมดไปเร็วขึ้น หรือทำให้คนบริโภคอย่างไม่รับผิดชอบอย่างที่ผ่านมา

ความยั่งยืน คือสิ่งแวดล้อมบวกกับคนและชุมชน ความเป็นธรรมทางสังคม ก็เป็นเรื่องความยั่งยืน เพราะคนรวยที่มีอำนาจในการบริโภค คือคนที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมหนักกว่าคนจน การลดความเหลื่อมล้ำจึงเป็นสิ่งที่เราต้องทำอย่างจริงจัง

ความเป็น Active global citizen ไม่ใช่เรื่องที่จู่ ๆ จะเกิดขึ้นมาเองได้ ธรรมศาสตร์มีวิชา Civic Engagement เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น เป็นเป้าหมายที่มากกว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ social responsibility ความรับผิดชอบต่อสังคม คือ ไม่ทิ้งขยะลงบนพื้น หรือลงแม่น้ำลำคลอง ส่วน civic engagement คือเจอขยะแล้วเก็บครับ นั่นคือเป้าหมาย

     “การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เปลี่ยนด้วยคำพูด แต่ด้วยการลงมือทำ ถามว่าธรรมศาสตร์ทำสำเร็จได้อย่างไร คำตอบคือลงมือทำโดยมุ่งทำให้สำเร็จ”

รองศาสตราจารย์ ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปว่า            จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กร โดยมุ่งหมายพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน เพิ่มพื้นที่สีเขียวในมหาวิทยาลัย เพื่อให้จุฬาฯ เป็นอุทยานจามจุรีเพื่อการเรียนรู้ที่ยั่งยืน กิจกรรมมหาวิทยาลัยยั่งยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มี ดังนี้

  1. โครงการ “จุฬาฯรักษ์โลก” จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ในมหาวิทยาลัยเพื่อลดภาวะโลกร้อนและลดมลพิษ สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และบรรยากาศอันร่มรื่นด้วยพื้นที่สีเขียวในรั้วจามจุรี
  2. โครงการจักรยานสาธารณะแห่งจุฬาฯ หรือ CU BIKE เฟสแรกมีจักรยานให้บริการ จำนวน 120 คัน และในเฟสที่ 2 คือในปีนี้จะเพิ่มเป็น 200 คัน มีสถานีให้บริการยืมจักรยานเพิ่มเป็น 10 สถานี
  3. โครงการโตโยต้าเมืองสีเขียวระบบขนส่งในเขตเมือง หรือ Hamo Project เป็นการทดสอบระบบการแบ่งปันใช้รถร่วมกันในบริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ EV มาให้บริการ เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระยะสั้นจากระบบขนส่งสาธารณะไปยังจุดหมายปลายทาง ภายใต้ชื่อโครงการ CU TOYOTA Ha:mo ช่วงระยะเริ่มต้นมีรถที่ให้บริการจำนวน 10 คัน และมีแผนจะเพิ่มจำนวนรถอีก 20 คันในปี 2561 โดยจะมีสถานีจอดรถไว้ 12 สถานี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการในการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าทั้ง BTS, MRT และรถโดยสารประจำทาง
  4. โครงการ Chula Zero Waste ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดประสงค์ในการลดปริมาณขยะภายในมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์ โดยมีเป้าหมายสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ดร.ชนิตา รักษ์พลเมือง ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยสยาม สรุป การเข้าร่วมเครือข่ายและการเข้าจัดอันดับ UI Green Matric ที่มหาวิทยาลัยที่ต้องการเข้าร่วมต้องเตรียมรับการตรวจผ่านเกณฑ์ต่างๆ ดังนี้

  หมวดต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดอันดับและการให้น้ำหนักคะแนน

ข้อ                         หมวด                               ร้อยละของคะแนนทั้งหมด (%)

1                  สถานที่และโครงสร้างพื้นฐาน (SI)                                     15

2                  พลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (EC)           21

3                  ของเสีย (WC)                                                                  18

4                  น้ำ (WR)                                                                          10

5                  การขนส่ง (TR)                                                                 18

6                  การศึกษา (ED)                                                                18

                             รวมทั้งหมด                                                       100

ตัวชี้วัดเฉพาะและคะแนนแต่ละข้อระบุด้วยรหัสหมวดและตัวเลข

ข้อ                หมวดและตัวชี้วัด                                                       คะแนน          การให้น้ำหนัก

1                  สถานที่และโครงสร้างพื้นฐาน (SI)                                                            15%

SI 1               สัดส่วนของพื้นที่เปิดโล่งต่อพื้นที่ทั้งหมด                        300

SI 2               สัดส่วนของพื้นที่เปิดโล่งต่อจำนวนประชากรของ

วิทยาเขต                                                                       300

SI 3               พื้นที่ในวิทยาเขตที่มีลักษณะเป็นป่า                             200

SI 4               พื้นที่ในวิทยาเขตที่ใช้ปลูกต้นไม้                                 200

SI 5               พื้นที่ในวิทยาเขตที่ใช้เป็นพื้นที่ดูดซึมน้ำ                       300

SI 6               งบประมาณของมหาวิทยาลัยในส่วนความพยายามเพื่อ

ความยั่งยืน                                                                      200

                                        รวม                                                       1,500

 

ข้อ                หมวดและตัวชี้วัด                                             คะแนน    การให้น้ำหนัก

2                  พลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (EC)                        21%

EC 1              การใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน                                      200

EC 2              การดำเนินงานโครงการอาคารอัจฉริยะ                           300

EC 3              พลังงานทดแทนซึ่งผลิตได้ในวิทยาเขต                         300

EC 4              สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดต่อประชากรของวิทยาเขต   300

EC 5              สัดส่วนพลังงานทดแทนที่ผลิตได้ต่อการใช้พลังงาน      200

EC 6              องค์ประกอบของการดำเนินงานอาคารสีเขียว                 300

EC 7              โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก                           200

EC 8              สัดส่วนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งหมดต่อจำนวนประชากร     300

ของวิทยาเขต

                                    รวม                                                              2,100

 ข้อ                หมวดและตัวชี้วัด                                             คะแนน    การให้น้ำหนัก

3                  ของเสีย (WS)                                                                   18%

WS 1             โครงการลดการใช้กระดาษและพลาสติกในวิทยาเขต          300

WS 2             โครงการนำของเสียในมหาวิทยาลัยกลับมาใช้ใหม่             300

WS 3             การจัดการของเสียเป็นพิษ                                                 300

WS 4             การบำบัดของเสียอินทรีย์                                                   300

WS 5             การบำบัดของเสียอนินทรีย์                                                300

WS 6             การบำบัดน้ำเสีย                                                                300

                                          รวม                                                              1,800

 ข้อ                หมวดและตัวชี้วัด                                             คะแนน    การให้น้ำหนัก

4                  น้ำ (WR)                                                                                     10%

WR 1             โครงการอนุรักษ์น้ำ                                                        300

WR 2             โครงการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่                                    300

WR 3             การใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ                                              200

WR 4             การใช้น้ำที่ทำการบำบัดแล้ว                                         200

                   รวม                                                              1,000

 ข้อ                หมวดและตัวชี้วัด                                             คะแนน    การให้น้ำหนัก

5                  การขนส่ง (TR)                                                                 18%

TR 1              สัดส่วนของยานพาหนะ (รถยนต์และรถจักรยานยนต์)

ต่อจำนวนประชากรของวิทยาเขต                                  200

TR 2              สัดส่วนของบริการรถรับส่งสาธารณะต่อจำนวน

ประชากรของวิทยาเขต                                                      200

TR 3              สัดส่วนของจักรยานต่อจำนวนประชากรของวิทยาเขต        200

TR 4              ประเภทของที่จอดรถ                                                        200

TR 5              โครงการริเริ่มด้านการขนส่งเพื่อลดจำนวนรถส่วนบุคคล

ในวิทยาเขต                                                                     200

TR 6              การลดพื้นที่จอดรถส่วนบุคคลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

(จากปี 2016 – 2018)                                                       200

TR 7              บริการรถรับส่งสาธารณะ                                                  300

TR 8              นโยบายเกี่ยวกับรถจักรยานและการเดินเท้าภายในวิทยาเขต  300

                   รวม                                                              1,800

 ข้อ                หมวดและตัวชี้วัด                                             คะแนน    การให้น้ำหนัก

6                  การศึกษา (ED)                                                                 18%

ED 1             สัดส่วนของรายวิชาเกี่ยวกับความยั่งยืนต่อรายวิชา/

หลักสูตรทั้งหมด                                                                  300

ED 2             สัดส่วนของทุนวิจัยด้านความยั่งยืนกับทุนวิจัยทั้งหมด         300

ED 3             การตีพิมพ์ด้านความยั่งยืน                                                  300

ED 4             กิจกรรมด้านความยั่งยืน                                                      300

ED 5             องค์กรนักศึกษาที่เกี่ยวกับความยั่งยืน                                 300

ED 6             เว็บไซต์เกี่ยวกับความยั่งยืน                                                300

                                 รวม                                                                 1,800

                              รวมทั้งหมด                                                      10,000

และในท้ายที่สุด มหาวิทยาลัยสยามได้รับการจัดอันดับที่ 7 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และ ติดอันดับ 168 ของ UI Green Metric World University Ranking 2017

ในส่วนของหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดลนั้น จัดเป็นส่วนงานหนึ่งที่มีส่วนสนับสนุนมหาวิทยาลัยมหิดล ในการจัดอันดับ UI Green Metric World University Ranking 2017 ด้วยการจัดทำโครงการ/กิจกรรม และรวบรวมข้อมูลสนับสนุน 6 ตัวชี้วัดสำคัญ อย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานดังแสดงใน เว็บไซต์ Mahidol Eco Library URL : http://www.li.mahidol.ac.th/eco/ และ เว็บไซต์ Mahidol Green Library URL : http://www.li.mahidol.ac.th/greenlibrary/