โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ประจำปีงบประมาณ 2561 หลักสูตรการบริหารการเงินการคลังของหน่วยงานภาครัฐสำหรับผู้ปฏิบัติงานการเงิน รุ่นที่ 2 หัวข้อ “ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ”


ตามที่ได้เข้าร่วมรับการอบรม “โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ประจำปีงบประมาณ 2561 หลักสูตรการบริหารการเงินการคลังของหน่วยงานภาครัฐสำหรับผู้ปฏิบัติงานการเงิน  รุ่นที่ 2” ระหว่างวันที่ 4-5 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ณ ห้องภาณุมาศ ชั้น 10 โรงแรมรอยัลริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมีจำนวนผู้เข้าร่วมรับการอบรมทั้งสิ้นเป็นจำนวน 111 ราย เป็นชาย 9 ราย และหญิง 102 ราย โดยเนื้อหาตลอด 2 วัน แบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้

–  เงินเดือน ค่าจ้าง บำเหน็จบำนาญ จำนวน  3  ชั่วโมง
–  ระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง จำนวน 3 ชั่วโมง
–  สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล (ระเบียบเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตรฯ)  จำนวน 3 ชั่วโมง
–  ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ  จำนวน 3  ชั่วโมง

         โดยหัวข้อที่จะขอนำเสนอในบทความนี้เป็นเนื้อหาการบรรยายในหัวข้อ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ” ซึ่งเป็นหัวข้อสุดท้ายของการอบรมในครั้งนี้ โดยมี อาจารย์พรทิพย์ พวงคุ้ม นักวิชาการคลังปฏิบัติการ กลุ่มการบริการค่าใช้จ่าย กองค่าตอบแทนและประโยชน์เกื้อกูล กรมบัญชีกลาง เป็นวิทยากร ซึ่งมีกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ได้แก่

(1) พระกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ปัจจุบันมีการแก้ไขแล้ว 9 ฉบับ) ซึ่งจะเป็นรายละเอียดรายการค่าใช้จ่ายที่เบิกได้

(2) ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นรายละเอียดเรื่องอัตราค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกจ่ายได้

(3) หนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ สามารถแบ่งตามลักษณะการเดินทาง ดังนี้

         1. ไปราชการชั่วคราว  คือ การสั่งให้ไปและสั่งให้เดินทางกลับ โดยระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ได้แก่ การปฏิบัติราชการปกตินอกที่ตั้งสำนักงาน สอบคัดเลือก รับการคัดเลือก ช่วยราชการ รักษาการในตำแหน่ง รักษาราชการแทน ข้าราชการประจำต่างประเทศระหว่างอยู่ไทย เดินทางข้ามแดนชั่วคราวตามข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นต้น โดยสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติเดินทางหรือออกจาราชการ โดยจะยึดตามวันที่ยื่นขออนุมัติ ซึ่งวิทยากรได้นำเสนอกรณีตัวอย่างซึ่งมีข้อวินิจฉัยการเกิดสิทธิไม่ใช่วันที่ลงนามอนุมัติการเดินทางแต่เป็นวันที่ยื่นขออนุมัติเดินทาง โดยหนังสือที่ขออนุมัติต้องถูกต้องตรงตามระเบียบนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการและการจัดประชุมของทางราชการ พ.ศ.2524 ในกรณีมีการลากิจหรือลาพักผ่อนก่อนหรือหลังการเดินทางไปราชการต้องขออนุมัติระยะเวลาดังกล่าว แต่มีสิทธิเบิกได้เฉพาะค่าพาหนะเท่ากับระยะทางที่ไปปฏิบัติราชการเท่านั้น ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนงานพิจารณาจากการวางแผนการเดินที่ผู้เดินทางได้ขออนุมัติก่อนแล้ว ค่าใช้จ่ายในการเดินทางชั่วคราวที่สามารถเบิกได้ มีดังต่อนี้

1.1 เบี้ยเลี้ยง โดยการนับเวลาเพื่อคำนวณเบี้ยเลี้ยงตั้งแต่ออกจากที่อยู่หรือที่ทำงานปกติจนกลับถึงที่อยู่หรือที่ทำงานปกติ (มาตรา 16)

– กรณีพักแรม 24 ชั่วโมง เป็น 1 วัน เศษเกิน 12 ชั่วโมง นับเป็น 1 วัน
– กรณีไม่พักแรม เศษเกิน 12 ชั่วโมง นับเป็น 1 วัน เศษเกิน 6 ชั่วโมง นับเป็น ครึ่งวัน

โดยกรณีเดินทางล่วงหน้าหรือลาต่อเนื่องให้เริ่มนับเวลาปฏิบัติราชการและเวลาสิ้นสุดเวลาปฏิบัติราชการ

1.2 ค่าเช่าที่พัก สามารถเลือกอัตราเหมาหรือจ่ายจริง โดยห้ามเบิกในกรณีที่พักในยานพาหนะหรือได้รับที่พักที่ทางราชการจัดหาให้ กรณีเดินทางเป็นคณะต้องเลือกเบิกค่าเช่าในลักษณะเดียวกันทั้งคณะ เช่น หากเลือกเหมาก็ต้องเหมาทั้งคณะ หรือหากเลือกจ่ายตามจริงก็ต้องตามจริงทั้งคณะ เป็นต้น ส่วนการจัดห้องพักต้องเป็นห้องคู่ โดยยกเว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือไม่เหมาสม ดังนี้

– ต่างเพศ มิได้เป็นคู่สมรส
– เป็นโรคติดต่อ
– มีสิทธิการเบิกต่างอัตรากัน
– ข้อกำหนดพิเศษของทหารหรือตำรวจ

โดยหลักฐานที่ใช้ในการเบิกค่าเช่าต้องเป็นใบเสร็จรับเงิน หรือ ใบแจ้งรายการของโรงแรม ทั้งนี้ อาจแล้วแต่ส่วนราชการเป็นผู้กำหนดอาจต้องให้นำเอกสารทั้ง 2 ใบ ในการเบิกจ่าย

1.3 ค่าพาหนะ ได้แก่ ค่าโดยสาร ค่าเช่ายานพาหนะ ค่าเชื้อเพลิง ค่าระวางบรรทุก ค่าจ้างคนหาบหามสิ่งของของผู้เดินทาง เป็นต้น โดยหลักการปกติเบิกค่ายานพาหนะประจำทางเบิกเท่าที่จ่ายจริงและประหยัด ยกเว้นกรณี ไม่มีพาหนะประจำทาง มีความต้องการความรวดเร็วเพื่อเป็นประโยชน์ของทางราชการ หากกรณีใช้พาหนะอื่นได้ (พาหนะรับจ้างฯ)ต้องชี้แจ้งเหตุผล ความจำเป็น โดยแบ่งออกเป็น การเดินทาง ไป-กลับ ระหว่างที่อยู่ ที่พัก หรือที่ทำงาน กับ สถานียานพาหนะประจำทางหรือสถานที่จัดยานพาหนะ และ การเดินทาง ไป-กลับ ระหว่างที่อยู่ ที่พัก หรือที่ทำงาน กับ สถาที่ปฏิบัติราชการ (ยกเว้นการสอบคัดเลือก) ส่วนพาหนะส่วนตัวต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาและต้องใช้พาหนะส่วนตัวตลอดเส้นทาง จึงมีสิทธิเบิกเงินชดเชยได้ โดยต้องระบุหมายเลขทะเบียนรถยนต์ในการขออนุญาต กรณีไม่สามารถใช้พาหนะส่วนตัวได้ตลอดเส้นทาง ต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็นต่อผู้บังคับบัญชาเพื่ออนุญาต โดยอัตราเงินชดเชย รถยนต์ อยู่ที่กิโลเมตรละ 4 บาท รถจักรยานยนต์กิโลเมตรละ 2 บาทตามระยะทางเส้นทางกรมทางหลวง

เครื่องบิน สามารถซื้อได้จากบริษัทสายการบิน ตัวแทนจำหน่าย ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือ ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถเบิกได้เฉพาะ ค่าสัมภาระ และค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการที่สายการบินเรียกเก็บ ยกเว้น ค่าเลือกที่นั่ง ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าประกันชีวิตหรือค่าประกันภัยภาคสมัครใจ (กค.04078.4/ว165 ลว.22 ธค.2559)

1.4 ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น เนื่องในการเดินทางไปราชการ  โดยมีเหตุ จำเป็นต้องจ่าย หากไม่จ่าย ไม่อาจเดินทางถึงจุดหมายแต่ละช่วงที่เดินทาง หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่มีกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ กำหนดไว้เฉพาะ และไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเนื้องานที่ปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น กรณีค่าปะยางรถที่ใช้ในการเดินทาง ค่าทางด่วน ซึ่งมีข้อวินัจฉัยแล้วได้เฉพาะรถของส่วนราชการเท่านั้น เป็นต้น

          2. การเดินทางไปราชการประจำ หมายถึง การประจำต่างสำนักงาน/รักษาการในตำแหน่งรักษาราชการเพื่อดำรงตำแหน่งใหม่ ณ สำนักงานใหม่ หรือประจำสำนักงานเดิมในท้องที่ใหม่ (ย้ายสำนักงาน) ไปปฏิบัติงานมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ช่วยราชการไม่อาจกำหนดระยะสิ้นสุด หรือช่วยราชการอยู่ต่อที่เดิมจนเวลาที่ครบ 1 ปีเป็นต้นไป  โดยสิทธิในการเบิก ได้แก่ ผู้เดินทาง คู่สมรส บุตร บิดามารดาตนเอง บิดามารดาคู่สมรส และผู้ติดตาม

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการประจำ ที่สามารถเบิกได้ มีดังต่อนี้

2.1 เบี้ยเลี้ยง ให้เริ่มนับตั้งแต่ออกจากสถานที่อยู่ จนถึง สถานที่พักที่ไปรับราชการแห่งใหม่ (มาตรา 35)

2.2 ค่าขนย้ายสิ่งของส่วนตัว โดยเหตุจำเป็นต้องย้ายที่อยู่ใหม่ เบิกจ่ายแบบเหมาจ่าย (มาตรา 35)

2.3 ค่าเช่าที่พักในท้องที่ประจำแห่งใหม่ กรณีไม่อาจเข้าบ้านพัก/บ้านเช่าได้ โดยเบิกได้ไม่เกิน 7 วัน และได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา

2.4 ค่าพาหนะ เช่นเดียวกับกรณีเดินทางไปราชการชั่วคราว ยกเว้น กรณีที่บุคคลในครอบครัวไม่สามารถเดินทางพร้อมผู้เดินทางได้ และให้ผู้ติดตามให้เบิกในอัตราต่ำสุด

          3. การเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม โดยภูมิลำเนาเดิม คือ การเดินทางกลับท้องที่เริ่มรับราชการหรือกลับเข้ารับราชการใหม่ และอาจมีกรณีพิเศษเป็นท้องที่อื่นซึ่งไม่ใช่ภูมิลำเนาเดิม แต่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงกว่าหากเปรียบเทียบแล้ว โดยให้อธิบดี/ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติ

ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณี ออกจากราชการ เลิกจ้าง ถูกสั่งพักราชการ โดยไม่รอผลสอบสวน หรือเสียชีวิต ภายใต้เงื่อนไขต้องเดินทางและขนย้ายภายใน 180 วัน นับแต่ออก เลิกจ้าง เสียชีวิต และได้รับสิทธิในการเบิกค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ ค่าขนย้ายสิ่งชองส่วนตัวตามอัตราในตำแหน่งสุดท้ายของผู้เบิก

          4. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว (มาตรา 47) ได้แก่ กรณีข้าราชการประจำในไทยเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อประชุม เจรจา ดูงาน ตรวจสอบบัญชี ปฏิบัติหน้าที่อื่น ตามความจำเป็น หรือข้าราชการประจำต่างประเทศไป ณ ที่ใดๆ ในต่างประเทศ หรือมายังไทยเฉพาะเวลาที่เดินทางอยู่นอกประเทศไทย

หรือข้าราชการประจำต่างประเทศไปช่วยราชการรักษาการในตำแหน่งรักษาราชการแทน ต่างสำนักงานในต่างประเทศ เฉพาะเวลาจากที่พักเดิม ถึงที่พักสำนักงานใหม่

          โดยสิทธิการเบิกค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติเดินทางหรือออกจากราชการ หากกรณีผู้เดินทางได้รับอนุมัติให้ลากิจหรือลาพักผ่อน ต้องขออนุมัติระยะเวลาดัง

กล่าวในการเดินทางด้วย  ซึ่งเบี้ยเลี้ยงกรณีเดินทางล่วงหน้าก่อนปฏิบัติราชการ เนื่องจากลากิจ/ลาพักผ่อน ให้นับเริ่มตั้งแต่เริ่มปฏิบัติราชการ ยกเว้น มีเหตุจำเป็นต้องพักแรมก่อนเริ่มปฏิบัติราชการ ให้นับตั้งแต่เวลาเข้าที่พักในท้องที่ที่เริ่มปฏิบัติราชการ ซึ่งต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงกรณีเบิกจ่ายค่าที่พักด้วย ส่วนกรณีที่ลากิจหรือลาพักผ่อนภายหลังปฏิบัติราชการเสร็จสิ้น ให้นับสิ้นสุดเวลาปฏิบัติราชการนั้นๆ

          หลักฐานที่ใช้ในการเบิกค่าเช่าที่พักเท่าที่จ่ายจริง ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งรายการของโรงแรม กรณีติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินของตัวเทนจำหน่ายหรือผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว (กค0408.4/ว165 ลว 22 ธ.ค.2559)

4.1 ค่าพาหนะภายในต่างประเทศ เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง กรณีเดินทางออกนอกเส้นทางให้เบิกได้ไม่เกินเส้นทางที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปราชการ สำหรับการค่าเครื่องบิน

ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินของสายการบินหรือตัวแทนจำหน่ายผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือใบรับเงินที่แสดงรายละเอียดการเดินทางหรือที่ออกจากระบบอิเล็กทรอนิกส์

4.2 ค่าเช่าที่พัก ลักษณะและสิทธิในการเบิกเหมือนกับกรณีไปราชการชั่วคราว โดยข้อห้ามเบิก กรณีที่พักในยานพาหนะ หรือมีที่พักที่ทางราชการจัดที่พ้กไว้ให้แล้ว

4.3 ค่าเครื่องแต่งกาย ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้เครื่องแต่งตัวพิเศษหรือจำเป็นอื่น ต้องได้รับการอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ และไม่ใช่ 14 ประเทศที่ห้ามเบิก หากเคยได้รับแล้ว จะรับใหม่ต้องเกิน 2 ปี

4.4 ค่าใช้จ่ายอื่น โดยมีเหตุ จำเป็นต้องจ่าย หากไม่จ่าย ไม่อาจเดินทางถึงจุดหมายแต่ละช่วงที่เดินทาง หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่มีกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ กำหนดไว้เฉพาะ และไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเนื้องานที่ปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่น ค่าธรรมเนียมการเดินทาง ค่าเหยียบแผ่นดิน ค่าฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค เป็นต้น

          ส่วนค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ยังให้สิทธิแก่หัวหน้าส่วนราชการอาจออกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารงานงบประมาณรายจ่ายเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการให้มีการใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นและประหยัดก็ได้ (มาตรา 6)

และเนื่องจากหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นส่วนงานหนึ่งในมหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ สามารถปฏิบัติตามระเบียบที่สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนด และประกาศที่หอสมุดและคลังความรู้ฯ ใช้ในการการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยใช้ระเบียบกระทรวงการคลังโดยอนุโลม เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานของส่วนงาน เพราะฉะนั้นเนื้อหาจากการอบรมครั้งนี้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับ นำไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยการเงินและบัญชีให้มีความสอดคล้องและใกล้เคียงระเบียบของทางราชการ

อ้างอิง : เอกสารประกอบการบรรยายโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากรหลักสูตร การบริหารการเงินการคลังของหน่วยงานภาครัฐสำหรับผู้ปฏิบัติงานการเงิน

เอกอรุณ ลลินโท : ผู้เขียน
11/06/2561