โครงการให้ความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการแก่นักศึกษา MU Guide

โครงการให้ความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการแก่นักศึกษา MU Guide

ประจำปีงบประมาณ 2561

วันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ณ กรุงเทพมหานคร

ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อไปถึงคณะผู้นำชมให้การต้อนรับนำไปยังตึกนารีสโมสร แจกเอกสาร โดยคุณสุรพล บานชื่น กล่าวต้อนรับ และนำเสนอวีดิทัศน์ประวัติความเป็นมาของทำเนียบรัฐบาล ดังนี้

ทำเนียบรัฐบาลเป็นศูนย์รวมการบริหารประเทศ มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2484 และถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความสวยงามทั้งด้านศิลปกรรม จิตกรรม ประติมากรรม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2478 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งให้ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกฯ คนแรกของประเทศไทย โดยมีสถานที่ปฏิบัติราชการอยู่ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม และมีการย้ายสถานที่ปฏิบัติงานจนในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้ซื้อบ้านนรสิงห์จากพลเอก พลเรือเอก มหาเสวกเอก เจ้าพระยารามราฆพ หรือหม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ ที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในราคา 1,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมืองและเป็นที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ พ.ศ. 2484

ทำเนียบรัฐบาลตั้งอยู่ในแขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร บนเนื้อที่ 27 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา นอกจากจะเป็นที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และข้าราชการการเมืองอื่น ๆ ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี เป็นที่ตั้งของหน่วยงานสำคัญเพื่อรองรับภารกิจการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี เป็นที่จัดงานสัมมนา เป็นสถานที่มอบรางวัลเกียรติยศที่ภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น เป็นต้น

ทำเนียบรัฐบาลหรือบ้านนรสิงห์เดิมออกแบบและก่อสร้างโดยนายช่างชาวอิตตาเลี่ยนชุดที่สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แต่มาเสร็จสมบูรณ์ในสมัยจอมพล ป. พิบูรณ์สงคราม โดยศาสตราศิลป์ พีระศรี นำนักเรียนแผนกช่างโรงเรียนศิลปากร (มหาวิทยาลัยศิลปากรในปัจจุบัน)มาดำเนินการปรับปรุงต่อเติมและตกแต่งจนเสร็จสมบูรณ์

อาคารในทำเนียบรัฐบาล

1.  ตึกไทยคู่ฟ้า เป็นอาคารขนาดใหญ่มีสถาปัตยกรรมแบบเวนีเซียนโกธิค โดยได้แบบอย่างจากพระราชวังสไตล์กอธิก Ca’ d’Oro นครเวนิส ปรเทศอิตาลี เดิมตึกไทยคู่ฟ้าชื่อตึกไกรสรณ์ เปลี่ยนชื่อในสมัยจอมพล ป. พิบูรณ์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มีความสูง 2 ชั้น ชั้นหลังคาสร้างเป็นดาดฟ้ามีทางเดินได้รอบ มุกกลางบนดาดฟ้าประดิษฐานประติมากรรมรูปพระพรหม ผนังภายนอกประดับด้วยหินล้างพิเศษตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น ตัวอาคารเป็นรูปเกือกม้าโดยมีห้องต่าง ๆ อยู่ที่ 2 ปีก ภายในมีเพดานโดมที่มีลวดลายสวยงามส่วนพื้นล่างปูด้วยหินอ่อนตรงกลางเป็นห้องโถงกว้างมีบันไดหินอ่อน ชั้นบนจัดเป็นที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี โดยมีห้องที่ใช้ในการบริหารประเทศได้แก่

– ห้องรับรองสีงาช้าง ใช้เป็นห้องรับรองแขกเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ภายในแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนนอกสำหรับนายกรัฐมนตรีต้อนรับแขกของรัฐบาล การลงนามสมุดเยี่ยม และกิจกรรมทางการเมือง ด้านในสุดเป็นห้องรับรองแขกอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี และใช้เป็นสถานที่มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่บุคคลสำคัญ

– ห้องโดมสีทอง เป็นห้องพักแขกของนายกรัฐมนตรีก่อนจะเข้าห้องรับรองสีงาช้าง

– ห้องรับรองสีม่วง ใช้สำหรับรับแขกของนายกรัฐมนตรี โดยห้องจัดเป็น 2 ส่วน ส่วนนอกเป็นห้องขนาดใหญ่ ส่วนในเป็นห้องขนาดเล็ก

– ห้องรับรองสีเขียวใช้เป็นห้องประชุมคณะกรรมการด้านต่าง ๆ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

2.  ตึกสันติไมตรี ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของตึกไทยคู่ฟ้า เป็นสถานที่ใช้สำหรับงานราชการอเนกประสงค์ งานเลี้ยงรับรอง ประชุม สัมมนา การต้อนรับประชาชนเพื่อเข้าพบกับนายกรัฐมนตรี ตึงสูง 1 ชั้น มี 2 หลังขนานกันไป เรียกชื่อว่าตึกสันติไมตรีหลังในและตึกสันติไมตรีหลังนอก ส่วนตรงกลางเป็นลานหินอ่อนโล่ง เพดานเป็นกระจกลวดลายพรรณพฤกษา

3.  ตึกนารีสโมสร เดิมชื่อตึกพระขรรค์ อยู่ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า เป็นตึกชั้นเดียวสร้างคร่อมคูน้ำ ปัจจุบันเป็นห้องทำงานของคณะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล

4. ตึกบัญชาการ 1 และ 2 ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และข้าราชการการเมืองอื่นในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะผู้นำชมได้มีการตอบข้อซักถามของน้อง MU Guide เกี่ยวกับการต้อนรับผู้เยี่ยมชมทำเนียบรัฐบาล ตัวอย่างเช่นประสบการณ์การต้อนรับผู้มาเยี่ยมชม และการแก้ไขสถานการณ์ในการนำชม นอกจากนี้ยังได้ไปเยี่ยมชมอาคารต่างๆ และอาคารที่กำลังดำเนินการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของข้าราชการ และพนักงานในทำเนียบรัฐบาลอีกด้วย

ห้องสมเด็จพระบรมราชชนก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ได้รับเกียรติจากอาจารย์สรรใจ แสงวิเชียร บรรยายให้ความรู้ เกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจสมเด็จพระบรมราชชนก

พระราชประวัติสมเด็จพระบรมราชชนก

พระเชษฐาและพระเชษฐภคินี

  1. สมเด็จพระบรมราชปิตุลาธบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ
  2. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศริยาลงกรณ์
  3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงวิจิตรจิรประภา
  4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย
  5. สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าหญิงวไลยอลงกรณ์
  6. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงศิราภรณ์โสภณ

ท่านได้รับการศึกษาทุกอย่าง ทั้งเรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ เจ้านายสมัยก่อนจะมีความรู้เยอะเพราะเวลาบรรทมจะต้องอ่านพงศาวดารให้ฟังก่อนบรรทม

ตำหนักที่ท่านเคยประทับ

1. พระตำหนักในพระบรมมหาราชวัง เมื่อทรงพระเยาว์ประทับ อยู่กับพระราชชนนี ในพระบรมมหาราชวัง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสมรรัตนศิริเชษฐ์ ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยมีพระพี่เลี้ยงคือหม่อมเจ้ากุสุมา เกษมสันต์ และพระพี่เลี้ยงหวน

2. พระตำหนักจิตลดา ภายในวังปารุสกวัน สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จประทับในช่วงที่เสด็จกลับจากยุโรปในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และในช่วงทรงปฏิบัติงานกองทัพเรือ

3. พระตำหนักวังสระปทุม เป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

4. เรือนเตี้ยในพระราชวังสวนดุสิต ปลูกใกล้ตำหนักเรือนต้น เสด็จประทับอยู่ 3 พระองค์ด้วยกันคือ ทูลกระหม่อมเอียดน้อย ทูลกระหม่อมติ๋ว และทูลกระหม่อมแดง

5. สมเด็จพระบรมราชชนกทรงสร้างตำหนักใหม่เป็นที่ประทับในวังสระปทุม เมื่อเสด็จกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่ประทับของครอบครัวมหิดลทุกพระองค์

การที่ท่านเป็นเจ้าฟ้ามหิดล หน้าที่ของท่านคือต้องไปเรียนทหาร ยกเว้นแต่ว่าจะมีพระวรกายที่แย่มาก ๆ

ท่านได้ทรงศึกษานายร้อยทหารบก ต่อมาทรงศึกษาทหารเรือ ซึ่งเป็นทำเนียบของโรงเรียนนายเรือในเยอรมันว่าถ้าเป็นเจ้านายจะมาเรียนทหารเรือต้องได้รับยศนายทหารก่อน ท่านทรงเป็นนายเรือตรีตั้งแต่ได้เริ่มเรียนทหารเรือ ท่านต้องออกทะเล 9 เดือนและต้องเขียนรายงานเป็นภาษาเยอรมันพร้อมรูปประกอบ เมื่อพระองค์ได้ทรงจบการศึกษาก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี ท่านก็ต้องเสด็จกลับมาทรงงานประมาณ 6 ปี ก็ทรงลาออกจากกองทับเรือ และเดินทางไปทรงศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา

ในขณะที่ท่านเรียนแพทย์ท่านก็ให้ทุนนักเรียนแพทย์ 2 คน และสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงเป็นนักเรียนทุนของพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ท่านทรงพบกันที่บอสตัน ที่สถานีรถไฟเซาร์สเตชั่น สมเด็จพระบรมราชชนกท่านทรงพอพระทัย สมเด็จพระบรมราชชนกทรงขอพระบรมราชานุญาตที่จะแต่งงาน  ท่านเป็นนักเรียนชั้นหนึ่ง ดูได้จากสมุดจดของพระองค์ท่าน ท่านทรงซื้ออุปกรณ์การเรียนเองทุกอย่าง ท่านทรงศึกษาจบตอนท่านอายุมาก และทรงสอบได้เกียรตินิยม

เมื่อทรงจบการศึกษามาสมเด็จพระบรมราชชนกทรงตั้งใจจะไปเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลศิริราชแต่ไม่ได้เป็น ท่านจึงทรงไปปฏิบัติงานเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

พระราชกรณียกิจสมเด็จพระบรมราชชนก

รัชกาลที่ 5 มีพระราชกระแสว่าจะเปิดโรงเรียนแพทย์สอนแบบฝรั่ง และเปิดสอนวิชาแพทย์แผนไทยด้วย  ต่อมาพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ได้ทูลเชิญสมเด็จพระบรมราชชนกให้มาดูโรงพยาบาลศิริราช เมื่อท่านเห็น ท่านก็ตกลงว่าท่านจะไปศึกษาแพทย์เสียก่อนแล้วค่อยกลับมาพัฒนาโรงพยาบาลศิริราช ท่านได้เสด็จไปที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ท่านเรียนทั้งทางด้านแพทย์และสาธารณสุขไปพร้อมกัน ในระหว่างที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นั้นท่านต้องหยุดศึกษาเป็นเวลา 5 ปี เพื่อที่จะมาเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยปรับปรุงทางด้านการศึกษาแพทย์ เนื่องจากว่าในตอนนั้นทางมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์จะเข้ามาช่วยปรับปรุงการศึกษาแพทย์ของประเทศไทย โดยที่ให้เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดี กระทรวงศึกษาธิการทำหนังสือขอให้มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์มาช่วยปรับปรุงการศึกษาแพทย์ ทางมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ได้ส่งผู้อำนวยการฝ่ายแพทยศาสตร์ศึกษามาสำรวจสภาพการศึกษาแพทย์และสาธารณสุขทั้งหมด จากการสำรวจจึงได้เสนอวิธีการปรับปรุงมา 11 ข้อ ไม่มีข้อไหนที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทย สมเด็จพระบรมราชชนกทรงตกลงว่าจะช่วยหาศาสตราจารย์มาจัดหลักสูตร และปรับปรุงการเรียนการสอนของไทยใหม่ นอกจากนั้นยังต้องสร้างโรงพยาบาลศิริราชให้เหมาะสม และมีการสร้างตึกดังนี้

1. ตึกมหิดลบำเพ็ญ สมเด็จพระบรมราชชนกสร้างตึกด้วยเงินของพระองค์เอง

2. ตึกอำนวยการโรงพยาบาลศิริราช พระราชทานทุนทรัพย์ครึ่งหนึ่งของค่าก่อสร้างอาคารหลังนี้

3. อาคารวิทยาศาสตร์หลังแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมเด็จพระบรมราชชนกทรงวางโครงการสร้างอาคารหลังนี้ให้เป็นอาคารปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์พื้นฐานของมหาวิทยาลัย

4. หอพักนักเรียนพยาบาลและพยาบาลของโรงเรียนพยาบาลศิริราช สมเด็จพระบรมราชชนกทรงซื้อโรงเรียนกุลสตรีวังหลังจากคณะมิชชันนารี พระราชทานแก่โรงเรียนพยาบาลศิริราช

สมเด็จพระบรมราชชนกทรงเป็นเขียนแผนที่แบบแปลนของโรงพยาบาลศิริราช ทรงให้สร้างเป็นแนว 2 แนว เอาด้านยาวไปทางเหนือหรือทางใต้ ด้านสั้นไปทางตะวันออกและตะวันตก เพื่อไม้ให้แดดเข้ามาและให้ลมเข้ามาแทน

การสานต่อพระราชปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนก

1. วชิรพยาบาล รัชกาลที่ 6 ทรงซื้อบ้านของข้าราชการมาทำ สมเด็จพระบรมราชชนกทรงวางแปลนไว้แต่ไม่ได้สร้าง จึงมีการสร้างวชิรพยาบาลในเวลาต่อมา

2. คณะสาธารณสุขศาสตร์ สร้างโดยอาจารย์หมอเฉลิม พรมมาส กับอาจารย์หมอสวัสดิ์ แดงสว่างซึ่งทั้งสองท่านได้รับประกาศนียบัตรแพทย์ที่เมืองไทย และได้ทุนจากสมเด็จพระบรมราชชนกไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์

3. คณะทันตแพทยศาสตร์ สร้างโดย สร้างโดยอาจารย์หลวงวาจกับอาจารย์นวลศรี อาจารย์นวลศรีเป็นนักเรียนทุนที่เรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมจนกระทั่งจบ D.D.S และสร้างตึกวาจวิทยาวัฑฒน์ ในคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

4. เภสัชศาสตร์ เริ่มต้นสอนตั้งแต่ 2458 สอนเป็นประกาศนียบัตร เรียกว่าแพทย์ปรุงยา ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ เมื่อ 2470 ขยายเป็นแผนกอิสระ และมาทำเป็นปริญญาโดย ดร.ตั้ว ลพานุกรม เป็นนักเรียนทุนของสมเด็จพระบรมราชชนกไปเรียนเคมีที่สวิต

5. สมเด็จพระบรมราชชนกได้ให้เงินกับกรมประมง 100,000 บาท เพื่อส่งคนไปเรียนวิชารักษาสัตว์น้ำ 3 คน คือ หลวงจุลชีพพิชชาธร อาจารย์บุญ อินทรัมพรรย์ และนายโชติ สุวัตถิ เรียนจบกลับมาได้เป็นอธิบดีกรมประมง และคณบดีคณะประมง ที่การประมงเจริญขึ้นเพราะทุนเหล่านี้ของพระองค์ท่าน

บ้านศิลปิน ณ คลองบางหลวง

ในการเข้าบ้านศิลปิน ณ คลองบางหลวง ได้เยี่ยมชมชุนชมริมน้ำวิธีชีวิตอีกรูปแบบ เมื่อถึงบ้านศิลปิน ณ คลองบางหลวง จะเห็นลานเรียกว่าลานวัฒนธรรมและทำการแสดงหุ่นละครเล็กตรงพื้นที่นี้ เป็นศิษย์มาจาก คณะคำนาย ได้เล่าประวัติของหุ่นละครเล็กดังนี้

พ่อครูแกร เป็นผู้ริเริ่มสร้างหุ่นกระบอกเล็ก ซึ่งในสมัยก่อนสามัญชนไม่สามารถชมมหรสพ เพราะจะจัดแสดงอยู่ภายในวัง ดังนั้นพ่อครูแกรได้เข้าไปในวังกับคนสนิทที่อยู่ในวัง ซึ่งมีการแสดงหุ่นหลวง พบในสมัยอยุธยา และหุ่นกระบอกรับมาจากประเทศจีนหรือที่เรารู้จักกันคือหุ่นชักใช้คนประมาณ 1-2 คน เมื่อกลับมาจึงมีการคิดทำการแสดงหุ่นละครเล็กซึ่งใช้คนเชิด 3 คน

การเชิดหุ่นละครเล็ก
1. คนที่หนึ่งบังคับศีรษะ
2. คนที่สองบังคับเท้า
3. คนที่สามบังคับมือ

เป็นการแสดงแบบนาฏยภาษาในการสื่อสาร
การแสดง

  1. แสดงพิธีไหว้ครู
  2. การแสดงมี 4 คน เชิดหุ่น 3 คน 1 คนเป็นหนุมาน (การจะเชิดหุ่นได้ต้องเรียนโขนมาก่อน)
  3. ใช้เพลงหน้าพาทย์
  4. ทำการแสดงในเรื่อง มัจฉานุเจอพ่อหนุมาน

นอกจากนี้ยังมีการทาสีหน้ากาก กลับมาเป็นของที่ระลึก

ศึกษาวิถีถิ่น “ชุมชนย่านกะดีจีน”

ศึกษาวิถีชีวิตชอง “ชุมชนย่านกะดีจีน” เริ่มจากวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ภายในมี “พระพุทธไตรรัตนนายก” (หลวงพ่อโต) หรือที่รู้จักกันว่า “หลวงพ่อซำปอกง” เดินริมแม่น้ำมาเจอบ้านวินด์เซอร์เป็นบ้านไม้ยังไม่ได้ถูกซ่อมแซม ศาลเจ้าแม่กวนอิม และโบสถ์ซางตาครู้ส  ต่อมาได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน และซื้อขนมที่ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีน สุดท้ายเข้าไปเยี่ยมชมเขามอวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

วิทยากรเล่าว่า พื้นที่นี้อยู่เป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่เดิม และที่ตั้งใกล้กับพื้นที่บ้านเดิมของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเจ้าของได้นำมาถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 จำนวน 4 ไร่

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระนามเดิมว่า สังวาลย์ เป็นบุตรของพ่อชู แม่คำซึ่งมีอาชีพค้าขาย ทรงเกิดที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443  ทรงเรียนจบจากโรงเรียนวัดอนงคาราม  และโรงเรียนศึกษานารี เมื่ออายุ 7 – 8 ปี ทรงถวายตัวในวังและได้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสตรีวิทยา จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  เมื่ออายุ 13 ปี จึงทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราชซึ่งไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบแต่มีเเงินเดือนจึงตัดสินใจเรียน ในเวลาต่อมาสมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ ได้พระราชทานทุนเล่าเรียน โดยได้คัดเลือก นักเรียนแพทย์และนักเรียนพยาบาล ส่งไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับนางสาวอุบล ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ได้ทุนไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ซึ่งในการไปต่างประเทศในครั้งนั้นสมเด็จศรีนครินทราบรมราชชนนีเดิมชื่อสังวาลย์ไม่มีนามสกุลจำเป็นต้องมีนามสกุล จึงใช้นามสกุล ตะละภัฎ  เมื่อเสด็จไปศึกษาต่อได้เฝ้าสมเด็จพระบรมราชชนก ที่สถานีรถไฟ ที่เมืองบอสตั้น หลังจากนั้นสมเด็จพระบรมราชชนก ได้มีลายพระหัตถ์กราบบังคมทูลสมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ ขอพระราชานุญาตหมั้นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ความตอนหนึ่งว่า “สังวาลย์เป็นกำพร้า แต่งงานก็ใช้นามสกุลของหม่อมฉัน ร้ายดียังไงหม่อมฉันเลือกเอง”

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงชื่นชอบการเล่นกีฬา งานประดิษฐ์ ปักคอสติส เครื่องกระเบื้อง งานเครื่องปั้นดินเผา ทรงช่วยเหลือประชาชนโดยการมีหน่วยแพทย์ พอ.สว. หมอกระเป๋าเขียว ชาวเขาเจ็บป่วยทรงให้หน่วยแพทย์อาสาไปรักษาเป็นครั้งคราว และทรงประดิษฐ์เก้าอี้ให้แพทย์เอาไปใช้ พระองค์ทรงแก้ปัญหาดอยตุง สร้างโครงการต่างๆ มากมาย พระราชทานสิ่งของแก่ผู้ยากไร้

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เป็นผู้หญิง และเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ของประเทศไทย

ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จมาประทับที่ ณ ศาลาแปดเหลี่ยม อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 2 ครั้ง

พื้นที่ในอุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีประกอบด้วยศูนย์สินศรีพิทักษ์ บ่อน้ำโบราณ แพรบุญนาค แผ่นหินแกะสลักริ้วขบวนโบราณอีกด้านพระราชกรณียกิจ อาคารทิมบริวาญซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของข้าทาสบริวาร อาคารปานศลา ที่จำหน่ายของที่ระลึก และบ้านจำลอง 2 หลังคือ ร้านป้าสมบูรณ์ เป็นร้านขายของชำ เป็นที่อ่านหนังสือของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีตอนทรงพระเยาว์ และบ้านทำทอง บ้านของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีตอนทรงพระเยาว์

นอกจากนี้วิทยากรได้จัดทำน้ำมะตูมซึ่งหอมและอร่อยมาก วิทยากรเล่าว่าต้องนำมะตูมไปคั่วไฟก่อนจึงจะนำมาต้มเพื่อจะได้กลิ่นของมะตูม

พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน

วังปารุสกวัน ชื่อนี้ได้มาจากชื่อสวนของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ตำรวจ ซึ่งภายในมีตำหนักจิตรดาสร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 5 ท่านได้ทรงสร้างพระราชทานให้     รัชการที่ 6

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นพระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา เป็นพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดาทั้งสิ้น 14 พระองค์

  1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์
  2. ทิวงคต
  3. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
  4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรุตม์ธำรง
  5. จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
  6. ทิวงคต
  7. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์
  8. ทิวงคต
  9. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิง
  10. พลเรือเอก สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา
  11. ทิวงคต
  12. ทิวงคต
  13. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย
  14. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถเสด็จทิวงคต ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัยเสด็จทิวงคต และพลเรือเอก สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา เสด็จทิวงคต เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราช เนื่องจากรัชกาลที่ 6 มีพระราชธิดาพระองค์เดียวคือเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี หลังจากเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีประสูติได้ 1 วัน รัชกาลที่ 6 ก็สวรรคต โดยตอนประสูติรัชกาลที่ 6 ทรงประชวรและมีรับสั่งว่าถ้าลูกเป็นผู้ชายให้ยิงปืนใหญ่ ถ้าลูกเป็นผู้หญิงให้บรรเลงดนตรีไทย ปรากฏว่าเป็นดนตรีไทย เป็นผู้หญิง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านทรงสละราชสมบัติไปประทับที่อังกฤษกับพระนางเจ้ารำไพพรรณี ก็โยกกลับมาที่สายพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวม 8 พระองค์ คือ

  1. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร
  2. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศริยาลงกรณ์
  3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าวิจิตรจิรประภา อดุลยาดิเรกรัตน ขัตติยราชกุมารี
  4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์
  5. สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
  6. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิราภรณ์โสภณ พิมลรัตนวดี
  7. สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
  8. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงไม่มีพระนาม

คณะราษฎรจึงได้ประชุมหารือกันจึงได้ไปทูลเชิญรัชกาลที่ 8 ขึ้นครองราช

สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้าง ตำหนักปารุสกวัน และตำหนักจิตรดา โดยตำหนักปารุสกวันสร้างให้จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ส่วนตำหนักจิตรดาสร้างให้แก่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อขึ้นครองราชและทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังดุสิต จึงพระราชทานตำหนักจิตรดาแลกเปลี่ยนกับที่ดินท่าวาสุกรี ของจอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งต่อมาได้มีการรื้อกำแพงคั่นกลางระหว่างสองตำหนักออก และทำกำแพงขึ้นมาใหม่ล้อมรอบและติดตราเป็นรูปจักรและกระบองที่รั้ว จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ไม่ได้พักที่ตำหนักจิตรดาแต่ใช้เป็นเรือนรับรองแขก ต่อมาเมื่อปี 2475 คณะราษฎรเข้ามาใช้พื้นที่ หลังจากนั้นพื้นที่ที่นี่ก็ตกเป็นของแผ่นดิน สุดท้ายที่นี่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์

ประวัติจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ทรงอภิเสกสมรสกับพระชายาชาวรัสเซีย เจอกันที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ท่านเสด็จไปเรียนทหารม้าที่รัสเซีย และมีนักเรียนทุนไปเรียนด้วยอีก 1 คนชื่อนายพุ่ม สาคร ทรงเสด็จกลับเมืองไทยโดยพาพระชายาไปอยู่ที่สิงคโปร์ จนรัชกาลที่ 5 ทราบ ก็ไปรับพระชายามาประเทศไทย ให้กำเนิดพระโอรส ชื่อ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ตอนพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์อายุ 12 ปี เจ้าฟ้าจักรได้สมรสกับหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส รพีพัฒน์พระธิดาในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และเสด็จไปเที่ยวที่ประเทศสิงคโปร์หลังจากขึ้นเรือพระองค์ทรงประชวร จนถึงประเทศสิงคโปร์พระอาการกำเริบหนักขึ้นและเสด็จทิวงคต

บรรยากาศภายในตำหนักจิตรดามีจัดแสดงนิทรรศการ บันไดทางขึ้นที่ราวบันไดมีตราสัญญลักษณ์ ห้องจัดแสดงมีห้องท้องพระโรงเดิมซึ่งสมัยก่อนไม่มีการกั้นกำแพง บริเวณกลางห้องจะเป็นที่ตั้งพระศพของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ในสมัยนั้นมีการเจาะฝ้าเพดาน หลังจากมีพระราชพิธีเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว รัชกาลที่ 6 มีรับสั่งให้ปิดฝ้าไว้ดังเดิมและกั้นห้องเพิ่มทำเป็นห้องบันทม

นอกจากนี้ยังได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ตำรวจบอกเล่าเรื่องราวของการทำงานของตำรวจตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

เป็นวัดที่สวยงามและเป็นสถานที่สำคัญของคนไทย

มิวเซียมสยาม

จัดแสดงนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ซึ่งประกอบด้วย

1. ห้องไทยรึเปล่า? มีการจัดแสดงเลดี้กาก้าสวมชฎา ชุดประจำชาติมิสยูนิเวิร์สเป็นต้น

2. ห้องไทยแปลไทย มีการจัดแสดงเป็นตู้โชว์ ลิ้นชัก ที่ภายในจัดแสดงสิ่งของความเป็นไทยในแต่ละยุคสมัยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

3. ห้องไทยตั้งแต่เกิด นำเสนอเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบัน ผ่านการจัดแสดงและการบรรยายที่น่าสนใจ

4. ห้องไทยสถาบัน เป็นการจัดแสดงที่นำเสนอเกี่ยวกับชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และมีคิวบิกให้ได้ลองเล่น

5. ห้องไทยอลังการ จัดแสดงท้องพระโรงและพระที่นั่ง

6. ห้องไทยแค่ไหน จัดแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

7. ห้องไทย Only จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น พวงเครื่องปรุง ถุงหิ้วกาแฟผูกหนังยาง โครเชต์หุ้มหูกระเป๋าแบรนด์เนม มาม่าสารพัดรส และคุณเอิบทรัพย์หุ่นนางกวักยักษ์สูงกว่า 4 เมตร เป็นต้น

8. ห้องไทย Inter จัดแสดงเรือสุพรรณหงส์คู่กับเรือหางยาว ผลไม้แกะสลักคู่กับผลไม้รถเช็น สำหรับอาหารชาววังคู่กับอาหารไทยดั้งเดิม

9. ห้องไทยวิทยา จัดแสดงห้องเรียน ในการเรียนแต่ละยุคแต่ละสมัย

10. ห้องไทยชิม จัดแสดงอาหารไทยขึ้นชื่อต่างๆ อย่าง ต้มยำกุ้ง ส้มตำ ผัดไทย ขนมจีน ข้าวผัดอเมริกัน ขนมโตเกียว เป็นต้น

11. ห้องไทยดีโคตร จัดแสดง พระปรางค์วัดอรุณ ตัวอักษรไทย รถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้น

12. ห้องไทยเชื่อ จัดแสดงของที่เกี่ยวความเชื่อของเมืองไทย เช่น การทำนายโชคชะตา การเสี่ยงทายรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

13. ห้องไทยประเพณี จัดแสดงเกี่ยวกับ ประเพณี เทศกาล และมารยาท มีการนำของต่างๆใส่ไว้ในกล่องมีเอกสารอธิบายที่มาที่ไปของเรื่องต่างๆ ภาพประกอบ และมีเกมให้เล่น

14. ห้องไทยแชะ สามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่สถานที่จัดเตรียมไว้ให้ และสามารถถ่ายรูปได้

ขอบคุณภาพจาก :

  1. นายนราวุฒิ สุวรรณัง
  2. นางสาวจงภัทร นมะภัทร
  3. นายศุภธัช  ปวีณดำรง
  4. นายคมสันต์ นาจาด
  5. นายพิชย ณ สงขลา
  6. นายศิริพงศา โจโฉ

เขียนโดย นางสาวอาทิตยา ทรัพย์สิน