MU Guide Jakka @ Mahidol University, Salaya Campus

วันนี้ขอนำเสนอวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งในมหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา คือการปั่นจักรยาน หรือ “จั๊กก้า” (เป็นที่รู้จักของชาวมหิดล) ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากจะได้ความสนุกเพลิดเพลินกับสถานที่ต่าง ๆ ยังเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอีกด้วย วันนี้ขอนำเสนอการปั่นจั๊กก้าภายในมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นระยะทาง 5.50 กิโลเมตร ใช้เวลาโดยประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง ซึ่งมีสถานที่ที่เป็น Landmark ที่น่าสนใจดังนี้

Point 1 : สถานีจั๊กก้า (จุดยืม-คืนจั๊กก้า)
เริ่มต้นด้วย “จั๊กก้า” ถ้าไม่มีจั๊กก้าเป็นของตัวเอง มหาวิทยาลัยมหิดลมีให้บริการยืมจั๊กก้าที่ “จั๊กก้า เซ็นเตอร์” อยู่บริเวณด้านหน้าหอพักและด้านข้างอาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล นอกจากนี้จั๊กก้าเซ็นเตอร์ยังมีบริการเติมลม และซ่อมจั๊กก้าเมื่อมีปัญหาให้กับนักศึกษาและบุคลากร อีกด้วย

การยืม “จั๊กก้า” ที่ “จั๊กก้า เซ็นเตอร์”

• สำหรับนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลที่มีความต้องการใช้จั๊กก้าสามารถใช้บัตรนักศึกษาและบัตรพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดลในการยืมจั๊กก้าได้
• สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนในการยืมจั๊กก้าได้

ข้อจำกัดของจั๊กก้า
• ห้ามนำจั๊กก้าออกนอกมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
• ต้องคืนจั๊กก้าภายในวันที่ยืม

Point 2 : สวนเจ้าฟ้า

เป็นสวนที่อยู่ด้านหน้าอาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล มีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพระราชานุสาวรีย์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554 บรรยากาศภายในสวนเจ้าฟ้ามีความร่มรื่น สามารถมาพักผ่อนหย่อนใจชมธรรมชาติได้

Point 3 : อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 140 ไร่ อยู่ในการดูแลของคณะเภสัชศาสตร์ มีพันธุ์พืชประมาณ 800 ชนิด มีลานนานาสมุนไพร มีจุดชมธรรมชาติที่สวยงาม มีอาคารต่าง ๆ ดังนี้
• อาคารสำนักงาน
• อาคารสัมมนา ไว้จัดสัมมนาเกี่ยวกับสมุนไพร และพันธุ์พืชต่าง ๆ
• อาคารใบไม้สามใบซึ่งเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการถาวร สมุนไพร ภูมิปัญญาไทยสู่สากล แหล่งกำเนิดสมุนไพร การรักษาโรคและการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรตามวิถีแพทย์แผนไทย และมีกิจกรรมที่สามารถให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เรื่องธาตุจากร่างกายตนเอง
• บ้านหมอยา ให้บริการสุขภาพด้วยแพทย์แผนไทย และให้บริการนวดรักษาแบบราชสำนัก
• อาคารใบไม้ใบเดียว เป็นอาคารสาธิตการขยายพันธุ์และใช้เป็นเรือนเพาะชำ
• หอดูนก

Point 4 : จุดชมวิว ริมน้ำ ภายในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

จุดชมวิวริมน้ำ มีศาลาและสะพานเดินเล่นริมน้ำเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ด้านข้างของศาลามีสะพานที่มีลักษณะคล้ายภาพวาดของโมเนต์ (Claude Monet เป็นจิตรกรชาวฝรั่งเศส) เป็นภาพวาดของสะพานที่ถูกเลียนแบบมาจากประเทศญี่ปุ่น (LE PONT JAPANOIS A GIVERNY)

Point 5 : อาคารใบไม้ใบเดียว ภายในอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

เป็นอาคารสาธิตการขยายพันธุ์และใช้เป็นเรือนเพาะชำ เมื่อเข้าไปภายในอาคารมีจุดจำหน่ายน้ำให้บริการอยู่ภายในอาคาร

Point 6 : บ้านรักหมา

เป็นสถานที่ฝึกสอนสุนัขจรจัด เมื่อสุนัขเหล่านี้ถูกฝึกเรียบร้อยแล้วจะถูกนำมาประกาศหาบ้าน เพื่อให้ผู้ที่รักสุนัขนำสุนัขไปเลี้ยงดู

Point 7 : MU Lake

เป็นบ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งถูกปรับปรุงให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม และบรรยากาศที่ดี สามารถมาออกกำลังกาย หรือมาพักผ่อนหย่อนใจได้

Point 8 : สนามฟุตบอล

เป็นที่ออกกำลังกาย เป็นที่แข่งขันกีฬาทั้งบุคลากรและนักศึกษา หรือจัดกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ

Point 9 : สนามเทนนิส

เป็นสถานที่เล่นกีฬาเทนนิสทั้งบุคลากรและนักศึกษา

Point 10 : โรงพยาบาลสัตว์ประศุอาทร คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เป็นที่เรียนของนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลสำหรับสัตว์ ถ้าบุคลากรและนักศึกษานำสัตว์เลี้ยงมารักษาจะมีส่วนลดในการรับการรักษา

Point 11 : คลินิกอาชาบำบัด

เป็นการนำม้ามาช่วยบำบัดเด็กพิเศษ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสอนขี่ม้า จากชมรมขี่ม้าอีกด้วย

Point 12 : โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี

ด้านหน้าของโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี มีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อยู่ด้านหน้าอาคาร

Point 13 : คณะเทคนิคการแพทย์

มีความโดดเด่นเรื่องสีของอาคาร คือสีเหลืองและสีฟ้า ได้รับการคัดเลือกจากบุคลากรในคณะโดยวิธีการโหวต ซึ่งความหมายของสีของอาคารคือ วันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

Point 14 : สวนผักป้ารำพึง

เป็นพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษ จำนวน 4 ไร่ โดยป้ารำพึงเกษตรกรอาสามาปลูกผักปลอดสารพิษในมหาวิทยาลัยมหิดล และมีร้านค้าขายผักและอาหารแปรรูปที่สด สะอาด และปลอดสารพิษ เมื่อออกจากร้านขายผักจะเจอลานเป็ดขาว ซึ่งมีเรื่องเล่าจากนักศึกษามากมาย อาทิเช่น ถ้าเรียงตัวเป็ดเป็นชื่อย่อคณะได้จะได้แฟนอยู่คณะนั้น ต่อมามีการยึดเป็ดติดกับพื้นก็มีเรื่องเล่าว่าถ้านักศึกษายกเปิดขึ้นจะได้แฟนอยู่คณะกายภาพบำบัด ต่อมาจะพบสัญลักษณ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มีเรื่องเล่าจากนักศึกษาอยู่ว่า ถ้านักศึกษามาลอดน็อตตัวเมียจะได้แฟนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์

Point 15 : หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล

เป็นจุดศูนย์กลางของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ในการมานั่งอ่านหนังสือ ค้นคว้าหาข้อมูลต่าง ๆ นอกจากบรรยากาศที่ร่มรื่น ภายในอาคารยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อบริการนักศึกษาที่เข้าหอสมุดและคลังความรู้ฯ เช่น มุมอ่านหนังสือ ห้องดูหนัง ห้องอ่านหนังสือแบบกลุ่ม ที่เรียน E-Lecture และมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษา คอยช่วยเหลือนักศึกษาเมื่อมีข้อสงสัย

Point 16 : คณะวิศวกรรมศาสตร์

อาคารวิศวกรรมศาสตร์มีลักษณะคล้ายหุ่นยนต์ นกฮูก แต่จากที่เคยอ่านหนังสือปาฐกถาของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เรื่อง สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พบว่าเหมือนกาต้มน้ำรูปนกฮูกที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงวาด

Point 17 : อาคารสำนักงานอธิการบดี

อาคารสำนักงานอธิการบดี เป็นอาคารที่มีหน่วยงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยอยู่ภายในอาคาร มีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนก อยู่ที่ชั้น 1 ด้านหน้าอาคารมีต้นกันภัยมหิดลที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงปลูกเมื่อวันพระราชทานนามครบรอบ 30 ปี พ.ศ. 2542 และที่นี่ยังเป็นจุดรอรถรางและรถ Shuttle Bus

Point 18 : วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากจะเป็นอาคารเรียนของนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติแล้ว ยังมีโรงแรมศาลายา พาวิลเลียน ที่ให้บริการและเป็นที่ปฏิบัติงานของนักศึกษาที่เรียนในสาขาที่เกี่ยวข้อง

Point 19 : ศาลพ่อขุนทุ่ง

เป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเราชาวมหิดลนับถือ โดยในหนังสือเล่าขานตำนานศาลายา ระบุไว้ว่า เจ้าขุนทุ่ง เป็นชายร่างใหญ่ หวีผมแสกกลาง ท่าทางนักเลง นุ่งโสร่งตาหมากรุก ใส่เสื้อคอกลม ไว้หนวด ในการบูชาให้ใช้หมาก พลู บุหรี่ ดอกไม้ เหล้าขาว เป็นต้น

Point 20 : ลานมหิดล หรือ ลาน ม

เป็นลานสนามหญ้ามีพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ มีต้นไม้ สระน้ำพุ และตราสัญลักษณ์ ม และมีการจัดพื้นที่ให้สามารถนั่งพักผ่อนได้ ในส่วนของตราสัญลักษณ์ ม เป็นตราส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนก และได้พระราชทานนามมาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

Point 21 : อาคารมหิดลสิทธาคาร

มหิดลสิทธาคาร แปลว่า อาคารที่มีความสำเร็จแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิด “มหิดลสิทธาคาร” และทรงปลูกต้นจำปีสิรินทร โดยการออกแบบหอประชุม “มหิดลสิทธาคาร” มีแนวคิดมาจากโครงสร้างเชิงกายภาพของมนุษย์ ซึ่งสะท้อนความเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีรากฐานมาจากการแพทย์ ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทยและรูปทรง “ดอกกันภัยมหิดล” ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนหลังคาชั้นนอกใช้วัสดุทองแดง ซึ่งในอนาคตสีหลังคาจะเปลี่ยนสีงดงามเหมือนหลังคาพระที่นั่งอนันตสมาคม เปิดใช้งานครั้งแรกในงานรับปริญญา พ.ศ. 2557 นอกจากนี้ยังจัดงานแสดงดนตรีต่าง ๆ ละครเวที และการแสดงผลงานของนักศึกษาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เป็นต้น ด้านหน้ามีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนกทรงอุ้มพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และนอกจากนี้ยังมีโซนครูดนตรีไทยพื้นบ้านอีกด้วย

Point 22 : พฤกษาดุริยางค์

เป็นพิพิธภัณฑ์ต้นไม้บนพื้นที่ 5 ไร่ ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เป็นสถานที่รวบรวมต้นไม้ที่สามารถใช้ทำเครื่องดนตรีได้ และมีประติมากรรมหินอ่อน 3 ชิ้น แกะสลักโดยศิลปินชาวอิตาลี
• ชิ้นแรกเป็นรูปเชลโลของพระเจนดุริยางค์ผู้เป็นบิดาแห่งดนตรีสากลของไทย
• ชิ้นที่สอง เป็นรูปแซ็กโซโฟนและบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
• ชิ้นที่สาม เป็นรูปสตรีผู้สูงศักดิ์รักดนตรีคลาสสิก (สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช) นั่งฟังดนตรีพร้อมด้วยสุนัขตัวโปรด 3 ตัว

Point 23 : วิทยาลัยดุริยางคศิลป์

เมื่อเข้าไปในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์นี้จะได้ยินเสียงดนตรี และถ้ามองจากด้านบนจะเห็นอาคารเป็นรูป แกรนด์เปียโน สถานที่ภายในวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ยังเป็นสถานที่ที่เคยใช้ถ่ายหนังเช่น Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ด้านข้างของอาคารจะมีทางขึ้นสะพานดาว ซึ่งมีเรื่องเล่าอยู่ว่า ถ้าคู่รักปั่นจั๊กก้าข้ามสะพานดาวโดยที่ขาไม่แตะพื้น คู่รักจะรักกันตลอดไป

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านสนุกและสุขภาพดีไปกับการปั่นจั๊กก้ารอบมหาวิทยาลัยมหิดลนะคะ

ขอบคุณรูปสวยๆ จาก
น้องกานต์ นายธนกฤต ทองบริสุทธิ์ นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร MU Guide รุ่น 5
น้องตัส นายพิชย ณ สงขลา นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร MU Guide รุ่น 5
พี่แพรว นางสาวเพชรดา ฐิติยาภรณ์

เขียนโดย
นางสาวอาทิตยา ทรัพย์สิน

ตรวจสอบโดย
นางสาวเพชรดา ฐิติยาภรณ์