สรุปการบรรยาย การประชุมวิชาการสำนักหอสมุดแห่งชาติ ประจำปี 2561 (National Library of Thailand conference 2018)

สรุปการบรรยาย การประชุมวิชาการสำนักหอสมุดแห่งชาติ ประจำปี 2561
(National Library of Thailand conference 2018)
เรื่อง "หอสมุดแห่งชาติสร้างแรงบันดาลใจ: NATIONAL LIBRARY AS INSPIRATION"
วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม 2561
ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ

-----------------------------------------------------------------------

          วันที่ 24 ก.ค.61 นางประนอม คลังทอง รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานพิธีโครงการประชุมวิชาการ ประจำปี 2561 เรื่อง "หอสมุดแห่งชาติสร้างแรงบันดาลใจ: National Library as Inspiration" โดย นางสาวกนกอร ศักดาเดช ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ  มีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 150 คน

URL: https://www.nlt.go.th/th/inspiration เอกสารประกอบการบรรยาย

การบรรยายพิเศษ เรื่อง “หอสมุดแห่งชาติสร้างแรงบันดาลใจ: National Library as Inspiration”

โดย  นางสาวกนกอร ศักดาเดช

(ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ)

หอสมุดแห่งชาติเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่จัดเก็บ รวบรวม สงวนรักษา และอนุรักษ์มรดกทรัพย์สินทางปัญญา วิทยาการ ศิลปกรรม และวัฒนธรรมของชาติ ในรูปของหนังสือตัวพิมพ์ เอกสารโบราณ ได้แก่ ศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน หนังสือสมุดไทย รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิคส์ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ให้บริการความรู้และข่าวสารแก่คนในชาติ เป็นแหล่งเรียนรู้และการศึกษาตลอดชีวิต

ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติ ได้มีการปรับปรุงใหม่ให้มีความทันสมัย สวยงามมากยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การเป็นห้องสมุดใน ยุคดิจิทัลที่รองรับความต้องการในทุกมิติของการอ่าน มีระบบสืบค้นที่ทันสมัย พร้อมด้วยทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภท หนังสือ สิ่งพิมพ์ออนไลน์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก มากกว่า 6,000 ชื่อเรื่อง  มีการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบห้องสมุดดิจิทัล D-Library ที่สามารถเปิดอ่านได้ทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังได้จัดพื้นที่อย่างสร้างสรรค์เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการในยุคไทยแลนด์ 4.0 พร้อมกับบริการใหม่ของหอสมุดแห่งชาติด้วยเทคโนโลยี NLT Smart Library: Smart Service

หอสมุดแห่งชาติ ตั้งอยู่ที่ถนนสามเสน แขวงวชิระพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 9.00-18.30 น. และวันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 น.

หอสมุดแห่งชาติ ได้ปรับวิธีการดำเนินงานให้เข้าถึงการเข้าใช้บริการในยุคไทยแลนด์ 4.0 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ 4 รูปแบบ คือ

1. ขุมทรัพย์แห่งปัญญา
2. กิจกรรมด้านวิชาการ
3.กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
4.กิจกรรมด้านเครือข่าย

ขุมทรัพย์แห่งปัญญา

รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหอพระสมุด 3 แห่งเข้าด้วยกันในปี พ.ศ. 2448 คือ หอพุทธสาสนะสังคหะ หอพระมณเฑียรธรรม และหอพระสมุดวชิรญาณ   แล้วพระราชทานนามว่า หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร  ตั้งอยู่ ณ หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง (ปัจจุบันคือ ศาลาสหทัยสมาคม) ต่อมาหอสมุดฯ ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าจากล้นเกล้าฯ รัชกาลต่อๆ มาให้ย้ายที่ตั้ง เพิ่มจำนวนหนังสือ และขยายพื้นที่ให้บริการมาโดยลำดับ    จนกระทั่งกรมศิลปากรตัดสินใจสร้างอาคารถาวรหลังใหม่ที่บริเวณท่าวาสุกรี ซึ่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2509 และเป็นอาคารหอสมุดที่เราใช้กันจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการต่อเติมเพื่อรองรับหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เพิ่มขึ้นอยู่เป็นระยะ

หลังจากปรับปรุงมาเป็นระยะเวลานาน หอสมุดแห่งชาติได้เปิดบริการอย่างไม่เป็นทางการให้ประชาชนทั่วไป โดยอาคาร 1 ซึ่งเป็นอาคารหลัก ได้จัดแบ่งพื้นที่เพื่อให้บริการวารสาร ชั้น 1 หนังสือทั่วไป ชั้น 2 หนังสือหายากและหนังสือต่างประเทศ ชั้น 3 สำหรับอาคารสองเป็นที่เก็บจดหมายเหตุ และงานวิจัย

กิจกรรมด้านวิชาการ

หอสมุดแห่งชาติได้มีการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ในปี 2561 มากกว่า 50 ครั้ง ได้แก่
1. การจัดประชุมวิชาการประจำปี ปีละ 2 ครั้ง
2. กิจกรรมทวีปัญญา เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของ รัชกาลที่ 6 ปีละ 2 ครั้ง
3. กิจกรรมของห้องสมุดยุคใหม่ “Smart Library: การบริการของห้องสมุดยุคใหม่เพื่อรองรับประเทศไทย 4.0”
4. การบรรยาย/อภิปราย เนื่องในโอกาส “วันสุนทรภู่”
5. การบรรยายทางวิชาการ เรื่อง “คุณค่าหนังสือแบบเรียนไทย”

กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน

1. กิจกรรมอ่านเป็น เล่นสนุกสร้างความสุขให้ทุกคน เป็นกิจกรรมเพื่อครอบครัว จัดปีละ 2 ครั้ง
2. กิจกรรม “Kids Inspiration” เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การสอนจัดดอกไม้ การทำการ์ดวันแม่จัดปีละ 10 ครั้ง
3. กิจกรรม NLT Edutainment กิจกรรมที่พบปะพูดคุยเรื่องที่กำลังอยู่ในกระแสสังคม / นักเขียน เช่น บุพเพสันนิวาส
4. กิจกรรมมิถุนาสุขสราญ สืบสานวัฒนธรรมไทย

กิจกรรมด้านเครือข่าย  ห้องสมุดเครือข่ายหอสมุดแห่งชาติ มีจำนวน 17 สาขา ตามภูมิภาคทั่วประเทศ

1. บริการความรู้สู่ประชาชน: พัฒนาเครือข่ายห้องสมุดกิจกรรมนำอ่านของหอสมุดแห่งชาติ เช่น เชียงใหม่ ตรัง ฯลฯ จัดกิจกรรมต่างๆ ปัจจุบันมีเครือข่ายสมาชิกทั้งหมด 73 แห่ง
2. เครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานงานบริการจดแจ้งการพิมพ์ ISSN / ISBN
3. เครือข่ายดูแลรักษาเอกสารโบราณ
4. เครือข่ายการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลเพื่อจัดเก็บหนังสือหายากในประเทศไทย
5. เครือข่ายสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศ “การซ่อมอนุรักษ์แผนที่”
6. เครือข่าย ASEAN Digital Library (ADL) เพื่อร่วมมือการจัดทำทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล เครือข่ายความร่วมมือด้านห้องสมุดดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน เป็นโครงการเครือข่ายความร่วมมือในการแบ่งปันทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของแต่ละชาติใน 10 ประเทศอาเซียน ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ไทย เวียดนาม และ สิงคโปร์ โดยมีหอสมุดแห่งชาติของแต่ละประเทศ เป็นผู้แทนในความร่วมมือนี้ซึ่งทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล ที่แบ่งปัน ได้แก่ หนังสือ หนังสือหายากเอกสารต้นฉบับ คัมภีร์ใบลาน แผนที่ ภาพถ่าย ภาพวาด ไฟล์เสียง วิีดิทัศน์ หนังสือพิมพ์ คอลเลคชันบุคคลสำคัญของประเทศ ราชกิจจานุเบกษา เป็นต้น โดยสามารถสืบค้น และเข้าถึงข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลผ่านเว็บไซต์ http://www.aseanlibrary.org นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนและ แบ่งปันทรัพยากรสารสนเทศแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ องค์ความรู้และมรดกภูมิปัญญาของแต่ละชาติโดยอ้อมอีกด้วย จึงนับได้ว่าโครงการนี้เป็นก้าวแรกที่ดีของการพัฒนาเครือข่ายห้องสมุดดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน อันจะนำไปสู ่ความก้าวหน้าในการพัฒนาเครือข่ายห้องสมุดดิจิทัลของอาเซียนต่อไป

ภาพการแสดงผลหน้าหลักของเว็บเพจระบบห้องสมุดดิจิทัล ASEAN Digital Library (ADL)
เข้าถึงได้จาก http://www.aseanlibrary.org

ปี 2560 หอสมุดแห่งชาติได้พัฒนาการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริการ เพื่อรองรับประเทศไทย 4.0 ได้แก่
- การช่วยค้นหาหนังสือ /นิตยสาร/หนังสือประเทศไทย/หนังสือนานาชาติ/หนังสือหายาก/เอกสารโบราณ/ห้องสมุดดนตรี ผ่านระบบ Digital / บริการ E-book เต็มรูปแบบ
- การจัดทำ CIP / บริการอินเทอร์เน็ต / การจัดพื้นที่ Co-Working space / การใช้ Internet ไร้สายระหว่าง 2 อาคาร
- ประตูเข้าออกอัจฉริยะ
- สื่อประชาสัมพันธ์ดิจิทัล
- การออกแบบเชิงอารยะสถาปัตย์ เป็นแนวคิดการออกแบบสภาพสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย สถานที่ สิ่งของ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเราให้รองรับการใช้งานของสมาชิกในสังคม โดยที่ไม่ต้องออกแบบหรือจัดทำขึ้นสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะ ไม่ว่าพวกเค้าเหล่านั้น จะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย วัยเด็กหรือวัยชรา ใช้ขาเดินหรือใช้รถเข็น การออกแบบดังกล่าวจะเน้นประโยชน์สูงสุดของคนในสังคมร่วมกัน

การบรรยาย เรื่อง “ห้องสมุดออชาร์ด ชุมชน และสังคม: Library@Orchard: Community & Society”

โดย  Ms. Lynnette Kang

(Senior Manager of Library@Orchard, Public Library Service, National Library Board of Singapore)


library@orchard (ห้องสมุดที่ปิดไปนานมากและเพิ่งเปิดเมื่อ ต.ค. 2014 – ห้องสมุดที่ได้รับรางวัลด้านการออกแบบ)

หัวข้อการบรรยายเรื่อง ห้องสมุดออชาร์ด ชุมชน และสังคม (Library@orchard : Community & Society) นี้ สามารถจุดประกายความคิดให้กับผู้เขียนและผู้ฟังอีกหลายคนได้ ทั้งแนวคิดและการปฏิบัติตลอดเส้นทางอันยาวนานที่มีทั้งปัญหาและอุปสรรคมากมายที่ต้องฝ่าฟันเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จให้จงได้  ในอดีต เกือบ 20 ปีที่ผ่านมาผู้เขียนเคยได้ยินชื่อห้องสมุดออร์ชาร์ดในฐานะห้องสมุดประชาชนที่ให้บริการตั้งอยู่บนห้างสรรพสินค้า ซึ่งนับว่าเป็นผู้กล้า เพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีใครกล้าคิดกล้าทำมาก่อน แค่ค่าเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าซึ่งราคาสูงลิบก็ดูจะเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่สำหรับห้องสมุดทั้งหลายที่ขาดแคลนงบประมาณ  มาถึงวันนี้ ใครๆก็ยังคงแวะเวียนไปเยี่ยมชมห้องสมุดออร์ชาร์ดกัน ไม่ว่าจะเป็นนักอ่านหรือนักท่องเที่ยว เบื้องหลังความสำเร็จก็มีปัญหาอุปสรรคมากเช่นกันซึ่งไม่เคยทราบมาก่อนจนกระทั่งมาได้รับฟังจากวิทยากร ทำให้เห็นความุ่งมั่นความพยายามและไม่หยุดที่จะก้าวเดินต่อไป ปัจจุบันห้องสมุดออร์ชาร์ดเปรียบเสมือนห้องสมุดต้นแบบทีมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง  ห้องสมุดหลายแห่งอยากลอกเลียนแบบ ใช้สร้างแรงบันดาลใจ เรียนรู้จากความความสำเร็จและความล้มเหลว  นำประสบการณ์จากคำบอกเล่าของวิทยากรมาคิดต่อยอด  อยากรู้จักห้องสมุดออร์ชาร์ดโปรดอ่านต่อไป

Ms. Kang กล่าวว่า Library@Orchard เป็นห้องสมุดประชาชนของสิงคโปร์ 1 ใน 27 แห่ง ตั้งอยู่บนถนนออชาร์ด แหล่งช็อปปิ้ง แหล่งกิน แหล่งเที่ยง ที่มีชื่อเสียงใจกลางเมืองสิงคโปร์ทำให้เป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงสำหรับนักท่องเที่ยว

ก่อนอื่นทำความรู้จักที่มาของห้องสมุด@ออร์ชาร์ดกันก่อน

แรกเริ่มเปิดเป็นครั้งแรกโดยนาย Lee Yock Suan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1999 ห้องสมุดโดยตั้งอยู่ที่ชั้น 5 ของอาคาร Ngee Ann City บนถนนออร์ชาร์ดตรงใจกลางประเทศสิงคโปร์ ต่อมาห้องสมุดต้องปิดตัวลงเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2007 เนื่องจากทางศูนย์การค้าไม่ต่อสัญญาเช่า ห้องสมุดจึงต้องย้ายไปหาที่ตั้งแห่งใหม่

ห้องสมุดออชาร์ดเปิดตัวใหม่อีกครั้งเมื่อ 23 ตุลาคม 2014 ครั้งนี้มาในรูปโฉมใหม่ที่โดนใจคนสิงคโปร์และผู้มาเยี่ยมเยือนจากทุกมุมโลก ห้องสมุดใหม่ได้นำเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ การออกแบบ และศิลปะตั้งอยู่บนพื้นที่ชั้น 3 และชั้น 4 ของช็อปปิ้งมอลล์ ออร์ชาร์ด เกตเวย์ (Orchard Gateway) บนถนนออร์ชาร์ด ย่านจับจ่ายที่ได้รับความนิยม ห้องสมุดแห่งนี้เป็นแหล่งรวมหนังสือด้านศิลปะ การออกแบบ และไลฟ์สไตล์กว่า 100,000 เล่ม ด้วยแนวคิดที่จะปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ให้กับคนที่มาใช้บริการ ที่นี่จึงตกแต่งผนังภายในด้วยแม็กกาซีน โดยนำนิตยสารแนวดีไซน์ แนวออกแบบตกแต่างภายใน และแนวแฟชั่น นำมาจัดเรียงเต็มผนัง นอกจากนี้ยังมีมุมมัลติมีเดียซึ่งมีดีวีดีภาพยนตร์และแอนิเมชันวางเรียงมากมาย

ห้องสมุด@ออร์ชาร์ดโด่งดังเพราะคนหนุ่มสาว

ห้องสมุดประชาชนในสิงคโปร์กำกับดูแลโดยคณะกรรมการ NLB โดยคณะกรรมการได้มีการประชุมหารือกันและมีการทำ focus group ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของห้องสมุดนั้นคือ กลุ่มคนหนุ่มสาว เพื่อกำหนดทิศทางวางแผนพัฒนาห้องสมุดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ข้อมูลที่ได้นี้เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพราะนับจากนี้ไปทำให้ห้องสมุดได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมามากมายในวงการห้องสมุด อาทิเช่น music@orchard series ที่ซึ่งเราจะได้เห็นศิลปินแร็พและวงร็อคมาสนุกสนานกับฝูงชนจำนวนมากในห้องสมุด อีกหนึ่งตัวอย่างคือ comics@orchard ทำให้มีการยืมหนังสือการ์ตูนระหว่างห้องสมุดประชาชนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสิงคโปร์ ซึ่งที่น่าทึ่งมากคือ ในจำนวนหนังสือห้องสมุดทั้งหมดกว่า 120,000 เล่มนั้น มีนวนิยายภาษาอังกฤษมากกว่า 33% ของหนังสือทั้งหมดซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก และด้วยบรรยากาศห้องสมุดที่รื่นรมย์ มีการแสดงดนตรี มีร้านกาแฟ และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจน่าสนใจมากมาย จึงทำให้มีผู้เข้าใช้ห้องสมุดเฉลี่ย 1.4 ล้านคนต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ก่อตั้ง ความสำเร็จของห้องสมุดแห่งแรกนี้น นำมาใช้เป็นต้นแบบในการก่อตั้งห้องสมุดศิลปะแห่งแรกขึ้น คือ library@esplanade ที่ Esplanade Theatre โรงละครบนอ่าว

ฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จของห้องสมุดออร์ชาร์ด มี 3 อย่าง คือ
Gear 1 : Empathy & deep user understanding : a deep drive with a broad lens
มีความเข้าอกเข้าใจผู้ใช้บริการอย่างลึกซึ้งแท้จริง เพื่อขับเคลื่อนในเชิงลึกและมองเห็นในวงกว้าง
Gear 2 : Concept visualization : Ideation, Prototyping & User Evaluation
การสร้างภาพแนวคิด การสร้างแบบจำลอง และการประเมินผู้ใช้บริการ
Gear 3 : Strategic business design : Activity system design & evaluation
การออกแบบบธุรกิจเชิงกลยุทธ์: การออกแบบและประเมินระบบกิจกรรม

การออกแบบจำลองพื้นที่ ต้องคำนึงถึงด้านกายภาพ ทางสังคม ทางอารมณ์ความรู้สึก ด้านการสื่อสาร และ ด้าน    อัตลักษณ์ เพื่อรองรับผู้รับบริการทุกกลุ่มทุกเพศทุกวัยที่แตกต่างทางสถานภาพ อายุ สังคมและความรู้ โดยผ่านกระบวนการ design thinking process  จึงได้พื้นที่ซึ่งหลากหลายตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ตาม life style รูปแบบต่างๆ จากนั้นเชิญผู้ใช้บริการเข้ามาทดลองใช้จริง ถ้าไม่ดีก็ปรับปรุงก่อน

Library Says "THE LIBRARY IS FOR EVERYONE"

นอกจากห้องสมุดออร์ชาร์ดแล้ว สิงคโปร์ยังมีห้องสมุดประชาชนอีกหลายแห่ง ที่มีภูมิสถาปัตย์สวยงามน่าเยี่ยมชมและน่าใช้บริการ ได้แก่

1. PASIR RIS PUBLIC LIBRARY
2. SENGKANG PUBLIC LIBRARY
3. BUKIT PANJANG PUBLIC LIBRARY
4. TAMPINES REGIONAL LIBRARY
5. BEDOK PUBLIC LIBRARY

Ms. Kang วิทยากรพูดทิ้งท้ายไว้ว่า
เมื่อโลกเปลี่ยน ห้องสมุดก็ต้องเปลี่ยนด้วย และกลยุทธ์ที่นำมาใช้คือ “design thinking” ซึ่งหมายถึง กระบวนการคิดเพื่อให้เข้าใจปัญหาต่างๆอย่างลึกซึ้ง โดยเอาผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง และนำเอาความคิดสร้างสรรค์และมุมมองจากคนหลายๆ คน มาสร้างไอเดีย แนวทางการแก้ไข และนำเอาแนวทางต่าง ๆ นั้นมาทดสอบและพัฒนา เพื่อให้ได้แนวทางหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้และสถานการณ์นั้นๆ ...ท่านผู้อ่านเห็นด้วยหรือไม่คะ
อ้างอิงเว็บไซต์
https://www.nlb.gov.sg/VisitUs/BranchDetails/tabid/140/bid/337/Default.aspx?branch=library%40orchard

สไลด์วิทยากร

Every reader a library every library its reader_BKK_compressed

 

การบรรยาย เรื่อง “START UP to you ระบบจองคิวออนไลน์ ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น”
โดย คุณนิพิษฐาน เทพพิทักษ์
CXO: Chief Experience officer บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) จำกัด

QUEQ (อ่านว่า คิว คิว แอพพลิเคชั่น) คือ อะไร?
ระบบนี้ได้แนวคิดจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทได้ไปทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคาร และมีการรอคิวนานมาก ประมาณ 200 คิว เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการรอคิวนาน จึงคิดว่าควรมีระบบการจัดการคิวที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดจำนวนการรอคิวนาน เริ่มแรกดำเนินการทดลองกับร้านอาหาร และทำการสำรวจพฤติกรรมคนใช้บริการในร้านอาหาร ใช้เวลาเฉลี่ยนานเท่าไหร่ มีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง โดยบริษัทได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นมา ทดลองในช่วงเวลา 6 เดือน ผลการตอบรับเป็นที่พอใจจาก ผู้รอคิวอย่างมาก เป็นการช่วยลดปัญหาการใช้บริการ สามารถจัดการระบบคิวของร้านได้สะดวกมากขึ้น และเก็บ Feedback ของผู้ใช้บริการเพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบแอพพลิเคชั่น
มีร้านอาหาร โรงพยาบาล รวมทั้งบริการต่างๆ ได้นำระบบคิวคิว แอพพลิเคชั่น มาใช้อย่างแพร่หลาย ปัจจุบันมีแบรนด์ที่มาใช้ 60 แบรนด์ มีขั้นตอนการบริหารจัดการ ดังนี้
1. เลือกร้าน ในระยะทาง 2 ก.ม.เพื่อกดจองคิว สำหรับการใช้บริการ
2. การจองคิว
3. รับบัตรคิว
4. รอรับการแจ้งเตือน ทางระบบโทรศัพท์มือถือของผู้จองคิว
ปัจจุบันระบบคิวคิว แอพพลิเคชั่น เปิดใช้บริการมา 3 ปีแล้ว ได้มีการพัฒนาและปรับปรุง เป็น Version 2.0
จากการสำรวจผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมียอด Download ใกล้ถึง 1 ล้านครั้ง จำนวนผู้ใช้บริการ ใกล้ถึง 1 ล้านราย ในอนาคตการบริการจะคลอบคลุมการบริหารจัดการ ไม่เฉพาะร้านอาหารเท่านั้น แต่จะให้บริการถึงโรงพยาบาลรัฐ สถาบันเสริมความงาม ซึ่งมีผู้นิยมใช้บริการมากขึ้น สามารถ Download ได้ฟรี โดยเลือกแอพพลิเคชั่นได้ที่ “QUEQ: no more one line” แต่สำหรับผู้ให้บริการระบบจะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ

คลิกดูวิดีโอแนะนำ QueQ

https://play.google.com/store/apps/details?id=com.jorlek.queqcustomer&hl=th

‘คิวคิว’ ชีวิตดีได้ไม่ต้องรอคิว.

ดูที่ http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/718507

การบรรยาย เรื่อง “ความชัดเจนของสังคมดิจิทัลในอนาคต (Sharping the future of Digital Societies)
โดย นางไอรดา เหลืองวิไล
(รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

โลกสังคมยุคดิจิทัลปัจจุบัน จะเห็นว่าในเวลา 1 นาที จะมีข้อมูลเกิดขึ้นมากมาย จากการ Search Engine จาก Google รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ประเภทต่างๆ จึงทำให้เกิดการนำระบบเทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารจัดการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้พนักงาน เช่น การสแกน QR Code สินค้าเพื่อต้องการทราบราคา เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น ร้าน KFC ประเทศจีน ได้นำระบบ Facial Recognition: Smile to Pay หรือระบบ “ยิ้มแล้วจ่าย” โดยใช้รูปใบหน้าของบุคคลผูกติดกับเลขที่บัญชี เป็นเทคโนโลยีลักษณะ Biometric ซึ่งใช้ใบหน้า / ม่านตา / ลายนิ้วมือ / เส้นผม เป็นต้น
นำระบบ Facial Recognition มาใช้สำหรับผู้ทำผิดกฎจราจร เพื่อจับกุมผู้ไม่ข้ามทางม้าลาย โดยการถ่ายรูปบุคคล เพื่อเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ฐานข้อมูลผู้ทำผิดกฎหมาย ฐานข้อมูลการตรวจคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือกรณีเด็กหาย ซึ่งประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีมาช่วยทำให้เกิดความรวดเร็ว สามารถสืบค้นข้อมูลจากใบหน้าและเชื่อมโยงกับกล้องวงจรปิด (CCTV) ได้
การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการเช่ารถจักรยานผ่านแอพพลิเคชั่น มีระบบ GPS ติดตามเพื่อแสดงตำแหน่งของรถ ทำให้สะดวก ประหยัด มีระบบล็อกและปลดล็อกอัตโนมัติ ด้วยการสแกน QR Code พร้อมระบุจุดจอดรถบนหน้าจอแอพพลิเคชั่น
ถังขยะอัจฉริยะ มีการติดตั้งระบบเพื่อคำนวณปริมาณขยะ
บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ได้แก่ ดูแลผู้สูงอายุ และ เด็ก มีระบบจัดการพลังงาน ระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติภายใน และรอบๆ ตัวบ้าน โดยการเชื่อมต่อกับระบบ Internet / Wifi และ Smart Phone

รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญสำหรับดิจิทัลของโลก ในปี พ.ศ. 2561 พบว่า ประชากรทั้งหมด จำนวน
7.593 พันล้าน (55%) ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จำนวน 4.021 พันล้าน (53%) ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย จำนวน 3.196 พันล้าน (42%) ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 5.135 ล้านคน (68%)

สถิติการใช้ดิจิทัลของคนไทย (ที่มา: We are Social 2018)

ธุรกิจ/บริการยุคดิจิทัลในประเทศไทย
แอปพลิเคชั่นสาหรับชาระเงินที่ใช้ในประเทศไทย
Digital Banking ในประเทศไทย
แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DGA) โดย สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) สำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2560-2564) ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 6 ข้อ ดังนี้
1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ (เข้าถึง/พร้อมใช้/จ่ายได้)
2. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (ขับเคลื่อน New S-Curve เพิ่มศักยภาพ สร้างธุรกิจ เพิ่มมูลค่า)
3. สร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (สร้างการมีส่วนร่วม การใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม)
4. ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (โปร่งใส อำนวยความสะดวก รวดเร็ว เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน)
5. พัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (สร้างคน สร้างงาน สร้างความเข้มแข็งจากภายใน)
6. สร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (กฎระเบียนทันสมัย เชื่อมั่นในการลงทุน มีความมั่นคงปลอดภัย)
รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government)
สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) เปลี่ยนเป็น สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) ชื่อภาษาอังกฤษ คือ "Digital Government Development Agency (Public Organization-DGA") ตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2561 ประเด็นหลักในกฎหมายฉบับนี้ คือ ย้ายสังกัดจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาอยู่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นการสร้างศูนย์ข้อมูลภาครัฐให้มีความเชื่อมโยงข้อมูล และระบบการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ และพัฒนาบริการดิจิทัลภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว
หลักการพัฒนาประเทศที่สำคัญในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ยึดหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง / การพัฒนาที่ยั่งยืน / คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา
ไทยแลนด์ 4.0 มีเป้าหมาย เพื่อ ปรับเปลี่ยน โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่ง การส่งออก และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไปสู่ เศรษฐกิจที่เพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ โดยอาศัยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี เน้นที่การผลักดันให้เป็น Smart SMEs ; Smart Farmers เป็นต้น
วิสัยทัศน์ การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย “ยกระดับภาครัฐไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน มีการทำงานแบบอัจฉริยะ ให้บริการโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และ ขับเคลื่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง”
รัฐบาลดิจิทัล คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นกลยุทธ์และเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำบริการ โดยปรับปรุงการบริหารจัดการและบูรณาการการทำงานและข้อมูลภาครัฐให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการให้บริการสำหรับประชาชน และมีการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐต่อสาธารณชนเพื่อความโปร่งใส และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ส่วนราชการควรช่วยกันพัฒนาโดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Content/knowledge/innovation Sharing infrastructure)

(ร่าง) แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564

One Stop Service (OSS)
การเข้าถึงทุกบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง ไม่มี User name/Password มีแพลตฟอร์มในการทำงานของแอปพลิเคชัน ณ จุดเดียวแต่เข้าถึงได้ทุกบริการ โดยมีช่องทางการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการภาครัฐ ที่เรียกว่า Government Smart Kiosk ได้ด้วยบัตรประชาชนเพียงใบเดียว
บริการของภาครัฐที่เปิดให้บริการแล้ว ได้แก่
1. Application CITIZENinfo เป็นเครื่องมือติดตามความก้าวหน้าในการยกเลิกสำเนาเอกสาร และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการ
2. Application“RDU รู้เรื่องยา” เป็นเครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกของประชาชนในการใช้ยาอย่างมีประสิทธภาพ โดยการสแกน QR Code ใช้งานผ่านสัญญาณ 3G/4G หรือ Wifi ในการอ่านข้อมูลแบบ Real time และสามารถดาวโหลด เก็บไว้อ่านได้
3. Application“DoctorAsksMyanmar” เป็นเครื่องมือสำหรับคุณหมอและพยาบาล ในการแปลภาษาสื่อสารกับผู้ป่วยต่างชาติ จัดทำแอปโดยสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ EGA และ สสส. เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับประชาชนในประชมคมอาเซียน ให้พร้อมสำหรับการเปิด AEC ในเรื่องบริการด้านสุขภาพ โดยแอพนี้ออกแบบในรูปแบบภาษาไทยพร้อมภาษาพม่าและเสียงพม่า เพื่อไว้ใช้สื่อสารกับแรงงานพม่าได้
4. G-News (สื่อออนไลน์ภาครัฐ) เป็นเครื่องมือแจ้งข้อมูลข่าวสารและบริการภาครัฐ โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว บริการรัฐที่เปิดให้บริการแล้ว ดังนี้
1. การตรวจสอบข้อมูล ได้แก่
- ข้อมูลบุคคล บัญชีสินเชื่อในเครดิตบูโรแบบสรุป (บริษัท ข้อมูลเครดิตบูโรแห่งชาติ)
- ประวัติการเบิกจ่ายอุปกรณ์คนพิการ (สานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
- ข้อมูลผู้ใช้น้ำประปา (การประปานครหลวง)
- ข้อมูลนัดหมาย (รพ.รามาธิบดี)
- ระบบตรวจสอบข้อมูลสุขภาพ ในสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข)
- ระบบประวัติการฟื้นฟู: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- ข้อมูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ)
2. การตรวจสอบสิทธิ์
- เงินสะสมกรณีชราภาพ (สำนักงานประกันสังคม)
- สิทธิ์การรับเบี้ยคนพิการ (กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น)
- สิทธิ์ประกันสุขภาพ (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
- สิทธิ์ประกันสังคม (สำนักงานประกันสังคม)
- ระบบตรวจสอบสิทธิ์รับรองสิทธิ์อัตโนมัติ (รพ.ราขวิถี)
3. การติดตามผล
- ติดตามเรื่องร้องเรียน (สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน)
4. ดูข้อมูล
- ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ (info.go.th): สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 9 ด้าน

“Data will become the biggest production material in the future, it will become a public resource like water, electricity and oil. With computing capabilities and data, mankind will go through changes that flip heaven and earth.”

"ในอนาคตข้อมูลจะกลายเป็นสิ่งที่ มีการผลิตขึ้นจำนวนมากมายมหาศาล และต่อไปนี้ข้อมูลจะกลายเป็นเสมือนทรัพยากรสาธารณะ เช่นเดียวกับ น้ำ ไฟฟ้า และน้ำมัน และด้วยความสามารถของของเทคโนโลยีระบบประมวลผลข้อมูลขั้นสูงจะทำให้มนุษย์จะก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้ราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ

Jack Ma, Founder of Alibaba

=======================================

Ideas don’t come out fully formed. They only become clear as you work on them. You just have to get started… The idea of a single eureka moment is a dangerous lie. It makes us feel inadequate since we haven’t had ours. It prevents people with seeds of good ideas from getting started

ความคิดจะไม่ออกมาครั้งเดียวอย่างเต็มรูปแบบ  แต่ความคิดจะค่อยๆชัดเจนขึ้นในขณะที่คุณทำงานคลุกคลีกับมัน  ถ้าคุณมีความคิดคุณเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น ... ความคิดในช่วงเวลาแว็บเดียวอาจเป็นเรื่องหลอกลวงที่เป็นอันตรายก็ได้  มันสามารถหลอกให้เราหลงรู้สึกไม่เพียงพอและอยากได้เป็นของตน มันเป็นสิ่งที่ปิดกั้นคนจากเมล็ดพันธุ์แห่งความคิดของการเริ่มต้นที่ดี

Mark Zuckerberg, Founder of Facebook
Harvard University
Commencement Day 25 May 2017

=======================================

2017 Digital transformation is not just about technology. It is about a cultural change; changing the ways we think and operate.To stay relevant we need to fundamentally re-imagine how we engage and serve our citizens, from the outside-in.

ในปี 2017 การเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีเท่านั้น แต่มันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่ทำให้เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีดำเนินการ ในการรักษาความเกี่ยวข้อง เราจำเป็นต้องที่เรามีส่วนร่วมและให้บริการประชาชนของเราจาก outside in (หรือมองจากมุมมองสร้างจินตนาการใหม่ ทำอย่างไรจะหาวิธีการของลูกค้าเป็นหลัก ว่าเขามีปัญหาอะไร และเราช่วยแก้ไขปัญหาให้เขาได้อย่างไร)

Tim Occleshaw
New Zealand Government Chief Technology Officer
Canberra OpenGovLeadership Forum 2017
13 July 2017

การบรรยาย เรื่อง “การประยุกต์ใช้ Digital Transformation เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์”

โดย ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต

รองผู้อำนวยการสำนักงาน (กลุ่มสังคมและกำลังคนดิจิทัล) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

Digital Disruption หรือ “การพลิกผันทางดิจิทัล” คือ สภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจขึ้นมาใหม่ นวัตกรรมและรูปแบบใหม่เหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อมูลค่าของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ในอุตสาหกรรมเดิม ทำให้วงการสื่อและวงการบันเทิงหรือการค้าต้อง “หยุดชะงัก” โดยการเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงของผู้บริโภค และสร้างรายได้จากการลงโฆษณาของผู้ที่จะโฆษณา
ยุคที่ 1 ปี 1995+ เกิดขึ้นกับวงการเพลง ร้านถ่ายรูป การเช่าวีดิโอ ฯลฯ
ยุคที่ 2 ปี 2005+ เกิดชึ้นกับวงการสื่อสารมวลชน หนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว ฯลฯ
บางสื่อได้ทยอยปิดตัวลง แต่ผู้เสพสื่อสามารถเข้าไปค้นหาได้จากทางออนไลน์
ยุคที่ 3 ปี 2015+ เกิดชึ้นกับสถาบันทางการเงิน ธนาคาร ฯลฯ
ยุคที่ 4 ปี 2020+ เกิดชึ้นจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจและนวัตกรรมรูปแบบใหม่
เรียกว่า Digital Disruption หรือ “การพลิกผันทางดิจิทัล”

รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญสำหรับดิจิทัลประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2561 พบว่า ประชากรทั้งหมด จำนวน
69.11 ล้านคน (53%) ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จำนวน 57 ล้านคน (82%) ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย จำนวน 51 ล้านคน (74%) หมายเลขโทรศัพท์ที่จดทะเบียน จำนวน 55.56 ล้านคน (80%) ผู้ใช้ Smart Phone/Tablet จำนวน 46 ล้านคน (67%)
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และขีดความสามารถในยุค digital disruption มีทักษะด้านเทคโนโลยี และตรงกับวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปทางดิจิทัลให้สำเร็จ และส่งผลกระทบในวงกว้างทางสังคม ตั้งแต่การสร้างงาน ไปจนถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น แต่ควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในด้านการพัฒนาทักษะของบุคลากรและการปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรอย่างมาก ผลกระทบของ digital disruption ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนี้ จะส่งผลต่อสังคมในวงกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต

Thailand 4.0

ปัจจุบันประเทศไทยยังติดอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจแบบ “ทำมาก ได้น้อย” จึงต้องการปรับเปลี่ยนเป็น “ทำน้อย ได้มาก”

ก็จะต้องเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” ในแต่ละช่วงยุคสมัย มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย

  • ภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
  • ภาคการเกษตรก็ต้องเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยีหรือ Smart Farming โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ
  • เปลี่ยนจาก SMEs แบบเดิมไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง
  • เปลี่ยนจากรูปแบบบริการแบบเดิมซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่บริการที่มีมูลค่าสูง
  • เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้และทักษะสูง

(หมายเหตุ: Startups คือ การเริ่มต้นธุรกิจเพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีวิธีสร้างรายได้ที่สามารถหาเงินแบบทำซ้ำและขยายได้ง่ายนั่นเอง     ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือเห็นโอกาสที่ยังไม่มีใครเคยเห็น เช่น แอพพลิเคชั่นเคลมประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุด้วยตัวเอง แอพพลิเคชั่นรวมที่จอดรถ เป็นต้น)

การขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลของ Thailand 4.0 คือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งโมเดลนี้จะสำเร็จได้ ต้องใช้แนวทาง สานพลังประชารัฐ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ธนาคาร ประชาชน สถาบันศึกษา และสถาบันวิจัยต่างๆ ประกอบกับการส่งเสริม SME และ Startup เพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมต้องมีโครงสร้างด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมที่มีคุณภาพ มีอินเตอร์เน็ตที่คลอบคลุมประชากรมากที่สุด เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยการเปลี่ยนแปลง โดยการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินชีวิต เช่น ผู้คนใช้มือถือ หรือ การสื่อสารช่องทาง Social media ทำให้ทุกคนเข้าถึงสื่อออนไลน์มากขึ้น  ทำให้การใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างงานหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ในยุค Thailand 3.0 คือ มูลค่าเพิ่มของสินค้าหรือบริการ (Value-added) และในยุค Thailand 4.0  คือ การพัฒนามูลค่าเพิ่มของสินค้าหรือบริการใหม่ โดยสร้างสรรค์ไอเดียและแนวคิดเพื่อเอาชนะใจลูกค้า (Value-creation) เช่น บริการรับจ้างจับโปรเกม่อน การหารายได้จากการเล่นเกมส์ออนไลน์ กิจการรถแท็กซี่มิเตอร์ Grab และ UBER ผ่านแอพพลิเคชั่น เครือข่ายแท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแต่ไม่มีรถแท็กซี่สักคัน แต่สามารถบริหารจัดการในการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หมายเหตุ

Value-added การเพิ่มมูลค่าสินค้าหรือบริการ ที่เกิดจากความสามารถของพนักงานภายในองค์กรในการผลิต หรือการเปลี่ยนแปลงวัสดุพื้นฐานให้มีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคต้องการ
Value Creation การพัฒนามูลค่าเพิ่ม ให้กับสินค้าหรือบริการ โดยการสร้างสรรค์ไอเดียและแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ที่จะทำ ให้ธุรกิจสามารถเอาชนะใจลูกค้าและประสบความสำเร็จ
Prosumer เป็นการผสมคำระหว่างคำว่า "producer กับ consumer" คือ การผลิตกับการบริโภค หรือ ผู้ผลิตกับผู้บริโภค คำสองคำนี้ต้องไปด้วยกันเสมอในโลกปัจจุบัน ทำให้มีมุมมองในการเข้าใจผู้บริโภค ยุค 4.0 ดังนี้

- ผู้บริโภคสนใจการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์และสร้างเนื้อหาสาระของตนผ่านสื่อที่เปิดเสรี
ให้บริการฟรีต่างๆ
- ผู้บริโภคมีลักษณะเป็นกบฏ (Rebellion) ชอบลองของใหม่ไม่ค่อยมีความภักดีมากเช่นเดิม ผู้บริโภคมีความซับซ้อนขึ้น
มีความอดทนต่ำลงและพร้อมที่จะเปลี่ยนใจทุกเมื่อ
- แนวโน้มในเรื่องความแตกต่างด้านเพศน้อยลงคือ มีความเสมอภาค และทัดเทียมระหว่างหญิงชาย
- ระดับการศึกษาของผู้บริโภคสูงขึ้น มีความฉลาด ทำให้ Brand Loyalty ลดลงและเกิดความรู้สึกในความแตกต่าง
ระหว่างแบรนด์ลดต่ำลง
- ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดในการที่จะสร้างสมการชีวิตที่สมบูรณ์ให้ได้คือ เรื่องงาน ครอบครัว ความสุขและความบันเทิง
ส่วนตัว (Triangle of Success) มองการสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวมากกว่าค่าตอบแทน
- ผู้บริโภคใส่ใจในสุขภาพ (Health Conscious)
- ผู้บริโภคมองแบรนด์ว่าไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกอย่างแต่เป็นการยอมรับแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบ รู้จักขอโทษเมื่อเกิดความ
ผิดพลาดขึ้นและทำด้วยความจริงใจ
- ผู้บริโภคจะค้นหาความจริงจากสิ่งที่แบรนด์สื่อสารกรณีที่สงสัยสิ่งที่แบรนด์กล่าวอ้าง โดยทำตัวเป็นนักสืบขุดคุ้ยความจริงมา
นำเสนอและอาจก่อให้เกิดกระแสบนโลกออนไลน์
- ผู้บริโภคต้องการร่วมสรรค์สร้างและแบ่งปัน โดยเปลี่ยนจากสิ่งที่ทำเพื่อขายผู้บริโภค (To Consumer) เป็นแบรนด์ที่ผลิต
สินค้าร่วมกับผู้บริโภค (With Consumer) คือผู้บริโภคมีส่วนในการ Co-creation
- ผู้บริโภคกำหนดนิยามให้กับวิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง สร้าง Life Stories ของตนเอง เป็น Art of Living แทนที่จะ
ดำเนินชีวิตคล้อยตามวิถีชีวิตและแบบแผนแบบเดิมๆ หรือการสร้าง Crowd culture โดย ผู้บริโภคจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ
ขึ้นเองอยู่สมอไม่มีแบบแผน และไม่จำเป็นต้องสืบทอดต่อๆ กันมาแต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นเอง

ภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)
ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ภาครัฐเร่งผลักดันเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของไทย โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
จะเห็นความคืบหน้าของนโยบายดังกล่าวผ่านการจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การจัดทำแผนงาน
Digital Thailand ตลอดจนการเร่งผลักดันโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
ภาครัฐได้ประกาศแผน “Digital Thailand” ที่มุ่งเน้นการวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ซึ่งจะ
สร้างโอกาสให้แก่อุตสาหกรรม ICT ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเป็นกุญแจสำคัญที่จะให้ไทยก้าวเข้าสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” หรือ “ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยโครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการเพื่อยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะต่อยอดให้เกิดการพัฒนาด้านนวัตกรรม อาทิ โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน 40,432 แห่ง และโครงการเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งโครงการที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเหล่านี้ ย่อมส่งผลบวกโดยตรงต่อทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตัวแทนจัดจำหน่ายอุปกรณ์ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISPs) และผู้ออกแบบและรับติดตั้งระบบ (system integrator)
นอกจากนี้ แผน Digital Thailand ยังเป็นการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ธุรกิจประเภทอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ
Startup และ SMEs ที่จะได้รับองค์ความรู้ผ่านการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการและการให้ความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซ หรือแม้กระทั่งธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจโลจิสติกส์ที่จะได้รับประโยชน์ตามมาจากความต้องการใช้เทคโนโลยีและความต้องการในการขนส่งสินค้าเพื่อรองรับตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด

การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล
Digital Transformation การนำ Digital Technology เข้ามาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับรากฐาน กระบวนการทำงาน จนถึงกระบวนการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า และมากกว่านั้นอาจถึงขั้นเป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กรให้สามารถท้าทายกับสิ่งเดิมๆ จึงมีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ คือ วิธีการทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดเองได้ หรือ มีปัญญาในกระบวนการ ต่างๆ โดยการ Engage your customers ดึงดูดลูกค้า / Empower your employees การให้อำนาจแก่พนักงาน / Optimize your operations การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ Transform your products การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์

ปัจจุบัน โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว การสร้างบุคลากรในประเทศให้พร้อมสำหรับ Digital Transformation คือ การใช้ประโยชน์จากดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เช่น โอกาสทางการศึกษา โอกาสในการทำงานให้ประชาชนสามารถใช้เครื่องมือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนให้สูงขึ้นกว่าเดิม เช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ต เพื่อศึกษาเรื่องต่างๆได้ด้วยตัวเอง หรือการมีร้านค้าในโลกออนไลน์เพื่อขยายช่องทางในการขายสินค้าได้กว้างขึ้น การพัฒนากำลังคนดิจิทัล เป็นการพัฒนาคนให้พร้อมสำหรับ Digital Transformation การส่งเสริมทุนมนุษย์ เพราะ คน คือปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการทุกอย่าง การส่งเสริมให้คนไทยนำดิจิทัลไปใช้ในการทำธุรกิจ และกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในเชิงสังคม วัฒนธรรมและความมั่นคง ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ในระดับชุมชน ผู้สูงอายุ และเยาวชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดขุมกำลังดิจิทัลอย่างทั่วถึง เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ดิจิทัลในการพัฒนาประเทศ ความท้าทายที่สำคัญของประเทศไทย คือ กำลังคนด้านดิจิทัลชองไทยมีปริมาณมาก แต่กำลังคนที่มีคุณภาพสูงที่สามารถทำงานได้จริงมีปริมาณน้อย ทำให้ดูเหมือนประเทศไทยขาดกำลังคนด้านดิจิทัล หากประเทศไทยต้องการเพิ่มกำลังคนด้านดิจิทัลเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับคุณภาพของกำลังคนด้านดิจิทัลอย่างเร่งด่วน ภาครัฐควรอำนวยความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาทำงานของนักวิชาชีพดิจิทัลที่มีทักษะสูงให้มากขึ้น มุ่งปรับปรุงคุณภาพการศึกษาด้านดิจิทัล โดยสร้างกลไกให้ภาคเอกชนให้ข้อมูลทักษะกำลังคนที่ต้องการแก่สถาบันการศึกษา ภาคการศึกษาควรจัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและหลักสูตร ขยายโครงการนักศึกษาฝึกงาน และเพิ่มจำนวนอาจารย์ที่มีคุณภาพ และที่สำคัญภาครัฐต้องมุ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างการวิจัยพัฒนาด้านดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

สภาวการณ์แรงงานดิจิทัลไทยในปัจจุบัน / ทักษะดิจิทัล (Digital Skill) ที่ต้องพัฒนาในยุค Digital Transformation

  • จากการสำรวจสถานภาพแรงงานไทย ปี 2557 ประเทศไทยมีแรงงานไอซีที 364,473 คน
  • แรงงานที่มีอาชีพโปรแกรมเมอร์และแรงงานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์มีจานวน 55,873 ราย เติบโตขึ้นร้อยละ 2.76 ภายใน ระยะเวลา 4 ปี
  • การปรับตัวของแรงงานในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่า ประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่ออุตสาหกรรม
  • โดยเฉพาะกาลังคนดิจิทัลยังขาดแคลนแรงงานทักษะฝีมือ การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะในการดารงชีวิตโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มรายได้ของประชาชน

ที่มี: 1. สรุปผลที่สำคัญผู้ทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ. 2558, สนง.สถิติแห่งชาติ

2. ข้อมูลสำรวจตลาดอุตสาหกรรมและบริการซอฟต์แวร์, DEPA

  • จากการสำรวจ พบว่า ค่าตอบแทนแรงงานด้านผู้บริหารจะมีค่าตอบแทนสูงสุดในกลุ่มแรงงานดิจิทัล แต่จาเป็นต้องมีประสบการณ์ในการทางานมากกว่าสาขาอื่น
  • เงินเดือนเฉลี่ยของกลุ่มนักวิเคราะห์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ กลุ่มวิศกรระบบ สามารถเพิ่มขึ้นตามประสบการณ์ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาเฉลี่ย 5 ปีขึ้นไป
  • 25% ของผู้ตอบแบบสำรวจตอบว่าเงินเดือนจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 20% หากได้รับ Certification ในสายอาชีพดิจิทัล

ปัจจุบันปัญหาการว่างงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ในเดือน ม.ค.2561 มี 37.79 ล้านคน กำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากความต้องการของตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม บริษัทฯ และองค์กรต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนจากการสรรหา “คน” ที่มีความเชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวเปลี่ยนเป็นการหา “คน” ที่สามารถเข้าใจ และใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้เกิดกระบวนการทำงานที่รวดเร็วมากขึ้น หรือเรียกง่าย ๆ ว่าต้องมี Digital skill นั่นเอง แต่เมื่อ “ดิจิทัล” มาแต่ “ทักษะ” ไม่พร้อม…จะทำอย่างไร การใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทน “คน” แม้ว่าจะทันสมัยสามารถทดแทนความสามารถของคนได้หลากหลาย แต่บางทักษะเทคโนโลยี ก็ยังไม่สามารถทดแทนได้ อาทิ ทักษะที่ต้องอาศัยจินตนาการในการคิด และสร้างสรรค์ เป็นต้น กลุ่มคนรุ่นใหม่จะมีทักษะในด้านการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆ อย่าง สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ รวมไปถึงโซเชียลมีเดีย ฯลฯ อีกมากมาย แต่ทักษะเหล่านั้นเป็นเพียงทักษะของการใช้งานในเรื่องส่วนตัว หรือเพื่อความชื่นชอบส่วนตัวเพียงเท่านั้น หาใช่ “ทักษะทางด้านดิจิทัล” (Digital Skill) ที่จะช่วยให้ยกระดับการทำธุรกิจ หรือเพิ่มมูลค่าในการแข่งขันได้
เพราะทักษะทางด้านดิจิทัลไม่ใช่แค่การใช้อุปกรณ์ หรือซอฟต์แวร์ เท่านั้น แต่ยังขาด “กระบวนคิดในเชิงดิจิทัล” (Digital Mindset) อีกด้วย และเมื่อนโยบาลรัฐบาลที่มุ่งเน้น เรื่อง “นวัตกรรม” (Innovation) ที่สามารถแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งอยู่ในช่วงการปรับปรุงกระบวนงาน และแสวงหานวัตกรรม ที่จะสามารถแก้ปัญหา และลดอุปสรรค ในการดำเนินงานแบบเดิม ๆ เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้ก้าวไปในทิศทางเดียวกันกับโลกยุคปัจจุบันได้ ด้วยการเพิ่ม ความเชื่อมโยง คล่องตัว สะดวก การทำงานได้ไม่จำกัดเวลา หรือสถานที่ ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วนั่นเอง
ดังนั้นการก้าวสู่ยุคดิจิทัล คือการปรับตัวให้มีความรู้ ความสามารถ โดยยกระดับทักษะในการใช้เทคโนโลยี และอุปกรณ์ทันสมัยรูปแบบใหม่ ๆ รวมไปถึงต้องอัพเดตความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการยกระดับใช้ซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมต่าง ๆ ในการประมวลผลข้อมูล และป้อนคำสั่งได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้การเป็นคนที่สามารถทำงานในองค์กรยุคดิจิทัล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดอยู่เสมอ
ทำไมจำเป็นต้องเพิ่มทักษะ และความสามารถใหม่ (Re-skill) เนื่องจากเรากำลังอยู่ในยุคของการนำ ระบบคลาวด์ (Cloud) โมบาย (Mobile) โซเชียลมีเดีย (Social Media) บิ๊กดาต้า (Big Data) และประสบการณ์ด้านดิจิทัล (Digital experience) มารวมกัน และสร้างเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ทันทีทันใด การใช้ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence : AI) ช่วยให้บริษัทฯ ต่าง ๆ ต้องการหาวิธีทำงานที่เร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับบริษัทได้สะดวกมากขึ้น เพราะยิ่งมีทักษะมากเท่าใด ย่อมหมายการที่ก้าวสู่การแรงงานที่เป็น แรงงานที่มีนวัตกรรม (Innovation Workforce) และ มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative Workforce) ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กร ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั่วโลก ทักษะ ไอที ยิ่งมี ยิ่งไปไกล การก้าวสู่การเป็น “คน” ที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการสังคมในยุคของดิจิทัลนี้ จำเป็นที่ต้องพัฒนาทักษะทางด้านไอที อย่างน้อย 6 ด้าน คือ

  1. การยกระดับความสามารถใน “การใช้เครื่องมือที่มีอยู่เทคโนโลยี” (Tools & Technologies) ต่าง ๆ ต้องสร้างการเรียนรู้ให้กับตนเอง ต้องให้มีทักษะในด้านของความเข้าใจในพื้นฐานว่าเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งฮาร์ดแวร์ (Hardware) และ ซอฟต์แวร์ (Software) มีกระบวนการทำงานอย่างไร มีความสามารถการทำงานร่วมกันกับเครื่องมือทางเทคโนโลยีอื่น ๆ (Collaboration Tools) ได้สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วในยุคปัจจุบันกับเทคโนโลยีที่เราเรียกว่า “อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์” (Internet of Things) หรือ ไอโอที นั่นเอง
  2. การค้นหา และใช้งาน” (Find & Use) ทักษะของการค้นหา และนำไปใช้งานนี้ ไม่ใช่แค่เพียงการเข้าค้นข้อมูลจาก “กูเกิล” (Google) หรือ “เสิร์ชเอนจิน” (Search Engine) ต่าง ๆ ได้เพียงเท่านั้น แต่รวมไปถึงทักษะความสามารถในการที่จะนำไปวิเคราะห์ และตัดสินใจ นำข้อมูล ที่มีอยู่มากมาย ในโลกอินเตอร์เน็ตมาใช้งานได้อย่างมีประโยชน์ และมีประสิทธิภาพ โดยเข้าใจถึงลิขสิทธิ์ของข้อมูล และการนำไปใช้
  3. การสอน และเรียนรู้ (Teach & Learn) เป็นทักษะที่ต้องอาศัยความร่วมมือกัน เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครสามารถรู้ หรือเชี่ยวชาญเทคโนโลยีไปได้ทุกอย่าง จึงต้องจำเป็นต้องมีการแบ่งปันองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ คือทั้งผู้เรียน และผู้สอน จำเป็นต้องมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกต้องอยู่แล้วในระดับหนึ่ง รวมถึงการใช้เครื่องมือในการนำเสนอ (Presentation Tools) ได้เป็นอย่างดี ทักษะนี้ถือเป็นทักษะที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้มีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้ความรู้อยู่มาก ในรูปแบบ ออนไลน์ทำให้สามารถเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบของ วีดีโอ (Video) ที่มีบอกทั้งวิธีการทำการตลาด (Marketing) หรือแม้แต่ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science) ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง หรือลงทุนไปเรียนในต่างประเทศ
  4. การสื่อสาร และความร่วมมือ (Communication and Collaborate) โลกของดิจิทัล ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งชีวิต และสร้างในเกิดสังคมใหม่ๆ ที่แบ่งแยกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ มากขึ้น และยิ่งเทคโนโลยีทำให้ทุกคนเชื่อมต่อกัน สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มในเรื่องทักษะในการทำงานแบบใหม่ ด้วยการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อีเมล (E-mail) วิดีโอ        คอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) วิกิ (Wiki) แมสเสจจิง (Messaging) และเครื่องมือทางเทคโนโลยี (Colloboration Tools) ในการการแชร์ข้อมูล เพื่อที่จะให้สามารถทำงานร่วมกันได้ในสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
  1. การสร้างใหม่ และ นวัตกรรม (Create and Innovate) ความก้าวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้สามารถที่จะสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถตอบสนองต่อการทำงานได้ดีมากขึ้นและง่ายมากขึ้น ทั้งในรูปของ ข้อความ รูปภาพ ซอฟต์แวร์ หรือบริการต่าง ๆ แต่ก่อนที่จะสามารถสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆได้นั่น เราจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีทักษะในการสร้างเนื้อหาออกมาในรูปแบบของดิจิทัลได้ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น “ดิจิทัล อิมเมจ” (Digital Images) “กราฟฟิก ดีไซน์” (Graphics Design) หมายถึงการเขียนโปรแกรม (Programming) หรือ การเขียนโค้ด (Coding) ด้วย เพราะเป็นทักษะที่สามารถหยิบเอาสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ ทั้งจากภายใน องค์กร และภายนอก มาสร้างนวัตกรรมสิ่งใหม่ๆได้ ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน และเป็นที่รู้จัก ก็คือ บริการแชร์ห้องพัก แอร์บีเอ็นบี (Airbnb) และบริการแชร์รถยนต์อย่าง อูเบอร์ (Uber) ที่ไม่ได้ลงทุน แต่สามารถใช้สิ่งที่มีอยู่มาสร้างจนเกิดเป็นธุรกิจที่คนใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นต้น
  2. อัตลักษณ์ และสุขภาวะ (Identity & Wellbeing) คือเรื่องการแสดงตัวตน และเรื่องของการมีสุขภาพจิตใจที่ดี แต่ในความจริงแล้วมันหมายถึงการเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล อย่างมีความปลอดภัย มากกว่า เพราะยิ่งเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้ามากเท่าใด ย่อมหมายถึงการที่เราจะได้พบเจอกับความเสี่ยงต่อการใช้งาน ซึ่งจากภัยคุกคามต่าง ๆ ทางด้านดิจิทัลมากขึ้น จำเป็นต้องยกระดับทักษะ และความตะหนักรู้เท่าทัน ในเรื่องปกป้องข้อมูลตัวเอง และข้อมูลขององค์กร ตลอดจนการระมัดระวังในการเก็บ หรือตั้งรหัส ที่แสดงตัวตน ผ่านเครื่องมือทางเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงความรับผิดชอบในการดูแล และป้องกันข้อมูลของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับเรา หรือบริษัทฯ เพราะหากไม่มีทักษะในด้านนี้ ผลของความเสียหายรุนแรงมาก จนถึงขั้นที่ไม่สามารถจะรับผิดชอบได้เลย

เราเริ่มที่จะยกระดับทักษะของตนเอง เพราะปัจจุบันมีเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ได้รับทราบข้อมูลเชิงลึก และข้อมูล ที่ช่วยให้เข้าใจกระบวนการในสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งหากเราสามารถมีทักษะที่ดีมากเพียงก็ย่อมที่จะส่งผลให้เกิดความสามารถที่ดีที่สุดมาใช้งานได้

ICDL (International Computer Driving License) 

วุฒิบัตรมาตรฐานสากลด้านทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

ได้จัดมาตรฐานระดับสมรถนะด้านทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นที่ยอมรับและอ้างอิงอย่างกว้าขวาง ดังนี้

Digital Manpower

กำลังคนดิจิทัล: การสร้างศักยภาพขีดความสามารถกำลังคนด้านดิจิทัลเดิมและใหม่ เน้นการตอบสนองความต้องการของตลาดในทุกภาคส่วน โดยรวมถึงกิจกรรมที่ครอบคลุมเรื่องการศึกษาและฝึกอบรมในทุกระดับ การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายหน่วยผลิตกำลังคนดิจิทัล การสนับสนุนส่งเสริมการผลิตกำลังคนดิจิทัลในด้านต่างๆ การส่งเสริมศักยภาพผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความสามารถพิเศษด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาสมรรถภาพและขีดความสามารถกำลังคนดิจิทัลในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ การยกระดับความสามารถทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่แรงงานทั่วไป การสร้างความตื่นตัวความตระหนัก จิตสำนึก และวัฒนธรรม ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างคุ้มค่า ประหยัดและปลอดภัย รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ระดับทักษะการพัฒนาศักยภาพกำลังคนและบุคลากรด้านดิจิทัล และมาตรฐานอ้างอิง รวมถึงประเภทเทคโนโลยีดิจิทัลที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ได้แก่

  • ระดับการใช้งานขั้นพื้นฐาน (Digital Literacy)
  • ระดับการใช้งานในสาขาอาชีพ (Digital Professional)
  • ระดับการใช้งานขั้นผู้เชี่ยวชาญ (Digital Specialist)
  • ระดับทักษะที่มีความต้องการเร่งด่วน (High Demand Skill)

โครงการนำร่อง ร่วมกับ Microsoft และ มหาวิทยาลัยบูรพา

ผลิตคนอย่างมืออาชีพ 

ศึกษาดูงาน หอสมุดแห่งชาติ กับภาพลักษณ์โฉมใหม่

ประเทศไทยเรามีหอสมุดแห่งชาติกันมายาวนานกว่า 1 ศตวรรษ เริ่มต้นจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหอพระสมุด 3 แห่งเข้าด้วยกันในปี พ.ศ. 2448 คือ หอพุทธสาสนะสังคหะ หอพระมณเฑียรธรรม และหอพระสมุดวชิรญาณ   แล้วพระราชทานนามว่า หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร  ตั้งอยู่ ณ หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง (ปัจจุบันคือ ศาลาสหทัยสมาคม) ต่อมาหอสมุดฯ ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าจากล้นเกล้าฯ รัชกาลต่อๆ มาให้ย้ายที่ตั้ง เพิ่มจำนวนหนังสือ และขยายพื้นที่ให้บริการมาโดยลำดับ จนกระทั่งกรมศิลปากรตัดสินใจสร้างอาคารถาวรหลังใหม่ที่บริเวณท่าวาสุกรี ซึ่งแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2509 และเป็นอาคารหอสมุดที่เราใช้กันจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการต่อเติมเพื่อรองรับหนังสือและสิ่งพิมพ์ที่เพิ่มขึ้นอยู่เป็นระยะ

หลังจากปรับปรุงมาเป็นระยะเวลานาน ล่าสุดหอสมุดแห่งชาติได้เปิดบริการอย่างไม่เป็นทางการให้ประชาชนทั่วไปแล้ว โดยอาคาร 1 ซึ่งเป็นอาคารหลัก ได้จัดแบ่งพื้นที่เพื่อให้บริการวารสารในชั้น 1 หนังสือทั่วไปบนชั้น 2 และหนังสือหายากและหนังสือต่างประเทศบนชั้น 3 ในขณะที่อาคารสองเป็นที่เก็บจดหมายเหตุและงานวิจัย

บรรณารักษ์แจ้งว่าระบบค้นหาหนังสือด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่เรียบร้อย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ในการใช้บริการห้องสมุด  ปัจจุบันนี้ หอสมุดแห่งชาติไม่มีค่าบริการ และเปิดให้บริการทุกวัน เวลาทำการ วันจันทร์-วันศุกร์ 09:00-18:30น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ 09:00-17:00 น.

 

ผู้สรุปการบรรยาย
นางสุรัสวดี ดิษฐสกุล
หัวหน้าห้องสมุดสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล

นางสาวเพ็ญพิมล คงมนต์
หัวหน้าห้องสมุดสถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล
ข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2561