Open Access Journals as an Alternative Publication Outlet

วันนี้มีความรู้เกี่ยวกับ Open Access Journals as an Alternative Publication Outlet ให้กับทุกท่านได้อ่านกันค่ะ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการสัมมนาวิชาการ “การบริการสารสนเทศแบบเปิด : ร่วมมือ ผสานใจ เพื่อตอบรับไทยแลนด์ 4.0” จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันอังคารที่ 30- วันพุธที่ 31 พฤษภาคม 2560 ณ ห้องประชุม Convention Hall A, B ชั้น 1 โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ถนนสุขุมวิท 11 กรุงเทพฯ

                                                            *******************
จากการฟังบรรยาย โดย ศาสตราจารย์ ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

วิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับ Open Access Journals ไว้ว่า วารสาร (Journal) ทั่วไปแบ่งได้ 2 แบบ คือ แบบ Subscription-Based Journals และ Open Access Journals

 

 

ความแตกต่างระหว่าง Subscription-Based Journals กับ Open Access Journals คือ

  • Subscription-Based Journals ผู้อ่านจะเสียเงินค่าบอกรับเป็นสมาชิกจึงจะสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มมาอ่านได้ และมีเงื่อนไขทางกฏหมาย ทำให้เกิดข้อจำกัดในการได้รับข้อมูลเช่น ถ้าเราไม่ได้บอกรับวารสารชื่อนั้นๆ ก็ทำให้ไม่ได้อ่าน และผลตามมาคือไม่เกิดการอ้างอิง ซึ่งจะส่งผลต่อนักวิจัยขาดข้อมูลที่จำเป็นในการทำงานวิจัย คนที่อยากจะอ่านเฉยๆ ก็อ่านไม่ได้
  • แต่หากเป็น Open Access Journals ผู้อ่านทุกคนสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มมาอ่านได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่มีเงื่อนไขในข้อกฏหมาย เช่น ดาวน์โหลดเอกสารมาแล้ว สามารถแชร์หรือส่งลิงค์ให้ใครก็ได้ ส่วนค่าใช้จ่ายทุกขั้นตอนจะเป็นหน้าที่ของผู้เขียน ซึ่งบางครั้งผู้เขียนอาจไม่ได้จ่ายเองโดยตรง อาจมาจากแหล่งทุน หรือเงินสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย หรือในต่างประเทศอาจมีองค์กรต่างๆ ช่วยสนับสนุน

Open Access Journals มีหลายรูปแบบบางชื่อเป็น Open Access Journals ตั้งแต่ต้นโดยที่เราไม่ทราบ เช่นอาจจะเป็นวารสารของสมาคมวิชาชีพ เช่น วารสารวิจัยและพัฒนา มจธ. ถือว่าเป็น Open Access Journals เพราะอ่านฟรี ผู้เขียนไม่ต้องจ่ายเงินค่าตีพิมพ์ แต่มหาวิทยาลัยเป็นผู้จ่ายเงินค่าตีพิมพ์ให้

Open Access Journals เริ่มมีเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ปลายยุค ค.ศ. 1980 ในปัจจุบัน Open Access Journals มี 2 แบบ คือ

  1. Fee-based Open AccessJournals คือ ผู้เขียนเป็นคนจ่าย บางครั้งอาจได้จากเงินทุนวิจัยและบังคับให้ตีพิมพ์ใน Open Access Journals เพราะคนที่เสียภาษีเป็นเจ้าของเงินทุนและควรจะมีสิทธิ์ได้อ่านโดยไม่ต้องเสียเงิน โดยรูปแบบการจ่ายเงินมีหลายรูปแบบ เช่น
    • จ่ายแบบ per article published หมายถึง เมื่อบทความได้รับการตีพิมพ์จึงค่อยจ่าย
    • จ่ายแบบ per manuscript submitted หมายถึง submit แล้วจ่ายเงินทันทีแม้ว่าจะยังไม่ทราบว่าจะรับหรือไม่รับ ก็อาจเกิดความเสี่ยง
    • จ่ายแบบ per author เป็นโมเดลใหม่ เช่น วารสารชื่อ PeerJ สมมุติว่าบทความมีผู้เขียน 3 คน ค่าตีพิมพ์จะหารกันตามจำนวนผู้เขียน ยิ่งมีผู้เขียนหลายคนก็จะทำให้ต้องจ่ายค่าตีพิมพ์แพงขึ้น แต่จะมีข้อดีคือผู้เขียนแต่ละคนจะได้ไม่ต้องจ่ายเยอะ ส่วนในกรณีที่บางบทความมีผู้เขียนคนเดียว สำนักพิมพ์อาจจะขาดทุน ปัจจุบันแนวโน้มการตีพิมพ์โดยผู้เขียนหลายคน มีจำนวนมากขึ้น พบว่าจำนวนผู้เขียนที่มากกว่า 2 พันคน มีจำนวนเยอะมาก

   2. No-fee Open Access journals คือ ผู้เขียนไม่ต้องจ่าย แต่อาจเป็นหน่วยงานในมหาวิทยาลัยเป็นผู้จ่าย หรืออาจมาจากห้องสมุด, Research center, Learn society หรือบางที่มีทั้ง Open Access Journal และ Non Open Access journal  โดยนำเงินจาก Non Open Access Journal  มาสนับสนุน Open Access Journal ก็เป็นได้หรืออาจจะแบ่งOpen Access Journals ตามวิธีการที่เอกสารถูกตีพิมพ์ คือ เข้าไปอ่านได้ฟรี กับ เสียค่าสมาชิก

   3. Full Open Access journals คือ ทุกบทความในวารสารให้เอกสารฉบับเต็มทั้งหมดสามารถอ่านและดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย กรณีสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ Elsevier, Wiley, Taylor & Francis ก็จะมีชื่อเฉพาะ เช่น Wiley  ใช้คำว่า Wiley open access, Taylor & Francis ใช้คำว่า open journal, Springer ใช้คำว่า Springeropen และเนื่องจากผู้เขียนเป็นผู้จ่ายค่าตีพิมพ์ จึงมีสิทธิ์เลือกว่าจะตีพิมพ์สำนักพิมพ์ใดก็ได้ตัวอย่างสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์ Open Access Journals เช่น

      • BioMed Central ตีพิมพ์สาขา Biology, Medicine และ Healthเป็น Open Access Journalsทั้งหมดจำนวน 290 รายชื่อ
      • PLOS (Public Library of Science) ตีพิมพ์สาขา Science และ Medicineเป็น Open Access Journalsทั้งหมด 8 รายชื่อ
      • PeerJตีพิมพ์สาขา Biological, Medical sciences และ Computer scienceเป็น Open Access Journalsทั้งหมด 3 รายชื่อซึ่ง PeerJ ถือว่าเป็น mega journal ด้วยเพราะรับตีพิมพ์บทความทุกสาขาวิชา

   4. Hybrid journals คือ บทความในวารสารชื่อนั้นๆ จะมีทั้งแบบ Open Access Journals คือดาวน์โหลดบทความได้และแบบ Subscription-Based Journals คือ ดาวน์โหลดบทความไม่ได้

ตัวอย่าง Hybrid journals
บทความด้านบนเป็น Open Access Journal
บทความด้านล่างเป็น Subscription-Based Journals
ที่มา : เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ http://www.learn.in.th/wp-content/uploads/2017/06/3-Open-Access-Journals-as-an-Alternative-Publication-Outlet.pdf

   5. Subsidized journals คือ ได้รับเงินสนันสนุนจากองค์กรโดยจะลดราคาค่าตีพิมพ์ เช่น ฐานข้อมูล BioMed Central ให้ส่วนลดค่า Article processing charge (APC) 10% กับนักวิจัยที่ตีพิมพ์หรือบางมหาวิทยาลัยเซ็น MOU กับสำนักพิมพ์จะได้รับส่วนลดการตีพิมพ์

Open Access Journals มี 2 รูปแบบ คือ

  1. Gold OA หมายถึง บทความได้รับการเผยแพร่บนอินแตอร์เน็ทแบบถาวร
  2. Green OA หมายถึง อ่านบทความฉบับย้อนหลังได้ ส่วนบทความล่าสุด (Version of record access) จะยังอ่านไม่ได้ เช่น ติด Embargo 2 ปี

**ความแตกต่างระหว่าง Gold OAและ Green OA คือ Copy right กรณี Gold OA ผู้ถือ Copy right คือ ผู้เขียน ส่วน Green OA เนื่องจากผู้เขียนไม่ได้จ่ายค่าตีพิมพ์ Copy right จึงเป็นของสำนักพิมพ์

     Open Access Journals ดีหรือไม่ดีอย่างไร ควรตีพิมพ์หรือเปล่าอันไหนดีกว่า

ข้อดีของ Open Access Journals

  1. ผู้อ่านเข้าถึงบทความได้ง่าย
  2. มีความรวดเร็วในการนำขึ้นเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต (Speed of publication) ต่างจาก Subscription Based Journal ต้องรอให้ได้ชื่อเต็มถึงจะนำบทความเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตได้และถ้าเดิมเป็นแบบกระดาษจะยิ่งช้ากว่า
  3. ผู้เขียนเป็นใครก็ได้ทำให้มีจำนวนผู้อ่านเยอะขึ้น จึงทำให้บทความเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทำให้เกิดการอ้างถึงมากขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยมี Ranking ดีขึ้น องค์กรเป็นที่รู้จัก บทความมีการอ้างถึงมากทำให้การวัดการแข่งขันของประเทศมากขึ้นตามไปด้วย
  4. ลิขสิทธิ์เป็นของผู้เขียนเพราะเป็นผู้จ่ายค่าตีพิมพ์

**วิทยากรให้ข้อสังเกตุว่า**

**บทความดาวน์โหลดได้ฟรี จำนวนการดาวน์โหลดมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการอ้างอิงมากขึ้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของบทความว่าดีพอที่ผู้อ่านจะนำไปอ้างอิงหรือไม่

** ดีต่อหน่วยงาน ต่อองค์กร ต่อประเทศชาติ (Total cost publication) แต่เกิดปรากฏการณ์ “double dipping” คือ การคิดเงิน 2 ทาง คิดค่าบอกรับเป็นสมาชิก และคิดค่า Article processing charge (APC) จากคนที่ต้องการตีพิมพ์บทความเป็น Open Access Journals ด้วยแต่สำนักพิมพ์ไม่เคยบอกว่า ประเทศคุณ มหาวิทยาลัยของคุณตีพิมพ์เป็น Open Access Journals จำนวนเยอะมาก จะลด Article processing charge (APC) ให้

** ในประเทศอังกฤษสนับสนุนให้นักวิจัยตีพิมพ์เป็น Open Access Journalsเพื่อให้คนที่เสียภาษีได้อ่าน มีการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายโดยภาพรวมของประเทศอังกฤษในการตีพิมพ์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล  เพราะห้องสมุดของมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐที่สนับสนุนห้องสมุดยังต้องจ่ายค่าบอกรับให้กับสำนักพิมพ์อยู่

             กรณีที่เราทำงานในห้องสมุด เราสามารถเข้าไปดูที่ Directory of Open Access Journals (DOAJ): http://doaj.org  จะรวบรวมวารสารที่มีคุณภาพดี เป็น peer reviewed open access journals ที่มีคุณภาพดี (ซึ่งจะตรงข้ามกับ Bellist จะเป็นแหล่งที่บอกว่าวารสารกลุ่มนี้สุ่มเสี่ยงทำให้ถูกปิดไป) มีวารสารจำนวน 9,427 รายชื่อจาก126 ประเทศ (ข้อมูล ณ 25 พฤษภาคม 2560) และมีการปรับรูปแบบการประเมินเมื่อ มีนาคม 2557 นับเป็นฐานข้อมูลที่มีการประเมินที่ดี

The Tick คือ วารสารที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำและอยู่ในฐานข้อมูล DOAJ
DOAJSeal คือ เครื่องหมายรับรองคุณภาพ 7 ขั้น ของฐานข้อมูล DOAJ ส่วนมากเป็นเรื่องของการไม่มีเงื่อนไขการแชร์ข้อมูลเมตาดาตา

Open Access Scholarly Publishing Association (OASPA): http://oaspa.org

รายชื่อสำนักพิมพ์ของหนังสือและวารสารที่มีมาตรฐานดี เชื่อถือได้ ถ้าต้องการสมัครสมาชิกต้องส่งเรื่องสมัครเข้าไป และผ่านกระบวนการประเมินที่เข้มข้น และประเมินอยู่เรื่อยๆ

Is Open Access Journals  a good alternative publication outlet?
ตัดสินใจตีพิมพ์บทความใน
Open Access Journals ได้หรือไม่??
ผู้เขียนควรเลือกวารสารที่ตีพิมพ์ในสำนักพิมพ์ที่ดีและมีคุณภาพ สามารถสังเกตได้จาก…

  • ความรวดเร็วในการนำขึ้นเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต
  • มีการประเมินแบบใด
  • มีค่าการอ้างอิง (Impact Factor) หรือไม่
  • ลิขสิทธิ์ของบทความเป็นของใคร

นับว่าวันนี้ได้รับความรู้จากวิทยากรแบบละเอียดมาก ในเวลาการบรรยายเพียง 1 ชั่วโมง เป็นการเติมเต็มความรู้เกี่ยวกับ Open Access Journals ให้มีมากขึ้น มีประโยชน์ทั้งแง่คนทำงานบรรณารักษ์เพื่อนำไปให้บริการกับผู้ใช้ และ สำหรับอาจารย์ นักวิจัย ผู้ที่สนใจหรือกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะเลือกตีพิมพ์บทความในวารสารที่มีคุณภาพอย่างไร ข้อมูลจากวิทยากรข้างต้น จะช่วยให้ท่านตัดสินใจง่ายขึ้นทีเดียว ^^

**ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการบรรยายได้ที่ http://www.learn.in.th**

ผู้เขียน โดย นางสาวนงเยาว์ บุญเจริญ และนางสาวทรายแก้ว ดวงมณี

One thought on “Open Access Journals as an Alternative Publication Outlet

  1. Sawitree Boonpalit

    เป็นเรื่องที่ใช้ประโยชน์กับผู้จัดการคลังสารสนเทศสถาบันได้ดีทีเดียว ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ แบบนี้ค่ะ

Comments are closed.