เรื่องเล่าจากการประชุมวิชาการระดับชาติ PULINET ครั้งที่ 8 : โดย นางสาวอุทัยวรรณ สุวรรณยั่งยืน


การประชุมวิชาการระดับชาติ PULINET ครั้งที่ 8
เรื่องเล่าจากการประชุมวิชาการระดับชาติ PULINET ครั้งที่ 8 : โดย นางสาวอุทัยวรรณ สุวรรณยั่งยืน

การประชุมวิชาการระดับชาติ PULINET ครั้งที่ 8 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 มกราคม 2561 ณ โรงแรมฟอร์จูนนครพนม ริเวอร์วิว จังหวัดนครพนม การนำเสนอผลงานมี 2 ประเภท คือ 1) การนำเสนอผลงานด้วยโปสเตอร์ 2) การนำเสนอผลงานด้วยวาจา ทั้ง 2 ประเภทจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) CRM 2) IT และ3) KM

การประชุมวิชาการฯ ครั้งนี้ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมส่งผลงานวิชาการ ทั้ง 2 ประเภท คือ การนำเสนอผลงานด้วยโปสเตอร์ โดยนางสาวศุภาระนันท์ กาญจนะวาหะ จำนวน 1 เรื่อง และการนำเสนอผลงานด้วยวาจา โดยว่าที่ร้อยตรีสิขริน สุวรรณนที จำนวน 1 เรื่อง และผู้เขียน นางสาวอุทัยวรรณ สุวรรณยั่งยืน จำนวน 1 เรื่อง

สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับการประชุมวิชาการระดับชาติ PULINET ครั้งที่ 8 ของบุคลากรทั้ง 3 ท่านได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้


การประชุมวิชาการฯ ในวันแรก (9 มกราคม 2561) เป็นพิธีเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ PULINET ครั้งที่ 8 โดย อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม

การประชุมวิชาการ PULINET ครั้งที่ 8 มีการบรรยายทางวิชาการ 3 หัวข้อดังต่อไปนี้

– การบรรยายเรื่อง Library of Things: Digital Humanities โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา ท้วมสุข
– การบรรยายเรื่อง Library of Things: ฺBig Data โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วนิดา แก่นอากาศ
– การบรรยายพิเศษ หัวข้อ “User Experience: The Main Key in e-Resources Acquisition from the Library” โดย Mr.Vincent Cheah, Senior Product Manager, Gale

ผู้เขียนขอสรุปการบรรยาย โดย รศ.ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดังนี้นะคะ

การบรรยายเรื่อง Library of Things: Digital Humanities โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เครือข่ายมนุษย์ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อาชีพรุ่งอาชีพร่วงของปี 2561 อันดับ 4 คือ บรรณารักษ์ จะเห็นได้ว่าวิชาชีพของเราจะหยุดนิ่งไม่ได้เลย ต้องขยับตลอดเวลา
ประเด็นการบรรยาย มี 3 ประเด็น

  1. The Library of Things
  2. Digital Humanities
  3. Digital Humanities and Academic Libraries

ประเด็นที่ 1 The Library of Things
ความหมายในบริบทของห้องสมุดในประเทศไทย
ก่อนที่เราจะทราบคำว่า The Library of Things เราทราบมาก่อนหน้านี้ของคำว่า Internet of Things เกิดขึ้น 1999 จากนักวิชาการ MIT ทำนายไว้ล่วงหน้าว่า
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงของเครือข่าย การเชื่อมโยงของ Things Things จะเป็นอะไรก็ได้ที่อยู่รอบๆตัวเรา เช่น นาฬิกา ตู้เย็น เครื่องตรวจสุขภาพ อาหาร อะไรก็ตามที่อยู่รอบๆตัวเรา ทุกอย่างจะสามารถเชื่อมโยงกันได้หมดด้วยความสามารถของเทคโนโลยีเครือข่ายหรืออินเตอร์เน็ต และทำให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึง Thing เหล่านี้โดยง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น Things ที่ถูกเชื่อมโยงด้วยเรือข่ายสามารถแชร์ข้อมูลหรือใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และนักวิชาการได้ทำนายไว้ว่า ในปี 2020 จะมี Things ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมากกว่าสามหมื่นล้านชิ้น The Library of Things ความหมายไม่ต่างจาก Internet of Things เท่าไหร่ จากภาพจะเห็นว่าในอเมริกามี Library of Things เยอะมาก มีอยู่ประมาณ 300 กว่าแห่ง ในยุโรปมี 70 กว่าแห่ง ในประเทศไทยก็อาจจะมีแต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็น Library of Things จะกล่าวว่า Library of Things เหมือน Internet of Things ก็ไม่ใช่
Things ที่มีอยู่ในห้องสมุดเดิมส่วนมากจะเป็น Pinfted, non-Prinfted, Digital Information อะไรก็ตามที่เป็น Information Things อยู่ในนั้น

แต่ Library of Things นี่ไม่ใช้เป็น Things อะไรก็ได้ จากภาพเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ เป็นกีตาร์ เป็นเครื่องใช้ในบ้านเป็นเครื่องครัว เป็นอะไรก็ตามที่เป็น things ปรากฏว่าเกิด Things เหล่านี้เป็นคอลเลคชั่นที่มีอยู่ในห้องสมุดหรืออาจจะอยู่นอกห้องสมุด สามารถสรุปไอเดียที่เป็น Library of Things ได้ 6 นิยามดังนี้

องค์ประกอบของ Library of Things
1. Library of Things เป็นคอลเลคชั่นที่ต่างจากของดั้งเดิม Thing เป็นอะไรก็ได้ ที่จะมีประโยชน์กับคนอื่น
2. เพื่อส่งเสริม Sharing economy เศรษฐกิจแบ่งปั่น เช่น Uber GrabTaxi เป็นเศรษฐกิจที่นำสิ่งที่มีประโยชน์ให้คนอื่นเข้าถึง
3. ห้องสมุดที่มีทุกสิ่งที่สามารถใช้งานร่วมกันได้
4. สถานที่จะอยู่ในห้องสมุดก็ได้ นอกห้องสมุดก็ได้ หรือห้องสมุดที่เกิดจากชุมชน
5. Library of Things จะส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมใหม่ๆ Making Space ส่งเสริมการคิดร่วมกันในห้องสมุดให้เกิดสิ่งใหม่
6. ห้องสมุดมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคม ให้ประโยชน์ต่อชุมชน

ประเด็นที่ 2 Digital Humanities

UNESCO เริ่มตระหนักว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ามากที่สุด คือ มนุษยศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการคิด การหล่อหลอมการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ในอดีตที่มีคุณค่ามันสูญหายไป การอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เช่น ปรัชญา หรือที่จับต้องได้คือ ใบลาน วัด สมัยก่อนเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าการนุรักษ์สิ่งของเหล่านี้เป็นเรื่องง่าย UNESCO เชิญชวนให้ทั่วโลกมาสนใจการจัดการ Humanities จัดการมรดกของมนุษย์ที่มีความสำคัญ อาจจะเป็นองค์ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ได้เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดลึกๆลงไปแล้ว คือมนุษยศาสตร์ ศาสตร์ที่ไม่มีวันตาย ศาสตร์ที่อยู่ในสมอง
ผลกระทบที่เกิดขึ้น 3 ประการ ทำให้เราต้องหันมาสนใจเรื่องของ Digital Humanities
สิ่งแรก Global Aspects ในแง่ของอิมแพคที่เกิดขึ้นในระดับโลก มันมีเหตุการสำคัญสองสามอย่างที่ส่อให้เห็นเลยว่า ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำจะไม่เห็นเลยว่าของสำคัญไม่เหลือแล้วนะ

  1. Natural disaster ภัยธรรมชาติ
  2. Sustainability ความยั่งยืน
  3. Intellectuals ทรัพย์สินทางปัญญา

Heritage aspects อิมแพคตัวที่สอง รักษามรดก ด้วยวิธีการเหล่านี้

  1. Preserving อนุรักษ์
  2. Transferring ส่งผ่าน
  3. Researching วิจัย
  4. Value-adding เพิ่มคุณค่า

Technology aspects อิมแพคตัวที่ สาม ผลกระทบของเทคโนโลยี High capacity-Inexpensive-Versatile-Ubiquitous
มนุษยศาสตร์ดิจิทัล (Digital Humanities หรือ DH) เป็นวิทยาการแขนงใหม่ที่เกิดจากการบูรณาการความรู้ ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) และมนุษยศาสตร์ (Humanities) ที่กําลังได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งใน กลุ่มนักวิชาการในสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา (Information Studies)และถูกกําหนดไว้ใน Research Agenda ของหลายๆประเทศ ด้วยเหตุที่ รัฐบาลและนักวิชาการได้เล็งเห็นความจําเป็นในการรวบรวม เก็บรักษาและใชประโยชน์จากมรดกทางความรู้และวัฒนธรรมของมนุษยศาสตร์ โดยการใชเทคโนโลยีสารสนเทศและการส้ อสารที่มีความสามารถสูงเอื้อต่อการจัดการให้สามารถอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย เรียนรู้ได้ง่าย และสามารถสร้างมิติเชิงความหมายและเปรียบเทียบหรืออื่นๆที่นําไปสูการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ได้

ตัวอย่างงานวิจัยที่ คณะมนุษศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร.กุลธิดา ท้วมสุข สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ทำอยู่ก็คือเรื่องของเน้นเรื่อง มรดกทางวัฒนธรรม เน้นกลุ่มที่จับต้องไม่ได้ เช่น วรรณคดี เพลงพื้นบ้าน นิทานเด็ก กลุ่มชาติพรรณโฟกัสที่ Thai และ GMS ด้วยกระบวนการต่อไปนี้

  • Knowledge acquisition
  • Knowledge organization
  • Knowledge system
  • Knowledge visualization

ทิ้งโจทย์เอาไว้ทำอย่างไรดีเริ่มที่งานวิจัยทางด้านมนุษย์ศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเราก็ได้ สำรวจสภาพ ลองเอามาทำตรงนี้ดู เอามาทำให้เห็นภาพก่อน เริ่มต้นด้วยคลอเลคชั่นหรือทำไออาร์

*************************************

ในช่วงบ่าย เป็นการนำเสนอผลงานด้วยโปสเตอร์

ยามแลง มาม่วนหลายกับการเเสดงพื้นบ้านภาคอีสาน

ในวันที่ 2 (10 มกราคม 2561) เป็นการนำเสนอผลงานด้วยวาจา ตั้งแต่เวลา 8:30 น. แบ่งเป็น 3 ห้อง ดังนี้ 1) ห้องตวงทอง กลุ่ม IT 2) ห้องยูงทอง กลุ่ม CRM และ3) ห้องทรายทอง กลุ่ม KM

ผู้เขียนนำผลงานด้วยวาจา ในกลุ่ม KM ณ ห้องทรายทอง ในชื่อผลงาน กลยุทธ์ในการสร้างความเข้าใจยุทธศาสตร์ของบุคลากร กรณีศึกษา : หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล มีลำดับการนำเสนอคนที่ 4 กำหนดเวลา 10 นาทีในการนำเสนอ และการตอบคำถาม 5 นาที

มีคณะกรรมการ 3 ท่าน ท่านที่ 1 ผู้อำนวยการศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ท่านที่ 2 ผู้อำนวยการ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร ท่านที่ 3 ผู้อำนวยการ สำนักหอสมุด กำแพงแสน

ระหว่างการนำเสนอผลงานด้วยวาจา

ทั้งนี้ ผู้เขียนได้รับประสบการณ์ครั้งแรกในการนำเสนอผลงานด้วยวาจา ในการประชุมวิชาการระดับชาติ PULINET อีกทั้งยังได้รับคำแนะนำ และยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เข้าเข้าฟังอีกด้วย
ขอขอบคุณการประชุมวิชาการ PULINET ครั้งที่ 8
ผู้เขียนขอขอบพระคุณ ดร. รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล ผู้อำนวยการหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปิดโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นที่ปรึกษาในการเขียนผลงานวิชาการเพื่อนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการ PULINET ครั้งที่ 8 ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งไว้ ณ โอกาสนี้ค่ะ
ขอขอบพระคุณ ผอ.วรารักษ์ พัฒนเกียรติพงศ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เชิญชวนให้ผู้เขียนได้เข้าร่วมนำเสนอผลงานในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณค่ะ
ขอขอบคุณบุคลากรชาวหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดลทุกท่านที่ให้กำลังใจผู้เขียนในการมานำเสนอผลงานในครั้งนี้
สุดท้าย ขอขอบคุณผู้ร่วมเดินทางทั้ง 2 ด้วยนะคะ