ฝึกปฏิบัติการใช้ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสืบค้น


 

        เมื่อวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) เพื่อฝึกอบรมการใช้ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการสืบค้น โครงการพัฒนาเครือข่ายระบบห้องสมุดในประเทศไทย (ThaiLIS) ประจำปี 2561 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับบริษัท บุ๊คเน็ท จำกัด การฝึกอบรมนี้ผู้เขียนได้ฝึกปฏิบัติจำนวน 8 ฐานข้อมูล ได้แก่

  1. ฐานข้อมูล ProQuest Dissertations & Theses Global
  2. ฐานข้อมูล ABI/Inform Collection
  3. ฐานข้อมูล IEEE/IET Electronic Library (IEL)
  4. ฐานข้อมูล ACM Digital Library
  5. ฐานข้อมูล Web of Science
  6. ฐานข้อมูล SpringerLink-Journal
  7. ฐานข้อมูล Emerald Management
  8. ฐานข้อมูล American Chemical Society Journal (ACS)

      โดยมีคุณจิรวัฒน์ พรหมพร แผนกสนับสนุนฝ่ายทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา บริษัท บุ๊ค โปรโมชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นวิทยากร นอกจากผู้เขียนจะได้รับความรู้ในเรื่องของเทคนิคต่าง ๆ ในการสืบค้นฐานข้อมูลออนไลน์แล้ว ยังได้รับความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การเลือกวารสารนานาชาติเพื่อการตีพิมพ์ และดัชนีชี้วัดคุณภาพวารสารเพื่อการตีพิมพ์อีกด้วย เนื่องจากฐานข้อมูลมีจำนวนมาก การสืบค้นข้อมูลของแต่ละฐานก็จะมีความแตกต่างกันไป แต่หากผู้ใช้งานมีความรู้และเทคนิคในการสืบค้นข้อมูลก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสืบค้นฐานข้อมูลต่าง ๆ ได้ ในที่นี้ผู้เขียนจะขอเลือกใช้งานฐานข้อมูล Web of Science มาเป็นตัวอย่างในการสืบค้นข้อมูล โดยจะแสดงวิธีการใช้ฐานข้อมูล และเทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูล ดังหัวข้อต่อไปนี้

  1. ค้นหาบทความงานวิจัยเพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงในการทำวิจัย
  2. ค้นหาวารสารนานาชาติตามคีย์เวิร์ด เพื่อการตีพิมพ์ หรือ เป็นวารสารประกอบการเรียนการสอน
  3. ค้นหา Impact Factor หรือ Ranking ของวารสาร หรือตรวจรายชื่อวารสารนานาชาติ เพื่อประเมินคุณภาพวารสาร
  4. ค้นหาผลงานของผู้เขียน สิทธิบัตร หนังสือ หรือสิ่งพิมพ์ที่บทความวารสารใน Web of Science นำไปอ้างอิง

Web of Science คืออะไร ? (https://webofknowledge.com)

Web of Science Core Collection คือ แพลตฟอร์มในการสืบค้นข้อมูลจาก วารสารวิชาการนานาชาติชั้นนำ (Journals) การประชุมวิชาการ (conference proceeding) และ หนังสือ (Books) รวมกันมากกว่า 5 ล้านรายการ ซึ่งช่วยนักวิจัยในการค้นหางานวิจัยคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตการศึกษาที่สนใจได้อย่างรวดเร็ว และ มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สิทธิการเข้าถึงข้อมูลการสืบค้นขึ้นอยู่กับชนิดข้อมูลสิ่งพิมพ์ที่ทางสถาบันแต่ละแห่งบอกรับสมาชิก เป็นฐานข้อมูลบรรณานุกรมและสาระสังเขปพร้อมการอ้างอิงและอ้างถึง ที่ครอบคลุมเนื้อหา 3 กลุ่มสาขาวิชาหลัก ได้แก่ กลุ่มวิทยาศาสตร์ กลุ่มสังคมศาสตร์ และ กลุ่มมนุษยศาสตร์ จากวารสารมากกว่า 10,000 รายชื่อ ให้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2001 – ปัจจุบัน

ดาวน์โหลดเอกสารเพื่อใช้ประกอบการอ่าน :

หัวข้อ 1.วิธีการสืบค้นบทความวิจัยเพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงในการทำวิจัย >>>ดาวน์โหลด

หัวข้อ 2.ค้นหาวารสารนานาชาติตามคีย์เวิร์ด เพื่อการตีพิมพ์ หรือ เป็นวารสารประกอบการเรียนการสอน >>>ดาวน์โหลด

หัวข้อ 3.ค้นหา Impact Factor หรือ Ranking ของวารสาร หรือตรวจรายชื่อวารสารนานาชาติ เพื่อประเมินคุณภาพวารสาร >>>ดาวน์โหลด

หัวข้อ 4.ค้นหาผลงานของผู้เขียน สิทธิบัตร หนังสือ หรือสิ่งพิมพ์ที่บทความวารสารใน Web of Science นำไปอ้างอิง >>>ดาวน์โหลด

1.วิธีการสืบค้นบทความวิจัยเพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงในการทำวิจัย

ค้นหาบทความวิจัย โดยใช้เทคนิคการสืบค้นข้อมูล ดังนี้

  1. การสร้าง Search Statement
  2. การใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ในการสืบค้น (Truncation)
  3. การใช้คำเชื่อม (Operations) และการเชื่อมคำค้น (Combining Terms)
  4. วิธีการสืบค้น (Search Methods)
  5. การคัดกรองผลการสืบค้น (Refining your search result)
  6. การวิเคราะห์ผลการสืบค้น (Analyse results)
  7. การจัดการผลการสืบค้น (Manage your results)

การสร้าง Search Statement

          อันดับแรกผู้ใช้งานต้องทราบก่อนว่าตนเองนั้นต้องการศึกษาหรือสนใจข้อมูลอะไร มีกรอบแนวคิดอย่างไร หรือหัวข้อที่จะศึกษานั้นคือเรื่องอะไร เมื่อทราบสิ่งที่ต้องการศึกษาแล้ว ให้นำมากำหนดคีย์เวิร์ด หรือคำที่จะใช้ในการสืบค้น ประมาณ 1 – 3 คำ โดยคีย์เวิร์ดที่จะใช้ต้องสามารถสื่อและอธิบายความหมายครอบคลุมถึงกรอบแนวคิดของหัวข้อที่จะสืบค้นข้อมูลได้ ทั้งนี้ สามารถใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน (Synonyms) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบค้นให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ในการสืบค้น (Truncation)

การใช้คำเชื่อม (Operations) และการเชื่อมคำค้น (Combining Terms)

วิธีการสืบค้น (Search Methods)  ( Slide : 10 )

          วิธีการสืบค้นสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ใช้งานจะคุ้นเคยกับการสืบค้นแบบ Basic Search ที่สามารถสืบค้นบทความวารสารจากชนิดข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ Topic (ข้อมูลบรรณานุกรมและบทคัดย่อ) Author (ชื่อผู้แต่ง) Publication Year (ปีที่พิมพ์) และ Address (ที่อยู่ชื่อหน่วยงานที่ผู้แต่งสังกัด) เป็นต้น เพื่อใช้ในการประเมินปริมาณของข้อมูลหรือบทความที่พบในฐานข้อมูลและมีความเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่สืบค้น (Slide : 11 – 13) การสืบค้นแบบ Advanced Search ที่สามารถเลือกกำหนดเขตข้อมูลได้ สร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนได้ดี ปริมาณในการสืบค้นข้อมูลจะได้ผลการสืบค้นที่แคบกว่าการสืบค้นแบบ Basic search การสืบค้นแบบ Author Search เป็นการค้นหาผลงานทั้งหมดของผู้เขียนที่สังกัดในหน่วยงานต่าง ๆ (Slide : 23 – 26) การสืบค้นแบบ Cited Reference Search เป็นการค้นหาข้อมูลที่บทความนำมาอ้างอิง ซึ่งอาจเป็นบทความหนังสือ หรือ สิทธิบัตร เป็นต้น หรือต้องการค้นหาว่ามีใครนำผลงานนี้ไปอ้างอิงในบทความ (Slide : 21 – 22) แต่มีอีกหนึ่งวิธีที่ผู้เขียนอยากแนะนำให้ผู้ใช้งานได้ลองใช้ในการสืบค้น นั่นคือ การสืบค้นแบบ Thesaurus วิธีนี้มีให้สืบค้นในบางฐานข้อมูลเท่านั้น เช่น ฐานข้อมูล ABI/Inform Collection ที่ซ่อนอยู่ในการสืบค้นแบบ Advanced search เป็นต้น ตามที่ผู้เขียนเข้าใจคือ การสืบค้นคำที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน ชุดเดียวกัน เนื้อหาคล้าย ๆ กัน มารวมเข้าไว้ด้วยกันเป็นชุดคำศัพท์ แล้วนำมาจัดทำเป็นหัวเรื่องเรียงตามลำดับโครงสร้างในหัวเรื่องนั้น ๆ เพื่อจำกัดการสืบค้นเฉพาะหัวเรื่องที่ผู้ใช้งานต้องการสืบค้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานในการเลือกใช้เครื่องมือสืบค้นให้เหมาะสมกับหัวข้อที่ต้องการ

การคัดกรองผลการสืบค้น (Refining your search result)

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบทความที่ได้สืบค้นมานั้น ตรงกับความต้องการหรือตรงกับหัวข้อที่เราจะศึกษาหรือไม่ เนื่องจากบทความในฐานข้อมูลมีเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น บางเรื่องก็มีเป็นแสนบทความ ก็ต้องทำการคัดกรองผลการสืบค้นให้แคบลง โดยเพิ่มคีย์เวิร์ด เลือกหัวข้อที่ต้องการ มีการกำหนดปีที่พิมพ์ เช่น ผู้ใช้งานอยากได้บทความย้อนหลังไป 10 ปี ก็สามารถกำหนดปีที่พิมพ์ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกประเภทสิ่งพิมพ์ที่ต้องการได้อีกด้วย (Slide : 11 – 13)

การวิเคราะห์ผลการสืบค้น (Analyze results)

การวิเคราะห์ผลการสืบค้น ผู้ใช้งานสามารถเลือกจัดเรียงผลการสืบค้นได้ ว่าจะให้จัดเรียงผลการสืบค้นเป็นแบบใด จัดเรียงตามชื่อ  ผู้แต่ง (Author) ประเภทเอกสาร (Document Type) ชื่อสถาบัน (Institution) ชื่อผู้แต่งที่เป็นองค์กรหรือหน่วยงาน (Group Authors) ชื่อสิ่งพิมพ์ (Source Title)  หรือจัดเรียงตามปีที่พิมพ์ (Publication) เป็นต้น (Slide : 14 – 18)

การจัดการผลการสืบค้น (Manage your results)

การจัดการผลการสืบค้นนี้ เมื่อผู้ใช้งานได้บทความที่ต้องการเรียบร้อยแล้วนั้นสามารถทำข้อมูลบรรณานุกรม (Bibliographic information) และดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม (Full Text) ได้ ด้วยการสั่งพิมพ์ (Printing) การบันทึกข้อมูล (Saving) อีเมล (Email) และการนำข้อมูลบรรณานุกรมออก (Exporting citation) เพื่อนำไปใช้กับโปรแกรม EndNote หรือ Text file ได้ (Slide : 27 – 30)

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ได้โดยดาวน์โหลดเอกสารตาม Link >>>ดาวน์โหลด

2.ค้นหาวารสารนานาชาติตามคีย์เวิร์ด เพื่อการตีพิมพ์ หรือ เป็นวารสารประกอบการเรียนการสอน

        การที่เราจะทำการค้นหาวารสารนานาชาติเพื่อการตีพิมพ์ หรือเป็นวารสารประกอบการเรียนการสอนนั้น ผู้เขียนคิดว่าเราควรจะมีกลยุทธ์ที่ดีในการเลือกวารสารเสียก่อน เพื่อให้ได้วารสารที่มีคุณภาพ โดยพิจารณาขอบเขตเนื้อหาของวารสารให้ตรงกับความสนใจของผู้อ่าน มีการกำหนดเป้าหมายถึงกลุ่มผู้อ่านหรือผู้ใช้วารสารระดับนานาชาติ เลือกวารสารที่มุ่งเน้นขอบเขตเนื้อหาแนวกว้างเป็นสากล หากกำหนดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะสาขา ก็ให้เลือกวารสารที่มุ่งเน้นขอบเขตเนื้อหาเฉพาะทางสาขา การประเมินคุณภาพวารสารจาก Impact และ Ranking ของวารสารก็เป็นกลยุทธ์หนึ่ง ที่ใช้เป็นค่าบ่งชี้เรื่องคุณภาพของวารสารนั้น ๆ รวมทั้งการตรวจสอบสถานะการมีอยู่ของวารสาร (Index) และระยะเวลาที่ Index อยู่ในฐานข้อมูลวารสารอ้างอิงที่สำคัญ (Citation Databases) เป็นที่ยอมรับกันในวงการศึกษาวิจัย นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับวารสาร, สถานะวารสารประเภท Peer Review, ระยะเวลาของกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review process), ชื่อเสียงของสำนักพิมพ์ วารสาร บรรณาธิการ และบอร์ดบรรณาธิการ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ได้โดยดาวน์โหลดเอกสารตาม Link >>>ดาวน์โหลด

3.ค้นหา Impact Factor หรือ Ranking ของวารสาร หรือตรวจรายชื่อวารสารนานาชาติ เพื่อประเมินคุณภาพวารสาร

webofknowledgr.com (ใช้เฉพาะภายในเครือข่าย internet ของมหาวิทยาลัยฯ หรือ ผู้ใช้สามารถลงทะเบียนบัญชีผู้ใช้เพื่อเข้าใช้ JCR นอกเครือข่าย internet ของมหาวิทยาลัย) ปัจจุบันเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท Clarivate Analytics

ค่าที่ใช้ในการประเมินคือ

        Journal Impact Factor คือค่าเฉลี่ยจำนวนครั้งที่ได้รับการอ้างอิงต่อบทความจากวารสารที่ตีพิมพ์ในสองปีล่าสุด  เช่น วารสาร A มีค่า Impact Factor เท่ากับ 2.5 หมายความว่า วารสาร A ได้รับการอ้างอิงเฉลี่ย 2.5 ครั้งต่อบทความ (ไม่นิยมใช้เพื่อเปรียบเทียบวารสารที่ต่างสาขากัน)

         JIF Quartile ใช้เพื่อการประเมินคุณภาพและจัดอันดับวารสารที่มีค่า Impact Factor ของวารสารในแต่ละสาขาไม่เท่ากัน  ค่า Q หมายถึง Quartile score ของวารสารในแต่ละสาขาวิชา (subject categories) (นิยมใช้เพื่อเปรียบเทียบวารสารที่ต่างสาขากัน)

Q1 = top position (highest 25% of data) เป็นกลุ่มวารสารที่ดีที่สุดในสาขานี้

Q2 = middle-high position (อยู่ระหว่าง top 50% และ top 25%)

Q3 = middle-low position (อยู่ระหว่าง top 75% และ top 50%)

Q4 = bottom position (bottom 25%)

ตัวอย่าง แสดงค่า Impact Factor และ Quartile ในหน้าการแสดงผลลัพธ์ จากการสืบค้นข้อมูล

        h-index ค่าที่แสดงความนิยมของบทความที่ได้รับการอ้างอิงในวารสาร ตัวอย่างคือ ต้องการทราบค่า h-index ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สามารถค้นหาได้ ดังนี้

1.ไปที่หน้า Basic Search เลือกรูปแบบการสืบค้น เป็น Organization-Enhanced

2.คลิก Select from Index

3. พิมพ์ข้อมูลมหาวิทยาลัย หากไม่ทราบตัวสะกด สามารถพิมพ์เป็นตัวย่อได้  จากนั้นคลิก Find

4. หาชื่อมหาวิทยาลัย แล้วคลิก Add จากนั้นคลิก OK

5. เลือกคณะที่ต้องการค้นหาจาก Web of Science Categories จากนั้นคลิก Refind

6.จำนวนข้อมูลของการสืบค้นที่ได้จะปรากฎอยู่ทางด้านมุมซ้ายมือ จากนั้นคลิก Create Citation Report เพื่อดูค่า h-index ของคณะ

7.แสดงค่า h-index ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีค่า h-index =  64 หมายความว่าคณะมีการตีพิมพ์บทความรวมทั้งสิ้น 1,799 บทความ ซึ่งมีอย่างน้อย 64 บทความขึ้นไปที่บทความเหล่านั้นได้รับการอ้างอิงไม่น้อยกว่า 64 ครั้งขึ้นไป แสดงให้เห็นว่า ปริมาณบทความที่วารสารตีพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมากต่อปี ไม่ได้หมายความว่าวารสารนั้นมีคุณภาพดีกว่าวารสารที่ตีพิมพ์น้อยกว่า

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ได้โดยดาวน์โหลดเอกสารตาม Link >>>ดาวน์โหลด

4.ค้นหาผลงานของผู้เขียน สิทธิบัตร หนังสือ หรือสิ่งพิมพ์ที่บทความวารสารใน Web of Science นำไปอ้างอิง

การค้นหาผลงานของผู้เขียน สิทธิบัตร หนังสือ หรือสิ่งพิมพ์ที่บทความวารสารใน Web of Science นำไปอ้างอิง ใช้การสืบค้นแบบ Author Search เพื่อค้นหาผลงานทั้งหมดของผู้แต่งที่สังกัดในหน่วยงานต่าง ๆ (Slide : 21 – 26)

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อนี้ได้โดยดาวน์โหลดเอกสารตาม Link >>>ดาวน์โหลด

         หากมีข้อผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องประการใด ผู้เขียนขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยค่ะ เนื่องจากเป็นการเขียนบล็อกครั้งแรกในชีวิตของผู้เขียน ยินดีน้อมรับคำติชมทุกประการ และพร้อมจะนำคำติชมนั้นไปพัฒนางานต่อไปค่ะ

สุดท้ายนี้ผู้เขียนต้องขอขอบพระคุณท่านวิทยากร คุณจิรวัฒน์ พรหมพร เป็นอย่างสูง ที่ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลและเอกสารประกอบการอบรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ปฎิบัติงานของผู้เขียนเป็นอย่างมาก เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ผู้เขียนนำมาเล่าสู่กันฟังนี้ ก็มาจากเอกสารของท่านวิทยากรค่ะ ขอขอบพระคุณหน่วยงานหอสมุดและคลังความรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อนุญาตให้ผู้เขียนได้เข้าร่วมการอบรมปฎิบัติการใช้ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ผู้เขียนได้มีทักษะเพื่อนำไปปฎิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และขอบคุณผู้อ่านทุก ๆ ท่าน ที่อ่านมาจนจบนะคะ ขอบคุณค่ะ