Blockchain เทคโนโลยีเปลี่ยนอนาคต


โครงการประชุมวิชากร ประจำปี 2562

Innovations Start@Library ห้องสมุด…จุดเริ่มต้นแห่งนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 17-18 มิถุนายน 2562 ได้มีการจัดประชุมโครงการประชุมวิชาการ Innovations Start@Library ห้องสมุด…จุดเริ่มต้นแห่งนวัตกรรม ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ เกิดขึ้น หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจ คือ “Blockchain เทคโนโลยีเปลี่ยนอนาคต” แล้ว Blockchain มีความเกี่ยวข้องกับห้องสมุดอย่างไรหละ?!

“Blockchain” “Bitcoin” สองคำนี้อาจจะเป็นคำที่ค่อนข้างคุ้นหู และมีบทบาทอย่างยิ่งกับคนยุค Digital ในโครงการประชุมวิชาการฯ ครั้งนี้ จึงได้เชิญคุณกษมพัทธ์ วิธานวัฒนา CEO ZMINE Holding Limited และกรรมการสมาคม Thai Blockchain เพื่อไขข้อกระจ่างให้แก่คำทั้งสองคำนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

คุณกษมพัทธ์ วิธานวัฒนา (วิทยากร)

เทคโนโลยี Blockchain เป็นเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูล ทำหน้าที่คล้าย Database ที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านการจัดเก็บข้อมูลด้านธุรกรรมเป็นส่วนใหญ่ โดยทุกคนถือชุดเดียวกันทั้งหมด ทำให้ยากต่อการเกิดการปลอมแปลงหรือทุจริต ไม่มีตัวกลางข้อมูล (Decentralized) เนื่องจากทุกคนเป็นเจ้าของข้อมูลทั้งหมด ซึ่งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดมีศูนย์กลางที่ธนาคารโดยใช้รูปแบบของระบบ (Centralized) เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เมื่อตัวกลางเกิดความเสียหาย ทำให้ทุกอย่างผิดพลาดและเสียหายทั้งหมด ซึ่งเทคโนโลยี Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่ขจัดปัญหาดังกล่าว

แผนผังการทำงานของ Centralized ตัวอย่างกรณีของธนาคาร

(ภาพจาก https://blockchain-review.co.th/blockchain-review/what-is-blockchain-technology/)

การซื้อขายของมนุษย์มีการนำสิ่งหนึ่งไปแลกเพื่อให้ได้สิ่งหนึ่งเสมอ เริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนสินค้าประเภทเกษตรกรรม จากนั้นใช้ทองคำ เหรียญต่างๆ ธนบัตร ไปจนถึงเครดิตการ์ด Electronic Money และล่าสุดคือสกุลเงินประเภท “Crypto Currency” ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ยิ่งเงินตราสามารถถูกส่งได้รวดเร็วแค่ไหน ทำให้ผู้คนสามารถได้รับสิ่งที่ต้องการเร็วมากยิ่งขึ้น โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้ถูกวัดจากการที่ผู้คนมีเงินจำนวนมากเท่าไร แต่ถูกวัดจากการที่เงินสามารถถูกส่งต่อกันได้เร็วเท่าไร ทำให้เกิดการใช้ Bitcoin ขึ้น ซึ่งเป็นสกุลเงินที่ใช้ได้จริงและมีความรวดเร็วในการส่งต่อมากที่สุดในปัจจุบัน

วิวัฒนาการของเงินตรา
(ภาพจาก https://hackernoon.com/bitcoin-how-money-has-evolved-cf3923082975)

Bitcoin เป็นสกุลดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain เข้ามา เปรียบเสมือนกับ Blockchain เป็นรางปลั๊กไฟ และ Bitcoin คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างหนึ่งที่เสียบกับรางปลั๊ก หรือ เรียกง่ายๆ ว่า Bitcoin เป็นผลผลิตทางเทคโนโลยีของ Blockchain นั้นเอง

Bitcoin เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ 2007–2008 ในช่วง “วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์” หรือคนไทยเรียกว่า “วิกฤติ Hamburger” เมื่อธนาคารมีการปล่อยเงินให้บุคคลทั่วไป กู้ยืมได้ง่าย สร้างแรงจูงใจให้คนกู้เพื่อซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรในอนาคต แต่ผลปรากฎว่าไม่เป็นตามที่คิดไว้ อสังหาริมทรัพย์ราคาต่ำลง ดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้ผู้คนต่างผิดชำระหนี้และการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น เกิดภาวะเงินเฟ้อ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนต่างไม่เชื่อใจธนาคารอีกต่อไป (หากสนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับวิกฤติการ Hamburger สามารถรับชมได้จากภาพยนตร์เรื่อง “The Big Short)

ภาพยนตร์เรื่อง The Big Short บอกเล่าเรื่องราวของวิกฤติการ Hamburger ในประเทศสหรัฐอเมริกา

(ภาพจาก https://medium.com/datadriveninvestor/bitcoin-and-the-big-short-1a01cb43979f)

แนวคิดของ Bitcoin ถึงถูกพูดถึงขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยแนวคิดเรื่องเงินดิจิทัลที่ไม่มีการควบคุมของรัฐบาล เริ่มต้นจากกลุ่ม A Cypherpunk’s Manifesto ที่กล่าวว่า

“ความเป็นส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับสังคมในยุคอิเล็กทรอนิกส์ พวกเราไม่สามารถคาดหวังให้รัฐบาลหรือหน่วยงานใดๆ มาดูแลเราได้ พวกเราต้องปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวเอง”

ซึ่งข้อความดังกล่าวตรงกับหลักการของ Blockchain ที่ไม่มีตัวกลางที่ค่อยจัดการข้อมูลของเรา เช่นเดียวกันกับ Bitcoin ที่นำหลักการตรงนี้มาใช้ โดยจุดประสงค์หลักของ Bitcoin คือ

  • เพื่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมออนไลน์
  • เป็นสกุลเงินที่มีจำนวนจำกัด ไม่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจาก Bitcoin สามารถผลิตได้จำนวนจำกัด
  • กำจัดตัวกลาง เช่น ธนาคาร เอกชน หรือรัฐบาล ออกจากการทำธุรกรรม
  • สร้างสกุลเงินที่ไร้ศูนย์กลาง ไร้เจ้าของ ไร้การแทรกแซงจากองค์กรใดๆ

แล้วทำไมเราถึงไม่อยากให้ธนาคารหรือรัฐบาลเป็นตัวกลาง ?! ในแง่ของธนาคาร เพื่อลดค่าธรรมเนียม ลดความยุ่งยากของระเบียบธนาคาร ที่สำคัญคือป้องกันความผิดพลาดที่เกิดจากศูนย์กลางของธนาคาร หรือระบบล่ม สำหรับในแง่ของรัฐบาล เพื่อลดการคุกคามสิทธิส่วนบุคคลด้านการเงิน ป้องกันการผลิตเงินมากเกินกว่าที่ควร ที่เป็นสาเหตุของภาวะเงินเฟ้อ ไม่มีการแบ่งสกุลเงินตามประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศมักผูกติดกับสกุลเงิน รวมทั้งลดการเกิดการคอรัปชั่นอีกด้วย เนื่องจากทุกคนเป็นเจ้าของข้อมูลทั้งหมด สามารถตรวจสอบได้

เราสามารถนำเทคโนโลยี Blockchain มาประโยชน์อะไรบ้าง ?

Initial Coin Offering หรือ ICO หรือการระดมหรือลงทุนโดยใช้ CryptoCurrency แทนการใช้หุ้น แต่ใช้ Bitcoin แทน เพื่อการเปิดตัวโปรเจคโครงการหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทสตาร์ทอัพ โดยผู้เสนอโปรเจคจะต้องเขียนแนวคิดของโปรเจคที่จะทำ เพื่อให้ผู้ระดมทุนสร้างเหรียญขึ้นมาโดยอ้างอิงจากโปรเจคนั้น คล้ายคลึงกับหลักการของหุ้น เพียงแต่ตัวหุ้นนั้นจะถูกแทนที่ด้วยเหรียญดิจิทัล และสามารถนำไปแลกหรือซื้อขายเป็นเหรียญสกุลอื่นๆได้อย่าง Bitcoin โดยไม่มีตัวกลางใดๆ ลดความยุ่งยาก และรวดเร็วกว่าการระดมทุนแบบเก่า (Initial Public Offering) ที่มีรัฐบาลเข้ามาเป็นตัวกลาง 

การซื้อหรือเทรดหุ้นในสกุลเงินดิจิทัลกับ Dx.Exchange ซึ่งที่น่าสนใจ คือ รองรับการเทรดหุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ชื่อคุ้นหู อาทิ Facebook Amazon Intel Baidu Apple Nvidia Netflix Microsoft Tesla และ Google และมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลเช่นเดียวกัน ในตลาดหลักทรัพย์ของอเมริกา

DX Exchange การเทรดหุ้นด้วย CryptoCurrency

(ภาพจาก https://blockchain-review.co.th/blockchain-review/crypto-buy-stock/)

ถ้าให้ใกล้ตัวมากขึ้น ก็เห็นจะเป็นการใช้เทคโนโลยี Blockchain กับ Smart Contract ซึ่งถ้าให้แปลตรงตัว คือ การทำสัญญาอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาว่าจ้าง สัญญาซื้อขาย หรือแม้กระทั่งเอกสารของทางราชการ ซึ่ง Smart Contract ได้หยิบหลักการของ Blockchain มาใช้ โดยผู้ทำสัญญาสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่สามหรือพนักงาน เป็นตัวกลางที่คอยตรวจสอบเอกสาร การทำสัญญาทุกอย่างผ่านระบบออนไลน์ และรวดเร็วมากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่น หากเรานำ Blockchain มาใช้กับการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน จะลดขั้นตอนต่างๆ ลงได้อย่างมาก ซึ่งหมายถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์จะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เกิดสภาพคล่องและมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์

ซึ่งในวงการห้องสมุด การใช้เทคโนโลยี Blockchain อาจจะยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มตัวมากนัก เนื่องจากยังเป็นเทคโนโลยีที่มีการลงทุนสูง หากแต่การนำหลักการของ Blockchain มาใช้อาจจะเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการมากขึ้น 

ผู้เขียน : ชญานิษฐ์ นิยม (งานเผยแพร่ผลงานวิชาการของมหาวิทยาลัย ฝ่ายคลังความรู้)


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019