พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา ประตูสู่อารยธรรมภาคใต้ กับความท้าทายในปัจจุบัน


หลังจากผู้เขียนและทีมงานได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา ที่ตั้งอยู่บนเกาะยอ จังหวัดสงขลา ในเบื้องต้นคิดว่าจะเข้ามาเยี่ยมชมวัตถุ และโซนจัดแสดงเฉย ๆ ก่อนกลับมหาวิทยาลัย แต่พอได้มาพบกับ คุณธีระ จันทิปะ หัวหน้ากลุ่มภารกิจส่งเสริม เผยแพร่และพัฒนา ของสถาบันทักษิณคดีศึกษาที่มาต้อนรับ พร้อมเป็นวิทยากรบรรยายและเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ขณะนำชม “พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา” ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจไม่น้อย เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังให้ทุกท่านได้ดื่มด่ำกับกลิ่นอายของอารยธรรมภาคใต้ แนวคิด และความท้าทายต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ร่วมกัน

จุดเริ่มต้น จากครูภาษา สู่ปราญช์ด้านคติชนวิทยาพื้นถิ่น

พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา มีจุดเริ่มต้นมาจากศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ “ครูภาษาไทย” ที่อยากทราบต้นกำเนิดของคำแต่ละคำของภาคใต้ ว่ามีต้นกำเนิดและที่มาอย่างไร โดยมีแนวคิดว่า “ถ้าเราเข้าใจวัฒนธรรม ก็จะสามารถเข้าใจที่มาของคำแต่ละคำในปัจจุบันได้” เมื่อศึกษาไปเรื่อย ๆ จึงเริ่มเห็นว่าในอนาคต “คำ หรือ ภาษา” อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีก อาจารย์จึงสันนิษฐานว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จำต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้ง ฉะนั้นการศึกษาด้านนี้ ควรทำความเข้าใจ โดยการศึกษาจากวิถีชีวิตของผู้คนเป็นหลักก่อน ทั้งยังเห็นว่าวัฒนธรรมเหล่านี้ หากไม่ได้มีการเก็บรักษาไว้ จะสูญหายไปได้ในอนาคต จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาคติชนวิทยาของคนภาคใต้ขึ้น โดยเริ่มจากพานักศึกษาไปลงพื้นที่ภาคสนาม และค้นพบวัตถุต่าง ๆ จากชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านไม่เห็นคุณค่า ไม่รู้เอาไปทำอะไร ไม่รู้จักว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุทางโบราณคดี ทางคณะศึกษาจึงขอรับบริจาค บ้างก็เอาวัตถุที่มีในปัจจุบันไปแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน พอลงพื้นที่มากขึ้น วัตถุก็มีมากขึ้น ทางคณะจึงต้องหาที่สำหรับรวบรวมไว้เป็นแหล่งศึกษาด้านวัฒนธรรม โบราณคดี และจำต้องหาเรื่องเล่า และแยกของเหล่านั้นให้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์เป็นวัตถุที่ได้รับบริจาคกว่าร้อยละ 90 โดยมีบางส่วนจำเป็นต้องซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลของพิพิธภัณฑ์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สำหรับการเก็บข้อมูลของพิพิธภัณฑ์จะใช้การเก็บข้อมูลแบบมหาวิทยาลัยอินดีแอนา (Indiana University) ซึ่งเป็นการเก็บเชิงคติชนวิทยา บอกเล่าเรื่องราวผ่านพฤติกรรมของผู้คนและคติชนในภาคใต้ โดยไม่ได้แบ่งตามหลักของโบราณคดี หรือตามเผ่าพันธุ์ และไม่ต้องการให้เป็นแบบกรมศิลป์ที่จะแสดงตามยุคสมัย โดยจะแบ่งแยกเป็นการเก็บวัตถุของจริง 1 หมวด หมวดวรรณกรรมท้องถิ่น 1 หมวด ภาพต่าง ๆ 1 หมวด และแถบเสียง เทป 1 หมวด โดยนำทั้ง 4 หมวด มาคิดจัดรูปแบบแสดงของพิพิธภัณฑ์ ผ่านสายตาและแนวคิดของครูที่อยากสอนศิษย์ ให้เข้าใจในประวัติศาสตร์ได้มากและง่ายยิ่งขึ้น ไม่ได้นำเสนอจากมุมมองของสถาปนิก ภัณฑรักษ์ หรือนักออกแบบแต่อย่างใด

พิพิธภัณฑ์แห่งวิถีชีวิต

วัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์คือส่งเสริมเชิงวัฒนธรรม ผ่านการบรรยายเรื่องการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตของผู้คน และจัดแสดงของพื้นบ้านที่ไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปะวัตถุล้ำค่า เพียงแต่เป็นสิ่งของที่ทำให้เห็นถึงวิถีชีวิต คติชนของคนในภาคใต้ปัจจุบัน โฟกัสที่การใช้สอยเป็นหลัก โดยใช้วัตถุเป็นตัวละครในการเดินเรื่องเพื่อให้ทราบและรู้จักว่าคนภาคใต้  เขาใช้อะไร เขาดำรงชีวิตอยู่อย่างไร เพื่อทำความเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้ว ก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดมาจากทีมนักศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ ตลอดจนเครือข่ายที่อาจารย์รู้จัก เอื้อเฟื้อช่วยเก็บรวบรวมและให้ข้อมูล โดยช่วยในนามส่วนตัวทั้งสิ้น ด้วยความที่อาจารย์สุธิวงศ์มีลูกศิษย์พำนักอยู่หลายจังหวัด พอเจอวัตถุโบราณคดีที่น่าสนใจ ก็จะแจ้งอาจารย์ เพื่อหาวิธีให้ได้ของมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งบางครั้งเจ้าของวัตถุก็หวงแหนไม่อยากให้ทางพิพิธภัณฑ์เก็บให้ ก็จำต้องพึ่งคนรู้จักหรือผู้ใหญ่ช่วยเจรจาต่อรองให้ โดยยกเหตุผลการนำมาจัดแสดงเพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษา

สำหรับพื้นที่จัดแสดงจะถูกแบ่งเนื้อเรื่องเฉพาะ ออกเป็นห้อง ๆ โดยพยามยามให้แต่ละห้องมีเรื่องราวไม่ยืดเยื้อ และใช้เวลาน้อยที่สุดในการเดินชม โดยสังเกตจากพฤติกรรมของผู้ชมนิทรรศการ ส่วนใหญ่มักสนใจได้ไม่นาน และโซนจัดแสดงที่ถือเป็นไฮไลท์สำหรับพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยาก็คือ “ห้องกระต่ายขูดมะพร้าว” ที่บอกถึงวิถีการดำรงชีพของชาวบ้าน ความต้องการมะพร้าว ความต้องการกะทิของคนภาคใต้ และความขี้เล่น ความสนุกสนานของคนภาคใต้ผ่านอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ  

จัดสรรทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา มีการปลูกบ้านรูปทรงพื้นเมืองไว้หลายแบบ โดยบ้านแต่ละหลังจะจัดแสดงโดยจะแบ่งแยกเรื่องราวเพื่อนำเสนอรูปแบบการสร้างบ้าน โดยจะไม่จำลองบ้าน แต่จะสร้างบ้านหลังจริง โดยได้วัตถุดิบจำพวกไม้ตาลโตนดจากชาวบ้านที่นำมาบริจาค ทำให้งบประมาณในการสร้างถูกลง นอกจากนี้การคำนวณงบประมาณในการออกแบบ อาจารย์สุธิวงศ์ยังมีความละเอียดอ่อนและเข้มงวดมาก เนื่องจากอาจารย์เรียนจบวิชาเอกภาษาไทย แต่วิชาโทคณิตศาสตร์ เพราะฉะนั้นบริษัทจะไม่มีทางได้กำไรจากทางสถาบันฯ โดยอาจารย์สุธิวงศ์จะคำนวณว่าหลังคาแต่ละตารางเมตร ใช้กระเบื้องกี่แผ่น ใช้ไม้ระแนงเท่าไหร่ ใช้ตะปูกี่ตัว คิดเป็นจำนวนราคาเท่าไหร่ เมื่อมีการประกวดเสนอราคา ราคาที่ได้จะต้องถูกกว่าที่อาจารย์คำนวณไว้

พื้นที่ว่างเปล่าภายในพิพิธภัณฑ์ก็มีการจัดสรรอย่างเหมาะสมคุ้มค่าที่สุด โดยไม่ปล่อยเอาไว้เปล่า ๆ มีการนำมาเป็นพื้นที่จัดแสดง อย่างเช่นใต้ถุนพิพิธภัณฑ์ที่ถูกนำมาเป็นพื้นที่จัดแสดงกระเบื้องต่าง ๆ แสดงวิธีการจัดทำกระเบื้องในสมัยก่อน เพื่อเชื่อมต่อไปอีกห้องหนึ่ง เป็นต้น

จุดเริ่มต้นของสารานุกรมวัฒนธรรม

ศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ศิษยานุศิษย์ และผู้เกี่ยวข้องหลายท่าน ร่วมกันวิจัย หาข้อมูลมากมาย จนสามารถรวบรวมและจัดทำเป็น “สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้” กว่า 10 เล่ม ในปี พ.ศ. 2529 จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมา ทรงมีพระราชดำริให้ภูมิภาคอื่น ๆ เริ่มทำสารานุกรมประจำภูมิภาคบ้าง เพื่อส่งต่อเรื่องราวที่น่ารู้ไปยังรุ่นลูก รุ่นหลาน ต่อมาสารานุกรมปรับเพิ่มเป็น 18 เล่ม โดยใช้ฐานข้อมูลจากสถาบันทักษิณคดีศึกษา และนักวิชาการกว่า 300 คนในการเรียบเรียงและหาข้อมูล และในที่สุดก็ออกสารานุรมเพิ่มเติมอีก 6 เล่ม โดยมีคำหลักกว่าหมื่นคำ

สถาบันทักษิณคดีศึกษา จึงเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ริเริ่มการจัดทำสารานุกรมภูมิภาคขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นเจ้าแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย โดยมีประเทศอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย บรูไน เนปาล ยึดเอาของสถาบันฯ ไปเป็นต้นแบบ เพราะเนื้อหาจะไม่เหมือนเป็นสารานุกรมประเภทอื่น

ผสานงานวิจัย สืบสานภูมิปัญญา สร้างรายได้ให้ชุมชน

พิพิธภัณฑ์นอกจากจะเก็บรวมรวมวัตถุต่าง ๆ แล้ว ยังมีการทำวิจัยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคติชนภาคใต้อีกด้วย ซึ่งงานวิจัยที่สร้างชื่อเสียงชิ้นหนึ่งก็คือ “การวิจัยการทำลวดลายในเนื้อโลหะ” เนื่องจากวิธีการผลิตลวดลายในเนื้อโลหะนั้น ได้สูญหายไปกว่า 50 ปีแล้ว ทีมผู้วิจัยจึงต้องการทราบว่าลวดลายต่าง ๆ ของโลหะที่อยู่วัตถุโบราณนั้น สามารถควบคุมได้หรือไม่ อาศัยเทคนิคและเทคโนโลยีใดในการผลิต โดยมีการศึกษาหากระบวนการ ประสานเนื้อเหล็กใหม่ ๆ จนพบรูปแบบที่ต้องการ แล้วใช้เวลาพัฒนาอีกกว่า 6 ปี จนรู้กระบวนการ และนำมาอบรมช่างตีมีด ให้สามารถตีลายแบบนี้ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ สามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่อาชีพช่างตีมีดจากเดิมได้กว่า 20 เท่า นอกจากนี้ผู้อบรมยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์ของตนเองได้อีกด้วย นอกจากจะสร้างรายได้แล้ว ยังเป็นการรักษาวัฒนธรรมของภาคใต้ให้คงอยู่ต่อไป โดยอาจารย์กล่าวว่า “แม้กระบวนการช้า แต่เมื่อได้มาแล้ว มันจะไม่หายไป”

ปัญหาและความท้าทายของพิพิธภัณฑ์

บทบาทที่ถูกลดทอน

พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา ก่อนหน้านี้เริ่มแรกเป็น “ศูนย์ส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมภาคใต้” ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “สถาบันทักษิณคดี” ซึ่งมีฐานะเป็นคณะวิชาหนึ่งในของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตสงขลา ต่อมาเมื่อวิทยาเขตสงขลา แยกตัวออกมาจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยทักษิณ ทำให้บทบาทของสถาบันทักษิณคดีถูกลดบทบาทลง งบประมาณที่เคยขอได้โดยตรงก็ต้องผ่านหลายขั้นตอน และรายได้ ประสบปัญหา อาจารย์จึงหาทางออกโดยการหาทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ มาอุปถัมภ์ การจัดแสดง

นอกจากนี้การเรียนการสอนที่เคยเปิดหลักสูตรไว้ ก็ถูกย้ายไปยังคณะอื่น ๆ เช่น วิชาไทยคดี หลักสูตรปริญญาเอก วัฒนธรรมศึกษา เป็นต้น เครือข่ายอาจารย์ที่เคยประสานงาน เคยมาสอนที่สถาบันฯ ก็หายไป

สำหรับบทบาทของสถาบันทักษิณคดีศึกษาทุกวันนี้คือ เปิดการเรียนการสอนเฉพาะวิชาทักษิณศึกษา ซึ่งเป็นวิชาปูพื้นฐานในภาพรวมให้กับมหาวิทยาลัยทักษิณ เพราะไม่มีคณะไหนรับไปสอน และภารกิจหลักส่วนใหญ่คือการดูแลพิพิธภัณฑ์

ผู้เข้าชมที่เปลี่ยนไปกับการปรับตัวในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้กลุ่มเป้าหมายของพิพิธภัณฑ์คือ กลุ่มข้าราชการที่ได้บรรจุเข้ามาทำงานภาคใต้เพื่อเรียนรู้ประวัติความเป็นมา คติ จารีต วิถีชีวิตของชาวภาคใต้ให้ลึกซึ้ง ซึ่งตอนนี้ไม่มีโครงการอบรมเหล่านี้แล้ว ทำให้ไม่มีตัวเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชนชาวพื้นถิ่น เกิดการเชื่อมไม่ติด ปัญหาต่าง ๆ ของชายแดนภาคใต้ที่พอดูแลได้ก็จัดการยากขึ้น

ปัญหาที่เจออีกประการคือ ไม่สามารถจัดหาข้อมูลที่เหมาะกับผู้เข้าชมแต่ละรุ่นได้ กล่าวคือหากเป็นเด็กเล็ก ๆ การนำชมบางจุดจำเป็นต้องข้ามเรื่องที่น่าเบื่อ หรือเรื่องที่เด็กอาจไม่สนใจ แล้วพาไปชมเรื่องที่เด็กอาจให้ความสนใจแทน นอกจากจะประหยัดเวลา และไม่ให้เด็กเบื่อแล้ว ยังช่วยสร้างการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับหมวดหมู่วิชาต่าง ๆ ของเด็กอีกด้วย เช่น การสอดแทรกวิทยาศาสตร์ควบคู่กับประวัติศาสตร์ โดยการอธิบายนวัตกรรมในสมัยโบราณว่ามีการใช้เทคโนโลยีอะไรมาช่วยในการดำรงชีวิต สำหรับข้อเสนอแนะของเด็ก ๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ หลัก ๆ ก็คือ อยากให้ที่นี่มีเกม หรือมีสื่อที่สามารถเล่นได้ พวกจอ Interactive แต่ทางพิพิธภัณฑ์มักประสบปัญหากับการซ่อมบำรุงการจัดแสดง เพราะจอเหล่านี้ไม่ค่อยทน จำเป็นต้องใช้ระบบที่คนในส่วนงานสามารถดูแลและซ่อมเองได้ทดแทน

ระบบราชการที่ตีกรอบ

ห้องจัดต่าง ๆ ของสถาบันฯ มีการประดิษฐ์ตู้สำหรับจัดแสดงโดยฝีมือของบุคลากรของสถาบันฯ เอง ซึ่งประสบปัญหา เมื่อจัดทำสถานที่ วัตถุจัดแสดงแล้ว ตู้เหล่านี้ก็ถูกจัดเป็นครุภัณฑ์ ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบ และมีปัญหาเรื่องการบำรุงรักษาตามมา หรือหากต้องใช้เงินในการบำรุงรักษา จำเป็นต้องยื่นเรื่องไปที่มหาวิทยาลัยสำหรับการซ่อมแซม ซึ่งมีระยะเวลาและขั้นตอนที่ค่อนข้างยุ่งยากและยาวนาน ซึ่งระบบราชการตรงนี้ ทำให้การดูแลจัดการเชื่องช้า ไม่เอื้ออย่างยิ่ง

อีกปัญหาหนึ่งได้แก่เรื่องเกี่ยวกับครุภัณฑ์ หรือเป็นวัตถุหายาก เช่น ลูกปัดมีกว่า 30,000 เม็ด แต่ละเม็ด แยกเป็นหนึ่งทะเบียน ทำให้ถึงพอเวลารอบปีการจัดการตรวจสอบครุภัณฑ์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำได้เต็มที่เพียงแค่ 1,000 เม็ดเท่านั้น

คุณธีระเล่ากับพวกเราฟังว่า มีหน่วยงานเอกชนอยากจะยื่นมือเข้ามาช่วยพิพิธภัณฑ์ฯ แต่เนื่องจากระบบ ทำให้การช่วยเหลืออุปถัมภ์นั้น มีความสลับซับซ้อนและไม่สะดวกต่อการช่วยเหลือ ซึ่งระบบต้องโอนเงินเข้ามหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยจะทำการจัดสรรงบประมาณอีกทีหนึ่ง ทำให้ผู้ที่จะให้ความอนุเคราะห์อุปถัมภ์เปลี่ยนเป็นสิ่งของแทนเงิน ซึ่งมีความจำเป็นอยู่มาก โดยอาจารย์สุธิวงศ์ เคยกล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์หากยังอยู่ในระบบราชการเดิม มีแต่ทรงกับทรุด” ควรทำตัวให้เป็นอิสระ เป็นองค์กรมหาชน

การดูแลที่ไม่ทั่วถึง

ค่าใช้จ่ายการดูแลพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างสูง เพราะพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างกว้างขวาง มีพื้นที่ และห้องจัดแสดงหลายห้อง ทำให้การจัดการค่อนข้างยากลำบาก อีกทั้งสถาบันฯ ดูแลโดยรักษาการผู้อำนวยการมากว่า 2 ปีแล้ว ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึงมากนัก โดยผู้ปฏิบัติงานมองว่าผู้บริหารสูงสุด ไม่เข้าใจกระบวนการของพิพธภัณฑ์มากพอและไม่คิดต่อยอดโดยชูนโยบายการนำพิพิธภัณฑ์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักสำคัญของจังหวัดซึ่งสามารถหารายได้เพิ่มให้กับทางมหาวิทยาลัยได้

ขาดการสนับสนุนด้านทรัพยากรบุคคล

กว่า 8 ปีแล้ว ที่จำนวนบุคลากรภายในสถาบันฯ ทยอยเกษียณไป โดยไม่ได้ตำแหน่งเพิ่มหรือตำแหน่งใหม่ทดแทนตำแหน่งเดิม ซึ่งปัจจุบันมีคนดูแลพิพิธภัณฑ์ 4 คน ซึ่งต้องดูแลกว่า 30 ห้อง ภัณฑนิเทศ 1 คน นิภัณฑรักษ์ 1 คน และนักวิชาการ 2 คน ทำหน้าที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์และนำชม

นอกจากนี้ยังประสบปัญหาการรวมตำแหน่ง แต่ภาระงานไม่ตรง ทำให้ไม่เกิดความก้าวหน้าในอาชีพการทำงาน ไม่สามารถขอตำแหน่งวิชาการได้ในอนาคต เนื่องจากบุคลากรต้องทำหน้าที่ที่หลากหลาย เช่น วัตถุจัดแสดง หรือสถานที่เสียหายหรือเสื่อมโทรม บุคลากรต้องดำเนินการซ่อมแซมเอง โดยการเกณฑ์ทีมงานบุคลากรในหน่วยงานแทบทุกคนมาช่วยซ่อมแซม

ก่อนหน้านี้ทางพิพิธภัณฑ์ไม่มีตำแหน่งภัณฑารักษ์มาก่อน การจัดแสดงบางอย่างจึงอาจจะไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะว่าบุคลากรไม่มีความรู้เรื่องของการดูแลวัตถุมากนัก ใครนึกจะจัดแสดงวัตถุอย่างไรก็เอามาจัด ทำให้วัตถุเสื่อมเร็วกว่าปกติ ต่อมาได้ตำแหน่งภัณฑารักษ์ มาดูแล 1 คน แต่ต้องดูแลวัตถุกว่า 70,000 ชิ้น ซึ่งไม่เพียงพออีก

สำหรับเรื่องบุคลากรสำหรับการดูแลเรื่องความสะอาดและความเรียบร้อยของพิพิธภัณฑ์ ได้รับการจัดสรรจากทางมหาวิทยาลัย ในจำนวนที่จำกัด อัตราของบุคลากรด้านการทำความสะอาด ไม่ครอบคลุมกับพื้นที่ที่กว้างขวาง ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึงและไม่ครอบคลุม บางส่วนมีพื้นที่ชำรุดเสียหายจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์มาดูแลเอง เพราะคนทำความสะอาดที่ได้รับจัดสรรมาก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการจัดการทำความสะอาดวัตถุพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา เป็นสถานที่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจของอาจารย์ที่มีความรักต่อการสอนหนังสือให้แก่ศิษย์ อาจารย์ที่มีความรักต่อวัฒนธรรมและต้องการสืบสานสิ่งดีงามเหล่านี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป แต่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะสามารถต้านทานต่อกระแสแห่งโลกสมัยปัจจุบันและปัญหาต่าง ๆ ได้ต่อไปนานเพียงไรนั้น ก็คงต้องให้เป็นเรื่องของอนาคต

สำหรับผู้อ่านท่านใดที่อ่านบทมความนี้แล้วสนใจ และต้องการดื่มด่ำกับอารยธรรม ประวัติความเป็นมาของภาคใต้ ผ่านวัตถุและสถาน ผู้เขียนขอเรียนเชิญได้ที่ “พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา” ณ เกาะยอ จังหวัดสงขลาได้เลย รับรองไม่ผิดหวัง

อ้างอิงรูปภาพ

ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้. (ม.ป.ป.) สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์. ค้นจาก https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/4/5cf1b400


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019