นิทรรศการ “มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย” และ การสัมนาเรื่อง ตามรอยพระบาท “พระมหาธีรราชเจ้า”


นิทรรศการ มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย

          เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 สำนักงานวิทยาทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิธีเปิดนิทรรศการ “มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย” และ การสัมนาเรื่อง ตามรอยพระบาท “พระมหาธีรราชเจ้า” ณ ชั้น 7 สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนิทรรศการ และการสัมมนาดังกล่าว เริ่มต้นมาจาก คณะทำงานโครงการจุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย ได้ดำเนินปรับปรุงนิทรรศการใหม่ เพื่อต่อยอดการสงวนรักษาองค์ความรู้และถ่ายทอดเองราวสู่ชนรุ่นหลัง โดยปรับเปลี่ยนเนื้อหาไปสู่นิทรรศการ 2 รัชกาล นำเสนอเรื่องราวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของสยามประเทศ ในการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัยอย่างประเทศตะวันตก โดยไม่ทิ้งรากเหง้าความเป็นไทย นิทรรศการครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาญาณและพระมหากรุณาธิคุณในด้านต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 2 รัชกาลที่มีต่อปวงชนชาวไทยและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ยังคงกรุณาตั้งชื่อส่วนต่อขยายนี้ว่า “มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย” นอกจากนี้ยังได้รับความอนุเคราะห์กลั่นกรองข้อมูลการจัดแสดงนิทรรศการจากที่ปรึกษา 3 ท่าน ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นผู้อนุรักษ์มรดกไทยดีเด่น พ.ศ. 2562 อาจารย์ ดร.ใกล้รุ่ง อามาระดิษ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมรัชกาลที่ 6 และคุณสุจิรา ศิริไปล์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

นอกจากการเล่าเรื่องเชิงประวัติศาสตร์แล้ว “มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย” ยังพยายามถ่ายทอดเรื่องราวให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เข้าใจและจดจำพระปรีชาญาณในรัชกาลที่ 6 ได้ดียิ่งขึ้นผ่านการเลือกสรรข้อมูลมาจัดแสดงในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งสำนักงานวิทยทรัพยากร ยังมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดโครงการจุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัยในส่วนคลังข้อมูลดิจิทัล “มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย” ให้สมบูรณ์ต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.อมร เพชรสม ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวต้อนรับ และกล่าวรายงาน

          เวลา 13.30 น. รองศาสตราจารย์ ดร.อมร เพชรสม ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวต้อนรับ และกล่าวรายงานการเปิดนิทรรศการ “มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย” และ การสัมนาเรื่อง ตามรอยพระบาท “พระมหาธีรราชเจ้า” กิจกรรมดังกล่าวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของจุฬาลงกรณ์ราชบรรณาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงาน ต่อด้วยการชมบันทึกการขับเสภาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายหลังจากเสร็จสิ้นการชมเทปบันทึกการขับเสภาฯ จึงเข้าสู่พิธีเปิดห้องนิทรรศการ มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงาน

          นิทรรศการ มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย มีผู้นำชมและแนะนำนิทรรศการ คือ นางสาวชนัญญา เตชจักรเสมา (แอดมินเพจ Point of View) กับ คุณกันต์ธร เตโชฬาร นับเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ในการเล่าเรื่องราวภายในห้องนิทรรศการ

เปิดนิทรรศการ มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย

นิทรรศการ มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย

นิทรรศการ มหาวชิราวุธราชบรรณาลัย

เข็มไอยราพต ร.ศ. 130 และ กล่องเงินประดับตราไอยราพต (พระราชทานเป็นที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก)

เข็มข้าหลวงเดิม

กระดุมเงินลงยาครบชุด 5 เม็ด (อักษรพระปรมาภิไธย ร.6)

กระดุมครบชุด 5 เม็ด ตราพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระยุพราช)

เข็มอักษรพระปรมาภิไธย วปร (สำหรับประดับบ่าราชองครักษ์) เข็มบำรุงเสือป่า เข็มเครื่องหมายเสื่อป่า

“กระบวนการเรียนรู้ผ่านการทำงานบูรณะอาคารประวัติศาสตร์: กรณีศึกษา พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” โดย อาจารย์อริยะ ทรงประไพ

อาจารย์อริยะ ทรงประไพ

บรรยากาศห้องบรรยาย

          การสัมมนาเรื่อง ตามรอยพระบาท “พระมหาธีรราชเจ้า” หัวข้อแรก คือ “กระบวนการเรียนรู้ผ่านการทำงานบูรณะอาคารประวัติศาสตร์: กรณีศึกษา พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” โดย อาจารย์อริยะ ทรงประไพ ที่ปรึกษาด้านสถาปัตยกรรม มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคนีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี นำเสนอและถ่ายทอดเรื่องราว การทำงานตั้งแต่เริ่มต้นทำงานที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 7 ในเรื่องของการซ่อมแซม โดยพื้นฐานมีความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรม และเป็นสถาปนิก เรียนจบทางด้านบูรณะมาโดยตรง การเริ่มต้นทำงานที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เข้ามารับหลังจากที่ได้ผ่านการใช้งาน และถูกปล่อยทิ้งเป็นอาคารที่ไม่ได้ใช้งานมา 40 ปี จนกระทั่งทางตำรวจเข้ามาใช้งานใน พ.ศ. 2508 และมีการซ่อมแซมในบางส่วน มีการซ่อมแซมจากหน่วยงานของรัฐในบางช่วงเวลา จนกระทั่งทางคณะอาจารย์อริยะ ทรงประไพ ได้เข้าไปซ่อมแซม ต้องไตร่ตรองว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นของเก่า อะไรคือสิ่งที่ของใหม่ เพราะข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงเวลา 90 กว่าปี ข้อมูลที่เกี่ยวกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีน้อยมาก เช่น สถาปนิกที่ออกแบบพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน มีคนพูดถึงว่า เป็นชาวอิตาลีชื่อ มันเฟรดี และมีบันทึกว่าระยะเวลาการก่อสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวันใช้เวลาประมาณ 1 ปี และมีข้อมูลในฐานข้อมูลอื่น ๆ มากมาย แต่สุดท้ายได้รับความกรุณาจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรศรี โพวาทอง ช่วยในการค้นคว้าจดหมายโต้ตอบ ช่วงสมัยรัชกาลที่ 6 จากสำนักราชเลขาธิการ (ซึ่งการที่คุณจะเข้าไปเขียนจดหมายเหตุเรียนถึงพระมหากษัตริย์ คุณจะไม่สามารถบิดเบียน หรือ พูดถึงเรื่องที่ไม่จริงไม่ได้) ปรากฏว่าจดหมายฉบับนั้น เราก็ตามอ่านทั้ง วิศกร สถาปนิก เรียนกับรัชกาลที่ 6 อย่างไรบ้าง ช่วงเวลาเป็นอย่างไรบ้าง ทำอะไรกันไปบ้าง ปรากฏว่า ข้อมูลที่เกิดขึ้นกับไม่ตรงตามกับข้อมูลที่เผยแพร่กันอยู่ทั่วไป เช่น การออกแบบพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในเอกสารบอกว่าออกแบบโดย นายมารีโอ ตามัญโญ สถาปนิกชาวอิตาลี เป็นผู้ดำเนินการควบคุมในเรื่องของงานสถาปัตยกรรม ส่วนวิศกร เป็นชาวเยอรมัน ผู้วางผังเอกสารพูดถึงเป็นชาวสวิส และผู้ควบคุมการก่อสร้างคือ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) และวังมีความยาวประมาณ 255 เมตร ไม่รวมบันไดชิ้นสุดท้าย (ถ้ารวมคงเป็น 256.05 เมตร) และ กว้าง 99 เมตร มีอาคารทั้งหมด 16 หลัง และใช้เวลาการการสร้าง 7 เดือน ไม่ใช่ 1 ปี ในเอกสารบอกว่ามีเวลาในการก่อสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเวลา 7 เดือน ซึ่งต้องทำให้เสร็จ และในเวลาดังกล่าวเป็นการก่อสร้างพระราชวังที่อยู่กลางป่า ในจดหมายยังบอกอีกว่า ระหว่างที่ดำเนินการสร้างพบเสือมาเดินอยู่ด้านใต้ของอาคารในระหว่างการทำสีอาคาร พบหมีเข้ามาในระหว่างที่กำลังขนวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเขียนจดหมายรายงานการก่อสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวันถึงรัชกาลที่ 6

หมู่พระที่นั่ง และอาคารในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

          การได้เข้าไปทำงานในการอนุรักษ์พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่มากมายที่เริ่มต้นมาจากที่ประทับของพระองค์ท่าน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ประกอบไปด้วยหมู่อาคารทั้งหมด 16 หลัง แบ่งออกเป็น พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ หมู่พระที่นั่งสมุทรพิมาน (ฝ่ายหน้าของผู้ชาย) หมู่พระที่นั่งพิศาลสาคร (ฝ่ายในของผู้หญิง) การวางระบบหมู่พระที่นั่งทั้งหมด วางบนเสาคอนกรีตเป็นระบบพิกัดเป็นระยะ 3 เมตร X 3 เมตร เหมือนตีปูพรมไว้ และตรงไหนที่มีตัวอาคารจะนำเสาออก พอนำเสาออกจะเกิดช่องว่างเป็น 3 6 9 11 ทวีคูณไปเรื่อย ๆ แต่ทั้งหมดอยู่ในระบบพิกัด แต่ความน่าสนใจ คือ การสร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีการวางผัง และมีจดหมายฉบับหนึ่งบอกว่า ได้มีการถวายรายงานเรื่อง ผังกับรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงปรับแก้ผัง ปรากฏว่ารายละเอียดในการปรับแก้ผัง ไม่ได้ชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้น ทางคณะของเรา (คณะทำงานของอาจารย์อริยะ ทรงประไพ) จึงวิเคราะห์ในการวางผังแล้วพบว่า ในตัวหมู่พระที่นั่งมีระบบฐานานุศักดิ์ของเรือนแต่ละหลัง ซึ่งมีเจ้าของเรือนแต่ละคน เรื่องฐานานุศักดิ์ทางสังคม เรียงลดระดับชั้นไม่เสมอหน้ากัน ที่ไกลที่สุดคือเรือนข้าราชบริพารฝ่ายในห้องเก็บของฝ่ายใน ซึ่งแสดงว่ามีการซ้อนที่การแสดงลักษณะทางสังคมในช่วงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ผ่านการวางผังตัวอาคาร จึงทำให้เป็นการจุดประเด็นว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่เรายังไม่เคยเข้าใจเกี่ยวกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

ตัวอย่าง พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นท้องพระโรงที่มีความพิเศษ พระราชนิเวศน์ฯ เสาด้านล่างเป็นคอนกรีต และเสาของชั้นที่ 2 เป็นไม้ ปรากฏว่าอาคารหลังนี้ เมื่อเข้าไปยืนที่ท้องพระโรงแห่งนี้ เราสามารถใช้เสียงร้องสด โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องขยายเสียง ซึ่งคุณสมบัติที่ทำให้ท้องพระโรงแห่งมีเสียงก้องกังวาลไปทั่วทั้งห้อง คือ ฝ้าเพดาน (ตรงจุดนี้ทางคณะซ่อมแซมจึงตั้งคำถามว่า เป็นไปได้อย่างไร) เพราะฝ้าเพดานของพระราชนิเวศน์ฯ ที่เห็นตรงกลาง แปลน 9 เมตร X 21 เมตร ระยะประมาณสระว่ายน้ำ 1 สระ สระว่ายน้ำขนาดเล็ก ซึ่งฝ้าเพดานขนาด 9 เมตร X 21 เมตรนั้น เป็นแผ่นคอนกรีต ซึ่ง มารีโอ ตามัญโญ เขียนไว้ว่า ใช้เฟอร์โรคอนกรีตในการทำฝ้าเพดาน โดยรวมน้ำหนักฝ้าเพดานประมาณ 16,000 กว่ากิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักฝ้ามากขนาดนี้ และไปตั้งอยู่ด้านบน น่าจะต้องมีอะไรที่พิเศษ โครงสร้างด้านบนต้องยิ่งใหญ่มาก ทางคณะซ่อมแซม จึงขึ้นไปสำรวจโครงสร้างหลังคาด้านบน พบว่า เป็นไม้ที่มีขนาดหน้ากว้าง 20 เซนติเมตร ถักกันเป็นสามเหลี่ยมเหมือนสะพานข้ามทางรถไฟและหิ้วโครงสร้างมหาศาลของด้านล่างของโถงไว้ นับเป็นเทคนิคการก่อสร้างที่คาดไม่ถึง และเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 90 ปีผ่านมา ซึ่งก้าวไปได้ไกลขนาดนี้ นอกจากเรื่องเพดาน เรื่องของเสาไม้ชั้นที่สอง เป็นเสาไม้ใหญ่สี่เหลี่ยมลบมุม ตอนที่ทางคณะซ่อมแซม ซ่อมแซมอาคารหลังนี้ ปรากฏว่า พอเริ่มขัดสีบนเสา พบว่ามีรอยต่อ จึงถอดออก ปรากฏว่าเสานี้ เป็นเสาไม้สี่ชิ้นประกบกัน ด้านในกรวง ซึ่งน้ำหนักด้านบนของอาคารตั้งแต่ฝ้าเพดานคอนกรีต หลังคาทั้งหมด และกระเบื้องหลังคา น้ำหนักประมาณ 48,000 กิโลกรัม ซึ่งถ่ายน้ำหนักไว้บนเสาที่มีหน้ากว้างประมาณ 3 นิ้ว 4 แผ่นประกบกันและตรงกลางกลวง ซึ่งยืนอยู่เฉย ๆ บนเสาคอนกรีต และเสาคอนกรีตอยู่เฉย ๆ บนพื้นทราย โดยที่ไม่มีเสาเข็ม เทคนิคการก่อสร้างดังกล่าวจึงทำให้พระราชนิเวศน์ฯ สร้างเสร็จอย่างรวดเร็ว และมีอายุยืนยาวมาได้จนถึงทุกวันนี้

เรือนข้าราชบริพารที่ตั้งอยู่ด้านหลัง ในกลุ่มของเรือนข้าราชบริพาร จะมีเรือนที่เป็นเรือนเก็บของ ปรากฏว่าเรือนเก็บของหลังนี้ กรมศิลปากรมไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน (เป็นโบราณสถานตามสภาพเพราะอยู่ในพื้นที่โบราณสถาน) เนื่องจากว่าใครที่ได้อาคารหลังนี้มักจะคิดว่าคงไม่ใช่อาคารที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับอาคารหลังอื่น ๆ เพราะตัวอาคารทันสมัยมาก ในส่วนของฝ้าเพดาน โครงสร้างด้านบนเป็นแผ่นคอนกรีต วางพิงกันอยู่ ซึ่งไม่ได้ก่อสร้างหลังคา โดยใช้โครงสร้างไม้อยู่ด้านบน แต่ใช้แผ่นคอนกรีตวางพิงกันและแปะกระเบื้องทับ ปรากฏว่าในเอกสารที่ค้นพบยืนยัน โดย มารีโอ ตามัญโญ เขียนไว้ว่าเขาเป็นผู้ออกแบบอาคารหลังนี้ และจงใจใช้คอนกรีตทั้งหมด เพราะว่าต้องการนำของทั้งหมดไปเก็บไว้ในอาคารแห่งนี้ เพื่อป้องกันไฟไหม้ ซึ่งตัวอาคารดังกล่าวดูเรียบง่ายมาก แต่ซ่อนเทคโนโลยีไว้ลึกล้ำมาก นอกจากนี้เสาคอนกรีตของพระราชนิเวศน์ฯ เป็นเสาคอนกรีตล้วนไม่ได้ใช่เหล็ก มีตีนเป็ดและวางอยู่บนพื้นทราย

การทำงานของคณะซ่อมแซม ในส่วนของบันไดในพระราชนิเวศน์ฯ เป็นการซ่อมแซมแบบเลียนแบบเทคนิคการก่อสร้างแบบดั้งเดิม เมื่อเราเตรียมไม้เสร็จ และนำมาประกอบบันไดไม้ชิ้นนี้ให้เหมือนเดิม ใช้เวลาเพียง 3 วัน ปรากฏว่าบันไดดังกล่าวนี้ ไม่มีตะปูยึด สำหรับวัสดุที่เกิดขึ้นในชุดแม่บันไดกับลูกตั้ง ลูกนอน เป็นการใช้เหล็กร้อยแม่บันไดตัวนี้ บีบให้ลูกตั้ง ลูกนอนลอยอยู่ในอากาศ ถ้าเราคลายน็อต บันไดก็จะหลุดออกจากกัน และถ้าใต้ท้องคลายน็อตด้านล่าง เราสามารถถอดแม่บันไดออกได้หมด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่ว่า ด้วยเวลาอันจำกัด ยุคนั้นคิดรายละเอียดได้ซับซ้อนมาก

เมื่อมองในด้านคุณค่าแล้ว จึงกลับมามองปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นไม้สัก แต่หลักฐานจากเอกสารไม่ได้กล่าวไว้แบบนั้น เอกสารกล่าวว่า ในส่วนที่เป็น เสา ฝาผนัง ชายคาใช้ไม้สัก แต่ในส่วนที่เป็นโครงสร้างของหลังคา มารีโอ ตามัญโญ เขียนว่าใช้ไม้ TABAK ไม้ตะแบก ไม้ตะแบกใช้เป็นโครงสร้างหลังคา เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง แต่บริเวณมุม สันหลังคาที่มีน้ำรั่วซึมบ่อย ๆ บริเวณนั้นต้องเป็นไม้สักเท่านั้น เพราะไม้สักสามารถอยู่ในการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในระดับหนึ่ง ส่วนไม้ตะแบกเป็นไม้เนื้อแข็ง ซึ่งอาจจะทนเรื่องความชื้นได้ไม่เท่าไม้สัก จึงซ่อนไว้ใต้หลังคา และหิ้วโครงสร้างน้ำหนักมหาศาลไว้ เมื่อคณะซ่อมแซมทำงานไปเรื่อย ๆ จึงนำเนื้อไม้ไปเข้าแล็บตรวจสภาพ ซึ่งจากการเรียนของเรามักจะมีความรู้ ความเข้าใจว่า ไม้สักไม่มีปลวก ผลแล็บออกมา ปรากฏว่า ไม้สักมีปลวก และนำไปเข้าแล็บของกรมป่าไม้ อธิบายว่า กระบวนการในการที่ทำให้เกิดความชื้น และเกิดเชื้อรา และมีเชื้อราชนิดหนึ่งที่แปรสภาพไม้สักให้กลายสภาพเป็นอาหารของปลวกและแมลง นับเป็นองค์ความรู้ใหม่จากหนังสือเรียนที่เคยเรียนมา ต้องทำลายกรอบความเชื่อเดิม และเรียนรู้จากครูที่อยู่ตรงหน้าเรา เชื้อราที่พบในไม้มีหลายชนิดมาก และมีเชื้อราชนิดหนึ่งที่ทำให้ไม้สักกลายเป็นฟองน้ำ การที่จะทำให้ไม้สักไม่เป็นเชื้อรา คือ การที่ทำให้ไม้หายใจได้ นอกจากนี้ยังพบด้วงแป้งจำนวนเป็นหมื่น ๆ ตัว ในบริเวณพระราชนิเวศน์ฯ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เร่งปฏิกิริยาการเสื่อมสภาพของไม้ในพระราชนิเวศน์ฯ จากการศึกษาเกี่ยวกับด้วงแป้ง พบว่า ด้วงแป้งจะเข้ามาที่พระราชนิเวศน์ฯ ปีละ 1 เดือน และ 1 เดือนนั้น มาเพื่อที่จะผสมพันธุ์กัน และจะไปวางไข่ที่กองไม้ หรือ เศษซากไม้ในบริเวณใกล้เคียงในระยะ 5 กิโลเมตร ผู้เชี่ยวชาญจากกรมป่าไม้จึงแนะนำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การกำจัดกองไม้ที่เป็นแหล่งวางไข่ของด้วงแป้ง และแก้ไขด้วยการฉีดน้ำยาเดทตอล ที่บริเวณตัวอาคารอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ส่งผลให้กลิ่นฟีโรโมนของแมลงหายไป จึงทำให้ด้วงแป้งไม่กลับมายังตัวอาคารอีก

การทำการบูรณะซ่อมแซมพระราชนิเวศน์ฯ เริ่มต้นมีสถาปนิกเพียงคนเดียวในการดูแล เมื่อทำงานผ่านไป จนงานเริ่มชัดเจนมากขึ้น เริ่มมีนักศึกษาฝึกงานจากที่ต่าง ๆ แทบจะทั่วประเทศไทยเข้ามาฝึกงานกับเรา ปีหนึ่งมีถึง 20 คนต่อคลาส การมาฝึกงานที่พระราชนิเวศน์ฯ ต้องมาช่วยกันยกไม้ ช่วยกันรันไม้ ช่วยบันทึกข้อมูล ทำทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ

การบูรณะพระราชนิเวศน์ฯ เป็นการออกแบบที่เป็นลักษณะเฉพาะของพระราชนิเวศน์ฯ ไม่ได้ออกแบบสำหรับอาคารทั่วไป เมื่อเราเข้าคุณค่า เข้าใจเทคนิคแล้ว จึงทำให้กลับไปเข้าใจว่าควรออกแบบวิธีการให้สอดคล้องกับลักษณะในการก่อสร้างพระราชนิเวศน์ฯ เมื่อศึกษาไปได้ระยะหนึ่ง พบว่า สีของพระราชนิเวศน์ฯ ดั้งเดิม ไม่ใช่สีฟ้ากับเหลืองอย่างที่ปรากฏก่อนเข้าไปทำการบูรณะ ปรากฏว่ามีสีซ่อนอยู่ใต้เลเยอร์ ซับซ้อนกันไปชั้น ๆ อยู่ โดยทำการตรวจสอบกว่า 500 จุด บนตัวอาคาร ขูดไปทีละชั้นสี พอเจอสีหนึ่งจึงเปลี่ยน พอเจออีกสีหนึ่งจึงเปลี่ยน สุดท้ายอาศัยเครื่องมือที่ชื่อว่า เอ็กไลน์ มาตรวจสอบดึงชั้นเลเยอร์สุดท้ายขึ้นมา และร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน นำสีสุดท้ายเข้าไปตรวจ พบว่าสีกลุ่มสุดท้ายเป็นสีเขียว สีเทาเขียว ดังนี้ หัวใจสำคัญของการบูรณะพระราชนิเวศน์ฯ หรืออนุรักษ์พระราชนิเวศน์ฯ คือ การกลับไปสู่คุณค่าด้านเทคนิคดั้งเดิม เพราะมันกลายเป็นตัวแทนเทคนิคการก่อสร้างในยุคของการเปลี่ยนแปลงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ดังนั้น พระราชนิเวศน์ฯ เป็นการนำแนวคิดแบบตะวันตกกับวัฒนธรรมแบบไทย ในเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่เชิงรูปแบบ จึงเป็นการผสานตะวันตกให้เข้ากับตัวตนความเป็นไทย เพื่อมิให้ตะวันตกดูแคลนเรา ตัวอย่าง ผนังของพระราชนิเวศน์ฯ ใช้เวลาประกอบผนังอาคารหลังหนึ่ง 3 วัน เป็นการเลียนแบบการติดตั้งแฟรมเหล็กกับกระจก เพราะมารีโอ ตามัญโญ 10 ปีก่อนหน้านั้นได้ทำหัวลำโพง ซึ่งเทคนิคการติดตั้งแฟรมเหล็กกับกระจกเกิดขึ้นแล้ว และประยุกต์แฟรมเหล็กกับกระจกให้เป็นแฟรมไม้กับกระจกเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นที่พระราชนิเวศน์ฯ

นอกจากนี้เรื่องเทคนิคการซ่อมแซมไม้ของพระราชนิเวศน์ฯ โดยตัดไม้เก่าที่เสียออก และนำไม้เก่าของพระราชนิเวศน์ฯ ที่มีสภาพดีมาต่อให้เข้ากัน โดยได้ช่างไม้จากเพชรบุรีมาช่วย เพราะมีองค์ความรู้ในเรื่องการตัดต่อไม้แผ่นเดียวแบบท้องถิ่น โดยที่ไม่ต้องใช้วัสดุติดประเภทกาวลงบนตัวไม้ จึงกลายเป็นว่า เมื่อเราทำการอนุรักษ์เทคนิคดั้งเดิมของมารีโอ ตามัญโญ เรายังอนุรักษ์ความรู้ในเรื่องการตัดต่อและงานช่างไม้ในระดับท้องถิ่น เพื่อเข้ามาซ่อมแซมชิ้นส่วนไม้ จึงเกิดองค์ความรู้ เช่น เดือยคุด เดือยเข็น เดือยตะขาบ การต่อไม้แบบเขี้ยวหมา เป็นต้น จึงกลายเป็นองค์ความรู้อีกมากมาย ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการทำงานที่เกิดจากการบูรณะซ่อมแซมพระราชนิเวศน์ฯ จากเทคนิคการต่อไม้ที่กำลังจะหายไปจากจังหวัดเพชรบุรี จึงทำให้เกิดการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เมื่อช่างที่มีความสามารถเหล่านี้รู้ว่ามีงานทำ จึงกลับมาร่วมงาน กลายเป็นทีมช่างเฉพาะขึ้นมา เพื่อร่วมดูแลรักษาพระราชนิเวศน์ฯ

เทคนิคการซ่อมไม้

          การทำงานต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลให้ยูเนสโก เล็งเห็นความสำคัญและมองว่า ปัญหาของการอนุรักษ์ ดูแลอาคารไม้ หลักคือการขาดช่างฝีมือ จึงเกิดการร่วมมือกันระหว่างยูเนสโก และทางคณะซ่อมแซมพระราชนิเวศน์ฯ แต่ขาดอาคารสถานที่สำหรับปฏิบัติการ จึงออกแบบอาคารขึ้นมาใหม่ ปัญหาคือ ต้องออกแบบอาคารให้เขตโบราณสถาน ทำอย่างไรให้ไม่เหมือนโบราณสถาน และทำอย่างไรไม่ให้หลุดจากกรอบของโบราณสถาน ซึ่งเกิดคำถามจำนวนมากว่าจะทำอย่างไร จึงกลับไปจุดเริ่มต้นที่ขึ้นไปทำงานอยู่บนหลังคาจึงเกิดความเข้าใจว่า เมื่อก่อนที่ไม่เข้าใจเกิดจากไปเริ่มต้นในจุดที่ไม่เคยเห็น จึงเริ่มต้นที่หลังคา และพบว่าโครงสร้างพระราชนิเวศน์ฯ เป็นโครงสร้างที่มีลักษณะเฉพาะ และมีเทคนิคที่เป็นของตัวเองที่เป็นการประยุกต์เทคนิคทางตะวันตกเข้ามา ทำให้เกิดองค์ความรู้เทคนิครอยต่อตะวันตก บนชิ้นส่วนไม้แบบดั้งเดิม จากตรงนี้จึงทำให้เกิดการสร้างอาคารหลังใหม่ จากการเข้าใจเทคนิค คุณค่า ลักษณะเฉพาะ อาคารหลังใหม่จึงสร้างขึ้นจากเทคนิคของพระราชนิเวศน์ฯ นำมาตีความและออกแบบอาคารหลังใหม่ เป็นโรงไม้ที่มีความกว้าง 6 เมตร ความยาว 20 เมตร และโรงไม้แห่งนี้ใช่เวลาก่อสร้างเพียง 11 วัน สำหรับส่วนไม้ แต่การเตรียมฐานใช้เวลา 21 วัน โดยการเลียนแบบเทคนิคการสร้างพระราชนิเวศน์ฯ กับงบประมาณ 700,000 บาท ซึ่งพระราชนิเวศน์ฯ เป็นพระราชวังที่ใช้งบประมาณการสร้างที่น้อยมาก คือ ประมาณ 400,000 กว่าบาท

เมื่ออาคารโรงไม้หลังใหม่สร้างเสร็จ ยูเนสโก ได้เข้ามา และร่วมกับพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน กรมศิลปากร กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยศิลปากร จึงเกิดการคัดเลือกทีมช่างไม้ โดยที่ช่างไม้ต้องไปสอบที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก่อนจึงจะเข้าร่วมได้ และเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร เข้าร่วม “การอบรมฝีมือช่างอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไม้ของไทย พ.ศ. 2562” ในระยะเวลาประมาณ 3 เดือน

ส่วนที่ 1 การอบรมทางด้านทฤษฏีจากผู้เชี่ยวชาญทางไม้หลายศาสตร์เข้ามา ซึ่งพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นเพียงกลุ่มหนึ่งของสถาปัตยกรรมช่างไม้แบบตะวันตก ยังมีอุตสาหกรรมช่างไม้อีกมากในประเทศไทย และเริ่มเปิดบรรยาย เริ่มหาข้อมูล เริ่มวิเคราะห์ มีนักวิทยาศาสตร์ และมีผู้ทรงความรู้หลากหลายมิติมาก

ส่วนที่ 2 ศึกษาดูงานอาคารต่าง ๆ ที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

ส่วนที่ 3 เป็นส่วนที่ใช้เวลายาวนานเป็นเวลา 10 วัน คือ การเริ่มลงมือปฏิบัติจริงในการฝึกซ่อมแซม รื้อจริง ซ่อมจริงให้พระราชนิเวศน์ฯ เป็นครูของทุกคน

สุดท้ายสิ่งที่ได้จากการอบรมฝีมือช่างอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไม้ของไทย พ.ศ. 2562 คือการปรับทัศนคติของผู้เข้าร่วมอบรมให้ไปในทิศทางเดียวกัน และตระหนักในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไม้ การออกแบบวิธีการซ่อมแซม มีกระบวนการ เทคนิค ขั้นตอน วิธีการมากมาย สร้างเป็นกระบวนการ จนกระทั่งพิธีจบ ท่านอธิบดีของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เข้าร่วมพิธีจบ และมอบประกาศนียบัตรแก่ช่างที่สอบผ่านการอบรม ซึ่งมีทั้งผู้ที่สอบผ่าน และสอบไม่ผ่าน นอกจากจะเป็นโรงเรียนให้กับสถาปนิก ยังเป็นโรงเรียนให้นักศึกษา บางปีมีการต้อนรับคณะนักศึกษาถึง 53 สัปดาห์ หรือแทบทุกสัปดาห์ เพราะเรื่องราวที่ทางคณะซ่อมแซมค้นพบ ไม่ได้อยู่ในระบบข้อมูลที่เผยแพร่ทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องราวที่นักศึกษาเรียนรู้ได้จากตัวอาคารด้วย

การซ่อมแซมพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจอาคารเพียงแค่ 1 หลัง ที่อยู่ในพระราชวินิจฉัยของรัชกาลที่ 6 ที่พระองค์ทรงตรวจสอบและทรงปรับแก้ไขอยู่ตลอดเวลา เป็นอาคารที่แสดงถึงรสนิยมทางวัฒนธรรม ในช่วงเวลานั้น แสดงถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย แต่ยังไม่ลืมทิ้งรากเหง้าของความเป็นไทย ตลอดการทำงานในครั้งนี้ ทำให้เข้าใจว่า เรามีครูที่ยิ่งใหญ่อยู่ด้านหน้าเรา ครูที่เราอยู่มา 7 ปี เราก็ยังสามารถค้นคว้าเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ จากเขาได้ตลอดเวลา ดังนั้นการค้นคว้าหนังสือคงมีเรื่องให้ศึกษาค้นคว้ามากมาย เพราะอย่างการทำงานของคณะเราในเรื่อง เรื่องเดียวใช้เวลา 7 ปีเพื่อที่จะเข้าใจ และคิดว่ายังคงมีอีกหลายเรื่องที่รอให้ทุกคนมาศึกษาและเรียนรู้จากสิ่งที่พระองค์ได้ทรงวางรากฐานไว้ ซึ่งเผยแพร่ให้เด็กรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม คุณค่าทางศิลปะ สถาปัตยกรรมที่เป็นวัฒนธรรมของบรรพบุรุษเรา ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ได้รับเป็นสิ่งที่เรารู้สึกทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงวางรากฐานไว้

“ดวงแก้วพระมงกุฎเกล้าฯ” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร

          การบรรยายหัวที่ 2 เรื่อง “ดวงแก้วพระมงกุฎเกล้าฯ” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ในรัชกาลที่ 6 และเป็นวิทยากรประจำบรรยายให้หัวข้อประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้แก่บุคลากรใหม่ เป็นโอกาสที่พวกเราทั้งได้จะได้มาน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า พระผู้ทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกวาระหนึ่ง การจัดงานในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 นับว่าเป็นการจัดงานแด่ พระมหาธีรราชเจ้า ที่ถูกต้องและตรงวัน เพราะวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามปฏิทินสากลที่แท้จริง คือ วันที่ 26 พฤศจิกายน ของทุกปี ด้วยเหตุที่พระองค์ เสด็จสวรรคตในคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน ถ้านับตามแบบไทย คืนวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เลยเที่ยงคืนไปประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเสด็จสวรรคต แต่ทำไมถึงเป็น วันพระมหาธีรราชเจ้าในวันที่ 25 พฤศจิกายน เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือ วชิราวุธวิทยาลัย เป็นประจำทุกวัน และรัชกาลที่ 7 ทรงถือว่าวันที่ 26 พฤศจิกายน เป็นวันรับราชสมบัติ ดังนั้นจึงถือตามวันที่บำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เป็นวันที่ระลึกรัชกาลที่ 6 ต่อมาทางราชการจึงกำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นวัน พระมหาธีรราชเจ้า แต่แท้จริงแล้ว วันคล้ายวันสวรรคต คือ วันที่ 26 พฤศจิกายน

การจัดบำเพ็ญพระกุศลของทางสำนักพระราชวัง จะจัดในวันที่ 25 พฤศจิกายน แต่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จะทรงบำเพ็ญพระกุศลที่วัดบวรนิเวศวิหาร (วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร) ในวันที่ 26 พฤศจิกายนของทุกปี เมื่อครั้งที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพ รวมทั้งในปัจจุบันทางข้าราชบริพารของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ก็ยังคงจัดบำเพ็ญพระกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 26 พฤศจิกายนของทุกปีเช่นนี้สืบไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร เป็นข้าราชบริพาร ในสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณมาโดยตลอด ร่วมกับคุณเชื้อพร รังควร ซึ่งวันนี้มาเป็นวิทยากรด้วยเช่นกัน ดังนั้นการบรรยายในหัวข้อ “ดวงแก้วพระมงกุฎเกล้าฯ” ถ้าท่านใดเคยอ่านสกุลไทย ซึ่งมีคอลัมหนึ่ง ชื่อ ดวงแก้วพระมงกุฎเกล้าฯ ซึ่งมีผู้เขียน 2 ท่าน ท่านแรก คือ ว.วินิจฉัยกุล และ อีกท่านหนึ่งชื่อ ผศ.ดร.ชัชพล ไชยพร จนกระทั่งพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือ จำนวน 500 หน้าออกมา

การเขียนเรื่องราวดังกล่าว เริ่มมาจากสมัยเด็ก ผศ.ดร.ชัชพล ไชยพร ให้ความสนใจในพระประวัติของ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จึงพยายามค้นคว้าหาข้อมูลพระประวัติ พบประวัติมา 3 หน้ากระดาษ และถูกเขียนโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ พบพระประวัติของสมเด็จเจ้าฟ้าอยู่ใน วชิราวุธานิสรณ์สาร มีอยู่ 3 หน้า หลังจากนั้นมีความตั้งใจจะเขียนพระประวัติของเจ้านายพระองค์นี้ให้มากกว่า 3 หน้าให้ได้ นั่นคือความตั้งใจในวัยเด็ก จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้สร้าง ดวงแก้วพระมงกุฎเกล้าฯ ให้สำเร็จ หลังจากได้เข้ามาปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณ จึงทำให้มีโอกาสได้รับข้อมูล โดยตรงจากการกราบทูลสัมภาษณ์บ้าง จากการที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับข้าราชบริพารคนเก่า ๆ บ้าง วันนี้จึงเป็นการนำเรื่องราวในหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ มาพูดคุยให้ผู้เข้าร่วมได้ฟังกันอีกครั้งหนึ่ง

หากทุกท่านได้ศึกษาพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านจะทราบว่า พระราชปรารถนาสูงสุดของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรื่องส่วนพระองค์ คือ พระรัชทายาท เพราะพระรัชทายาท คือ ความมั่นคงของราชอาณาจักรในระบอบราชาธิปไตย หากเกิดการขาดตอนของการที่จะสืบสันตติ คือ ความต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย หากขาดสันตติ ก็จะไม่เป็นสันตติ เพราะฉะนั้นเวลานั้น นานาประเทศในโลกนี้ โดยเฉพาะในแถบเอเชียทั้งหลาย พระราชโอรสเป็นความมั่นคงของพระราชบัลลังก์ ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาที่มีพระมเหสีเทวี ถ้าท่านพระองค์ใดไม่สามารถมีพระราชกุมารถวายได้ ก็ต้องทรงพยายามแสวงหาต่อไป

ต่อมาใน พ.ศ. 2467 ซึ่งเป็นปีที่สร้างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน รัชกาลที่ 6 ทรงตรากฎมณเฑียรบาลขึ้นฉบับหนึ่ง (กฎมณเฑียรบาลนั้นเป็นกฎหมายลำดับศักดิ์เสมอกฎหมายรัฐธรรมนูญ) ชื่อกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ทรงกำหนดลำดับชั้นของการสืบราชสมบัติไว้ว่า พระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระบรมราชินี ถ้ามีพระหน่อ เป็นพระราชโอรส ก็จะเป็นพระรัชทายาท เรียกว่า สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า และสมเด็จพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ สมเด็จพระราชโอรสพระองค์รอง ไล่มาให้หมดท้องก่อน ไม่ได้ใช้วิธีการเดิม คือ สมัยรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี เท่ากันหมด ถ้ามีพระราชโอรส และท่านพระองค์ใดมีพระชนมายุสูงสุด พระองค์นั้นก็มีสิทธิ์ในพระราชสมบัติ แต่วิธีอธิบายแบบนี้ฝรั่งไม่เข้าใจ ฉะนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสำเร็จการศึกษามาจากสหราชอาณาจักร ทั้งด้านการทหารจากนายร้อยแซนเฮิสต์ ทั้งในด้านพลเรือนจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ทรงโน้มเอาคติความคิดของการสืบราชสมบัติแบบยุโรปมาใช้ คือ ต้องให้หมดท้องของสมเด็จพระราชินีก่อน ให้เป็นร่วมพระครรภ์โภทรกับพระมหากษัตริย์ในพระบรมโกศ จึงจะเป็นลำดับสายถัดไป อีกมาตราหนึ่งคือในเวลานี้ ยังไม่สมควรที่จะจัดให้ราชนารีไว้ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ ซึ่งนี้คือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในกฎมณเฑียรบาล เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2467 แต่ไม่มีใครทราบเลยครับว่า ในที่สุดแล้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คือ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ในรัชกาลที่ 6 แต่ละพระองค์ ๆ ได้เสด็จทิวงคต และสิ้นพระชนม์ตาม ๆ กันไปโดยที่ไม่มีใครคาดฝัน เช่น สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูนาถ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ ความมั่นคงในราชบัลลังก์ที่เคยเข้มแข็ง ก็เริ่มอ่อนลง ๆ การหาเจ้าชายที่จะมาสืบสัตติวงศ์ต่อไปได้น้อยพระองค์เต็มที เหลือที่สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปก ซึ่งไม่ได้เตรียมพระองค์สำหรับการเป็นพระมหากษัตริย์เลย และไม่ได้ทรงคาดคิดที่จะได้เสวยราชย์

เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ใน พ.ศ. 2467 ณ พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นพระที่นั่งโถง คือ ไม่มีฝา ถ้าร้องเพลงในนั้นเสียงจะก้องกังวลดีมาก ในการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ พระราชนิเวศน์มฤคทายวันในแต่ละครั้งจะทรงแสดงละคร ซึ่งการละครนั้น ขอพูดในเรื่องกลุ่มคนที่พยายามจะปรามาสพระองค์มาโดยตลอดเวลาว่า วัน ๆ เอาแต่เล่นละคร พวกคุณไม่ทราบหรือว่านั่นคือท่านกำลังรบ การรบด้วยสื่อและนิเทศศาสตร์ เป็นความนุ่มนวลของการรบ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่แข็งแกร่งที่สุด ปืน หอก ดาบ บังคับกันได้แค่ 3 วัน 7 วัน แต่ถ้าเกิดคุณเปลี่ยนทัศนคติแล้ว มันจะไปทั้งชีวิตและยังไปสู่ลูกสู่หลานด้วย ฉะนั้น พระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่านทั้งหลาย แท้จริงแล้วคืออุปกรณ์ เป็นราชศัสตราที่เข้มแข็งที่สุดในรัชกาลที่ 6 ความเป็นตัวตนของคนไทยทุกวันนี้ที่เกิดขึ้น ความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความเสียสละ ความเพียร ความอดทนเหล่านี้ ล้วนสอดแทรกอยู่ในพระราชนิพนธ์ และการละคร การนำเสนอในเชิงศิลปวัฒนธรรมทั้งสิ้น ฉะนั้น นี่คือแนวพระราชดำริที่ชาญฉลาดและแยบยล แต่ไม่มีทางที่คนไทยจะเข้าใจในเวลานั้น พร้อมกับการปรามาสพระองค์ ความนุ่มนวลของศิลปวัฒนธรรมมันเป็นอุปกรณ์ที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งเหลือเกินในการที่จะสร้างคน (การสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เป็นอุปกรณ์หนึ่งของการสร้างคน ของการสร้างรัฐสมัยใหม่)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงละคร เรื่อง พระร่วง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นธีมหลักของประเทศไทย และท่านใช้วิธีคิดเรื่องพระร่วงตั้งแต่เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชจนสวรรคต จนกระทั่งพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ก็บรรจุใต้พระบาทของพระร่วงที่พระปฐมเจดีย์ พระองค์ท่านก็ทรงละครเรื่องพระร่วง ซึ่งเป็นละครร้อง เพราะทรงพัฒนาจากละครพูดคำกลอน ละครตำนานไปจนถึงระดับขั้นที่จะเป็นโอเปร่าหรืออาจจะเรียกว่าเป็นโอเปร่าแบบไทย คือ ทั้งร้อง ทั้งรำ ซึ่งใช้ทักษะพิเศษทางการละคร และทรงเลือกสตรีที่มีความสามารถ ทั้งร้อง ทั้งรำ คุณผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นลูกผู้ดีอยู่ในสกุลอภัยวงศ์ ฝ่ายมารดาเป็นสกุล ราชนิกุล บุนนาค ก็มีสกุลสูงทั้ง 2 สาย ก็ถวายตัวเป็นข้าราชบริพารฝ่ายในอยู่ในกรมมหรสพ เป็นต้นเสียง ท่านนั้นชื่อ คุณเครือแก้ว นามสกุล อภัยวงศ์ และคุณเครือแก้ว ร่วมเล่นละครเรื่อง พระร่วง ระหว่างการซ้อมละคร ปรากฏว่า ร้องเก่ง และรำได้อย่างสวยงาม และรัชกาลที่ 6 โปรดสตรีที่สมบทบาททางการแสดง สำหรับในเรื่อง พระร่วง รัชกาลที่ 6 มิได้รับบทเป็นพระร่วง แต่ทรงรับบทเป็นนายมั่น ปืนยาว เป็นพรานป่าที่จงรักต่อพระร่วง ส่วนคุณเครือแก้ว รับบทเป็นสาวใช้ของนางจันทร์ คือ เป็นข้าหลวงของแม่พระร่วง ระหว่างการแสดงเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น แต่คุณเครือแก้วสงบนิ่งไม่แสดงอาการใด ๆ ไม่หวั่นไหวในสิ่งที่เกิดขึ้น และรัชกาลที่ 6 มีจดหมายไปปลอบขวัญคุณเครือแก้วจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องตกใจ หลังจากเหตุการณ์นั้นจึงค่อย ๆ มีพระราชประดิพัทธ์เกิดขึ้น หลังจากนั้นรัชกาลที่ 6 จึงพระราชทานนามใหม่แก่คุณเครือแก้วเป็น สุวัทนา พร้อมทั้งพระราชทานเข็ม “ราม ร” ประดับเพชรแก่คุณสุวัทนา และในวันแสดงจริงที่ต้องแสดงละคร ปกติ เข็ม “ราม ร” จะติดที่แพรสะพาย แต่คุณสุวัทนาได้ใช้ประดับไว้ที่ศีรษะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยกพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ไว้เหนือศีรษะ การแสดงในวันนั้นเริ่มทำให้ผู้คนที่ได้ชมการแสดงเริ่มรู้แล้วว่า คุณสุวัทนา จะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากนั้นต่อมาได้เป็น เจ้าจอมสุวัทนา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าสุวัทนาฯ

          ต่อมา เจ้าจอมสุวัทนามีครรภ์ ใน พ.ศ. 2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่จะสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ด้วยมีพระราชประสงค์ให้พระหน่อประสูติเป็นเจ้าฟ้า ตั้งแต่แรกประสูติ เพื่อที่จะได้สิ้นปัญหาในการสืบราชสันตติวงศ์ เพราะจะกลายเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอกขึ้นสูงสุด มีข้าราชบริพารเก่า ๆ ทั้งหลายท่านเล่าให้ฟังว่า เจ้าจอมสุวัทนาเป็นคนไม่มักใหญ่ใฝ่สูง และขอทัดทานที่จะขอไม่รับตำแหน่งนี้ เพราะว่าไม่อยากถูกนินทาว่าร้ายเหมือนอดีต จึงขอรับเพียง พระนางเจ้า พระวรราชเทวี พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เป็นเจ้าขึ้นมา เพื่อผดุงพระเกียรติยศของพระราชกุมารที่จะมีพระประสูติกาลในเบื้องหน้า

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคยผ่าตัดไส้ติ่ง ที่อังกฤษ ซึ่งเป็นการผ่าตัดหน้าท้อง รายแรก ๆ ของโลกก็ว่าได้ แต่ว่าแพทย์คงจะเย็บแผลไม่ดีพอ ทำให้เกิดช่องว่างในพระอุทร ทำให้พระอันตะ (ไส้) ตกลงไปในช่องนั้นเสมอ ฉะนั้นเวลาเสวยอะไร มหาเล็กก็จะช่วยโกยพระอันตะออกจากช่องนั้น เพราะทรงปวดพระนาภีเป็นประจำ และเชื่อว่าคงเกิดพระโลหิตที่เป็นพิษอยู่ในช่องพระอุทรนั้น และในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคล จึงมีพระราชพิธีฉัตรมงคล แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ได้เพียงวันแรกวันเดียว วันถัดไปต้องโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา เสด็จแทนพระองค์ พระองค์ไม่สามารถเสด็จฯ ออกได้ เพราะทรงประชวร และในเวลานั้นโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ย้ายพระราชวัง จากพระราชวังพญาไท กลับเข้าไปอยู่ในพระมหามณเฑียร ในหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งทุกคนบอกว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะในหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานไม่ใช่ที่ ที่อยู่สบาย แต่มีพระราชประสงค์ที่จะให้พระประสูติกาลของเจ้าฟ้านั้นเกิดขึ้นในพระมหามณเฑียร เพื่อให้เจ้าฟ้าได้ชื่อว่า ประสูติตามโบราณราชประเพณี ได้ประสูติในพระมหามณเฑียรใต้พระมหาเศวตฉัตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับอยู่ในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประทับอยู่ที่พระที่นั่งเทพสถานพิลาศ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจนในที่สุดแล้ว ก็ลงความเห็นร่วมกันกับแพทย์ฝ่ายไทยและฝ่ายตะวัน แพทย์แมนเดอสัน ชาวอเมริกัน ลงความเห็นว่าต้องผ่าตัด เมื่อผ่าตัดออกมา ปรากฏว่า ด้านในเป็นพระบุพโพหมดแล้ว (เป็นหน่องอยู่ในพระอันตะหมดแล้ว) ซึ่งแพทย์ผ่าตัดแล้วก็รู้ว่าหมดหวัง และเป็นช่วงเวลาที่ใกล้กับพระประสูติกาลเต็มที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอดทนรอที่จะฟังข่าวพระประสูติกาล ด้วยทรงหวังว่าจะมีพระราชโอรส และในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ปืนเที่ยงได้ดังขึ้นในเวลาเที่ยง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแย้มพระสรวล ว่าพระราชโอรสประสูติ เพราะทรงกำหนดไว้ว่า ถ้าเป็นพระราชโอรสให้ยิงสลุต ปืนเที่ยงก็ดังขึ้น มหาเล็กก็กราบบังคมทูลว่า ไม่ใช่นั่นปืนเที่ยง อีกประมาณ 45 นาที เสียงดนตรีก็ประโคมขึ้น พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี มีพระประสูติกาลเป็นพระเจ้าลูกเธอ เป็นพระราชธิดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสว่า “ก็ดีเหมือนกัน” คำว่า ก็ดีเหมือนกัน ตอบไม่ได้จริง ๆ ว่ามีนัยยะอย่างไร ถ้า “ก็ดีเหมือนกัน” ในความหมายว่า พระองค์ทรงทราบแล้วว่าจะมีพระชนม์ชีพได้อีกไม่นาน หากเกิดเป็นพระราชโอรส มีพระชนมายุเพียง 1 วัน และสิ้นพระราชบิดา อันตรายมหาศจะเกิดขึ้นกับสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้ เพราะมีแบบมาแล้วในนานาประเทศ และพระองค์ท่านก็ไม่สามารถอยู่ปกป้องพระโอรสได้ ฉะนั้น การที่ประสูติมาเป็นพระราชธิดา “ก็ดีเหมือนกัน” ก็อาจจะเป็นนัยยะนี้ก็ได้ แพทย์แมนเดอสัน บันทึกไว้ว่า นับนาที เพราะว่า ทรงค่อย ๆ หลับลึกลง ลึกลง ลึกลง เพราะว่ากระแสเลือกคงติดเชื้อไปหมดแล้ว ถึงกับนับนาทีขอให้ท่านตื่น เพราะว่าอยากจะเชิญพระราชธิดามาถวาย ทอดพระเนตร แพทย์เข้าไปกราบบังคมทูลว่า Would you like to see your baby ? your majesty.” พระองค์ก็รับสั่งว่า Yes, sure” แพทย์บอกว่า นับนาที คือ นานเหลือเกิน แค่พระที่นั่งเทพสถานพิลาศ ซึ่งอยู่ติดกับพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานแค่นั่น ใช้เวลานานเหลือเกิน เพราะทุกนาทีมีค่ามาก ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ในเวลาบ่าย เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ก็เชิญพระราชธิดามามาถวายที่แท่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเวลานั้นไม่สามารถรับสั่งได้แล้ว เจ้าพระยารามราฆพ ก็เชิญพระหัตถ์สัมผัสพระราชธิดา แล้วพระองค์ก็น้ำพระเนตรไหล และก็ไม่สามารถรับสั่งอะไรได้ เวลาที่เชิญพระราชธิดากลับก็ขยับพระหัตถ์ขอให้วางพระราชธิดาลงอีกครั้งหนึ่ง ก็เชิญพระหัตถ์วางลงที่พระอุระของพระราชธิดา นั่นเป็นนาทีแรก และนาทีสุดท้ายที่พ่อกับลูกได้พบกัน และคืนนั้น เวลาตี 1 ของวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต

เรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมด มีคนเปรยไว้ว่า พระหัตถ์ในครั้งนั้นแรงนัก เพราะว่าทุกพระราชจริยวัตร ทุกพระราชกรณียกิจ ทุกสิ่งที่เป็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ถ่ายทอดลงมาสู่ “ดวงแก้ว ดวงใหม่” ที่เป็น “ดวงแก้วพระมงกุฎเกล้า” ดวงนี้ สืบทอดต่อมา ทุกเรื่องที่เป็นล้นเกล้า สมเด็จเจ้าฟ้าฯ จะทรงเอาพระทัยใส่และทรงรักที่จะเดินต่อ ทุกเรื่อง แต่บุคคลหนึ่งที่ยังเป็น “ดวงแก้วพระมงกุฎเกล้า” ดวงหนึ่ง คือ “แม่” ไม่ง่ายเลยที่ผู้หญิงที่เป็นสามัญชนคนหนึ่ง ที่อยู่มาวันหนึ่งเป็นพระวรราชเทวีเพียงไม่ถึงปี สิ้นพระราชสวามี มีพระราชธิดาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ จะอยู่อย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ความอดทนของความเป็นแม่ยิ่งใหญ่ที่สุด พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ต้องทรงผ่านทุกข์มหาศาลในเวลาการสิ้นพระราชสวามี ว่ากันว่ามหาดเล็กเข้าไปกราบทูลพระนางในพระที่นั่งเทพสถานพิลาศ บอกว่า พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ มาทรงเยี่ยม พระนางเจ้าสุวัทนาฯ สับสนไปหมด เพราะท่านคาดหมายว่าจะได้เห็นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จฯ เข้ามากลายเป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ท่านพึ่งคลอด ท่านก็สับสน ท่านรับสั่ง เล่าทีหลังว่า “พระเจ้าอยู่หัวของใคร” ท่านรับสั่งอย่างนี้ ท่านสับสนว่า พระเจ้าอยู่หัวของใคร ทำไมกลายเป็นเจ้าฟ้าประชาธิปกไปได้ เพราะท่านไม่สามารถที่จะเข้าใจได้เลยว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะสวรรคต เพราะฉะนั้น ในที่สุดแล้ว ภาระที่ตกหนักอยู่ในพระราชหฤทัยของพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ก็คือการดูแลลูกให้ดีที่สุด และท่านทั้งหลายคงจะทราบว่า การประสูติในครั้งนั้นยากมาก ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ ช่วยในการประสูติ ทำให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ มีลักษณะพิเศษบางประการ ที่คนในเวลานั้นไม่เคยเข้าใจเลยว่า นั่นคือลักษณะพิเศษ ไม่ใช่ลักษณะด้อย แต่ลักษณะพิเศษเหล่านั้น เป็นอัจฉริยะ เป็นเวลาที่ไม่มีใครรู้จักออทิสติก รู้จักแต่คำว่าดาวน์ รู้จักแต่คำว่าบกพร่อง รู้จักแต่คำว่าพิการ โดยที่ไม่เข้าใจว่า ความออทิสติก บางอย่างเป็นความพิเศษ เกินกว่าคนทั่วไปที่จะเข้าใจ ซึ่งพระนางต้องอดทนสายตา คำติฉินนินทา ที่จะเลี้ยงดูพระธิดาพระองค์นี้ให้เป็นที่เคารพ และเป็นผู้แทนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ได้

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ก็ทรงพระเจริญขึ้นภายใต้พระบารมีของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เพราะเวลานั้นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวาง ท่านนับพระองค์เองเป็นย่าแท้ ๆ ของ สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ รับพระองค์ไปดูแลที่วังสระปทุม ให้ประทับที่สวนหงษ์ (พระราชวังดุสิต) และส่งเข้าศึกษาที่โรงเรียนราชินี แต่ไม่สามารถปรับเข้ากับลักษณะพิเศษของพระองค์ได้ และในที่สุดพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงปรึกษาสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีฯ ขอให้ทำโฮมสคูล (Home School) ซึ่งตั้งขึ้นที่สวนรื่นฤดี ตำหนักที่ประทับส่วนพระองค์แห่งแรกหลังจากท่านประทับให้พระบรมมหาราชวัง หนีกบฎบวรเดช หนีไปอยู่สงขลา ไปอยู่เขาน้อย ฯลฯ จนกระทั่งมาประทับอยู่ที่พระตำหนักสวนรื่นฤดี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนราชสีมาตัดกับถนนสุโขทัย ที่ทุกวันนี้เป็นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เมื่อพระตำหนักสวนรื่นฤดีสร้างขึ้น จึงโปรดให้จ้างครูจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชื่อ มิสซิสเดวีส์ กับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ (ซึ่งเวลานั้นคือ นางสาวศรีนาถ สุทธะสินธุ) มาเป็นพระอาจารย์ สอนตามตารางสอนทุกอย่าง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ก็ทรงพระเจริญมา ภายใต้การดูแลอย่างดี และทุกฤดูร้อนก็จะเสด็จไปประทับที่พระตำหนักพัชราลัย ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และข้าหลวงของรัชกาลที่ 6 จำนวน 12 คน เมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต ข้าหลวงทั้ง 12 คน ได้มาเป็นพระพี่เลี้ยงของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงพระเจริญขึ้น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีฯ กับพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงปรึกษาว่า ควรจะไปรับการรักษาพระองค์ที่ต่างประเทศ และปรึกษากับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จฯ ไปประทับที่อังกฤษ และทรงสละราชสมบัติแล้ว ก็ควรจะมาประทับที่อังกฤษ เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงเป็นมิ่งขวัญ หลักชัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่เคยทอดทิ้งหลานเลย และทั้ง 2 พระองค์จึงไปประทับที่อังกฤษ โดยมีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้จัดการเรื่องที่พักแก่ทั้ง 2 พระองค์ และเรื่องอื่น ๆ มากมาย แม้กระทั่งเรื่องของใช้จำพวกจาน ชาม ช้อน ส้อมที่จะใช้จะเป็นซื้อใหม่ หรือเช่ามาใช้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำผ่านทางพระราชหัตถเลขา

เมื่อทั้ง 2 พระองค์ย้ายไปประทับที่อังกฤษ สิ่งที่เห็นชัด คือ ความเก่งกล้าของแม่คนหนึ่งที่ดูแลลูก แม่ผู้ที่ไม่เคยได้เรียนในโรงเรียน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้แม้แต่คำเดียว เป็นหญิงในกรมมหรสพ เป็นพระนางเจ้าอยู่ปีเดียว มีลูกเป็นเจ้าฟ้า และต้องย้ายไปประทับที่อังกฤษ แต่ในที่สุดพระนางเจ้าสุวัทนาฯ เริ่มซื้อหุ้น เล่นอสังหาริมทรัพย์ ท่านเป็นหลักชัยของคนในอังกฤษ ท่านเสด็จฯ ไปทรงร่วมงานในสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ คือ สมาคมคนไทยในอังกฤษที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานกำเนิดไว้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงฉายแววพิเศษหลายประการ

  1. ด้านการคำนวน เช่น เมื่อท่านถามว่า “…เธอเกิดวันเดือนปีอะไร…” เมื่อกราบทูลว่า “…วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523…” แล้วพระองค์ท่านก็จะตอบกลับมาว่า “…อ่อ เธอเกิดวันเสาร์นะจ๊ะ…” ตอบกลับมาแบบทันที อีกหนึ่งเรื่องคือ ทิศทาง ท่านผู้หญิงศรีนาถเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านเคยตามเสด็จรถไฟไปที่เชียงใหม่ จู่ ๆ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ไม่ได้ทรงแผนที่อะไร จู่ก็ถามว่า “…ครู เราไปเชียงใหม่ ทำไมรถไฟถึงไปทางใต้…” คือ ไม่มีใครรู้สึกเลย แต่ปรากฏว่า ท่านผู้หญิงศรีนาถเกิดความสงสัย ในที่สุดจึงไปหาแผนที่มากาง ซึ่งเวลานั้นตอนที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงถามเป็นเวลาที่รถไฟกำลังอ้อมภูเขาลงใต้ นิดหนึ่ง เพราะพระองค์ทรงสังเกตแสงเหงาและลมตลอดเวลา เหงาเปลี่ยนทรงทราบเลยว่าทิศไหนเป็นทิศไหน
  2. ด้านการดนตรี ทรงเปียโน ทรงเชี่ยวชาญในเรื่องเปียโนมาก และทรงศึกษาเปียโนกับมิสเลดี้เป็นครูที่มาจากตั้งแต่ที่พระองค์ประทับอยู่ ณ พระตำหนักสวนรื่นฤดี และทรงเรียนต่อกับครูที่อังกฤษในเรื่องการทรงดนตรี ทั้งขับร้อง และเปียโนด้วย เปียโนที่ท่านทรง play by ear คือ ทรงฟังแบบไม่ทอดพระเนตรโน้ต ทรงสามารถเล่นได้เลย หรือเวลาท่านจะทรงทอดพระเนตรอย่างรวดเร็ว และวางโน้ตที่อื่น แล้วจึงทรงเปียโน ไม่ได้ทรงเปียโนไปพร้อมกับทอดพระเนตรโน้ตไปด้วย นี่คือพระอัจฉริยภาพที่สอดแทรกอยู่พระจริยวัตรของพระองค์

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ เจริญวัยมาแบบผู้ดีอังกฤษ แต่พระองค์ทรงเป็นไทยเหลือเกิน ขอย้อนกลับไปเล่าตอนที่รัชกาลที่ 6 เสด็จฯ อังกฤษ ในวันที่พระองค์ทรงรับตำแหน่งมกุฎราชกุมาร ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เชิญเครื่องราชอิสริยาภรณ์และอิสริยยศไปถวาย รัชกาลที่ 6 มีรับสั่งเป็นภาษาอังกฤษว่า (ซึ่งหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล แปลไว้ว่า) “…เมื่อไรที่เสด็จฯ กลับพาราจะเป็นไทยให้ยิ่งกว่าเมื่อมาเรียน…” นั่นคือพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 6 และพระราชปณิธานนี้ก็ฝั่งอยู่ในพระทัยของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เช่นเดียวกัน และหลายคนสงสัยว่า ทำไมสมเด็จเจ้าฟ้าฯ จึงฝั่งพระทัยแบบนี้ ตรงนี้จะไม่ใช่การเลี้ยงดูของผู้เป็นแม่ได้อย่างไร ฉะนั้นความเป็นแม่ของ สมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนาฯ คือการสร้างความเป็นลูก ที่เป็นลูกล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 มาโดยตลอด สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงเรียกล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ว่า ทูลกระหม่อมก๊ะ คือมาจากทูลกระหม่อมเพก๊ะ และทรงเรียก พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ว่า แม่ก๊ะ แม่ก๊ะคอยสอนสมเด็จเจ้าฟ้าฯ มาตลอด และโยงมาที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และคนที่สอนพระนางเจ้าสุวัทนาฯ คือใคร ก็คือล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 นั่นเอง ทุกเย็นในขณะที่พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงพระครรภ์ ซึ่งประทับอยู่ที่พระที่นั่งสมุทรพิมาน และในช่วงบ่าย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 จะเข็ญเก้าอี้เข็ญของพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ไปประทับที่สะพานชายทะเล และมีรับสั่งกับพระกุมารในพระครรภ์ทุกวัน สอนลูกว่า เจ้าฟ้าที่ดีควรจะทำอย่างไร ควรจะวางตัวอย่างไร จะเป็นที่พึ่งของผู้คนได้อย่างไร จะปกครองคนอย่างไร จะดูแลราษฎรอย่างไร เหมือนกับวิทยาการในสมัยปัจจุบันที่ให้พ่อแม่คุยกับลูกตั้งแต่อยู่ในท้อง รัชกาลที่ 6 ทรงสอนตลอดเวลาไม่มีใครรู้ว่าเจ้าฟ้าได้ยินหรือไม่ แต่ผู้ที่ได้ยินแน่นอนคือ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ เพราะฉะนั้นนี่คือพระราชพระอัจฉริยภาพประการหนึ่งของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6  ซึ่งท่านเตรียมทุกอย่างไว้หมดทุกอย่าง แม้พระองค์จะไม่ทราบว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันที่ทรงบันทึกเอาไว้ ที่หลุดมาเล่มหนึ่ง แล้วนำไปพิมพ์เป็นประวัติต้นรัชกาลที่ 6 พระองค์ท่านตั้งใจเขียนไว้ให้ลูกท่านอ่าน ท่านเขียนทุกวัน ทุกปี และทรงเล่าทุกเรื่อง เป็นความลับ ความในพระราชสำนัก เพื่อให้ลูกของพระองค์ได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมด ได้รู้เหตุการณ์ทั้งหมดของบ้านเมือง และได้รู้ความในใจของพ่อทั้งหมด และท้ายที่สุดพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ไปประทับอยู่ที่อังกฤษจนกระทั่งก่อนเสร็จนิวัติพระนคร พระนางเจ้าสุวัทนาฯ กลายเป็นเศรษฐีนีในอังกฤษ ทรงเลี้ยงสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เป็นเหมือนเจ้าหญิง ใช้ชีวิตแบบผู้ดีอังกฤษ และต้องดูแลสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ให้ดีที่สุด พระนางเจ้าสุวัทนาฯ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “…ต้องไม่ให้ใครว่าได้ว่า พอไม่มีพ่อแล้วแม่ก็ทิ้งลูก…” นั่นคือวิธีคิดของพระนางเจ้าสุวัทนาฯ และในที่สุดท่านก็เสด็จฯ กลับเมืองไทย

การเสด็จกลับเมืองไทยของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เนื่องมาจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาอย่างยิ่ง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียก พระราชมรดกของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ ซึ่งยังไม่ได้แบ่ง มาและจัดสรรพระราชทานแก่พระทายาททุกสายของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถฯ เช่น สายสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ สายพระนางเธอ ลักษมีลาวัณ สายพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ฯลฯ บรรดาสายลูกหลานของพระพันปีหลวงของรัชกาลที่ 5 และด้วยรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีรับสั่งว่า “…บ้านเมืองไม่มีปัญหาแล้ว กลับเถอะ…” ด้วยรับสั่งดังกล่าวจึงทำให้ทั้ง 2 พระองค์เสด็จกลับเมืองไทย เพราะทรงจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อเสด็จกลับเมืองไทย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงช่วยงานต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และทรงงานต่าง ๆ อยู่เป็นประจำในช่วงที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ในรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระเยาว์ จึงมีสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ช่วยทรงงานด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านสังคมสงเคราะห์ (และในทุกวันสมเด็จเจ้าฟ้าฯ จะประทับรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักสวนรื่นฤดี มาถวายบังคมพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ที่สวนลุมพินี) เวลาเสด็จไปปฏิบัติพระกรณียกิจต่าง ๆ ของทั้ง 2 พระองค์จะเป็นไปอย่างเรียบง่าย ผู้ติดตามน้อยที่สุดแต่ต้องมีประสิทธิภาพ การเสด็จต่างจังหวัด การเสด็จเยี่ยมราษฎรท่านปฏิบัติเป็นอย่างปกติ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ท่านไปเยี่ยมราษฎรทุกปีในงานทอดพระกฐิน ท่านใช้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องนำ

นอกจากนี้ทั้ง 2 พระองค์ยังอนุญาตให้ใช้พระตำหนักสวนรื่นฤดีเป็นสถานที่จัดงานการกุศลต่าง ๆ เพราะทุกงานที่จัดล้วนเป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรสาธารณะกุศล และเป็นประโยชน์กับราษฎร นอกจากนี้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ มีความใฝ่รู้ ใฝ่เรียนในเรื่องธรรมะ ทรงเป็นโยมของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เสด็จไปทรงศึกษาธรรมะกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เป็นประจำ ทุกวันอังคารที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร รวมทั้งยังทรงเรียนพระอภิธรรมด้วย อีกทั้งงานของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ไม่เคยทิ้งงานวชิราวุธวิทยาลัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท่านทรงสานต่อ สำหรับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เกิดขึ้นเพราะ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ได้รับมรดก (จริง ๆ เป็นของรับไหว้) โดยที่พระอภัยวงศ์วรเศรษฐ์ ยกที่ดินและบ้านหลังนี้ถวายเป็นของพระขวัญในโอกาสที่อภิเษกสมรส ตึกพระยาอภัยภูเบศร และที่ดินบริเวณแถวนั้นทั้งหมด คือ ของพระนางเจ้าสุวัทนาฯ แต่เมื่อทางราชการบอกว่าไม่มีโรงพยาบาลประจำจังหวัดปราจีนบุรี พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ประทานทั้งหมดทั้งตึกและที่ดินทั้งหมดให้เป็นโรงพยาบาลของจังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันคือ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กิจอันใดที่จะสนองพระเดชพระคุณพระมหากษัตริย์ได้ ไม่ปฏิเสธเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเอื้อเฟื้อ ทรงพระมหากรุณา และทรงรักเจ้าพี่องค์นี้เป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ เสด็จเข้าไปประทับที่โรงพยาบาลด้วยเหตุที่ช่วงดังกล่าวเป็นวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา แพทย์จะไม่อยู่ ฉะนั้นถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจะลำบาก พระองค์จึงเสด็จไปประทับ ณ โรงพยาบาล ปรากฎว่ามีข้าราชบริพารที่ท่านโปรด กลับมาจากสหรัฐอเมริกามาเฝ้า และมากราบทูลว่า “…วันนี้จะขอเชิญเครื่องสังฆทานให้ทรงจบ แล้วจะนำไปทำบุญถวายล้นเกล้าและแม่ก๊ะ ที่พระปฐมเจดีย์…” ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร และพระอังคาร ถวายให้ทรงจบเครื่องสังฆทาน ณ เวลานั้นเส้นพระโลหิตในสมองทำให้พระองค์ท่านรับสั่งไม่ได้แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ในช่วงบ่าย ระบบต่าง ๆ ในพระวรกายเริ่มปิด และปิดพร้อม ๆ กัน ชนิดที่แก้ไขไม่ได้ ข้าราชบริพารที่เฝ้าอยู่ตรงนั้น ในเวลานั้น (ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ) จับพระหัตถ์ แล้วกราฟการเต้นของหัวใจของพระองค์ค่อย ๆ ลดลง และทรงกราบทูลว่า “…ถ้าจะทรงตัดสินพระทัยไปเฝ้าทูลกระหม่อมก๊ะก็สุดแต่พระอัธยาศัย ทุกอย่างที่ทรงทำเพื่อถวายล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ที่ทรงทำตลอดมา พวกเราจะทำต่อไป ไม่ต้องทรงห่วง…” สักพักหนึ่งกราฟก็ลงอีก จึงปล่อยพระหัตถ์ท่าน เพื่อไม่ให้ท่านรู้สึกว่ามีอะไรดึงท่านอยู่ ซึ่งทุกคนเริ่มรู้แล้วว่าพระองค์กำลังจะเสด็จไป ทุกคนก็กราบพระบาท ทุกคนก็ทูลว่า จะกราบพระบาทลาอยู่ที่นี่ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น พระองค์ก็สิ้นพระชนม์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระมหากรุณาอย่างยิ่ง โปรดให้ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพราะพระองค์ต้องการพระราชทานพระเกียรติยศสูงสุดให้แก่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และในที่สุดในงานพระเมรุ ก็พระราชทานสัปตปฎลเศวตฉัตร เสมอด้วยเจ้าฟ้าชั้นพิเศษ พระเมรุปิดทองทั้งองค์ประหนึ่งว่าเป็นพระเมรุมาศ

สุดท้าย สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงผูกพันกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยของทูลกระหม่อมปู่และทูลกระหม่อมก๊ะ และท่านทราบหรือไม่ว่า อาคารที่เรากำลังจัดงานในวันนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงเสด็จเปิดอาคารมหาธีรราชานุสรณ์ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยดำเนินกิจการเจริญอายุมา 66 ปี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2524 พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ ที่พระองค์ทรงรู้จักและผูกพัน และทรงเข้าพระทัยอยู่ตลอดเวลาว่า วิทยทรัพยากร คือ หัวใจของการศึกษาในทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา ฉะนั้น หัวใจของการศึกษา คือ ทรัพยากรสารสนเทศ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ พระองค์นี้ คือ ดวงแก้วพระมงกุฎเกล้าดวงหนึ่งพระราชทานไว้ต่างพระองค์เป็นแสงสว่างนำทางพวกเรามาตลอด

“วชิราวุธานุสรณ์” โดย คุณเชื้อพร รังควร

คุณเชื้อพร รังควร

          การบรรยายหัวข้อสุดท้าย เรื่อง “วชิราวุธานุสรณ์” โดย คุณเชื้อพร รังควร เลขาธิการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ นักเรียนเก่าวชิราวุธ และข้าราชบริพารในสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี การบรรยายหัวข้อในวันนี้เป็นการพูดสืบเนื่องจากที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร ได้บรรยายไปก่อนหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กัน สิ่งหนึ่งที่เป็นสายสัมพันธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ และหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น ต้องยกให้ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ เพราะพระนางเจ้าสุวัทนาฯ มีความเป็นแม่สูงมาก จากภาพที่เห็นเวลานั้นพระองค์มีพระชนม์พรรษา 20 ปี ตอนนั้นเป็นเจ้าจอมสุวัทนา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมสุวัทนาฯ

          พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านพระเนตรแหลม ท่านเลือกคน ท่านไม่ได้เลือกคนสวย แต่ท่านเลือกคนฉลาด และเมื่อพระนางสุวัทนาฯ สิ้นพระชนม์ ทำพระพินัยกรรมยกพระมรดกทั้งหมดแด่ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ และเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ สิ้นพระชนม์ เรื่องพระพินัยกรรม ทางข้าราชบริพารไม่ทราบว่ามีหรือไม่มี และทรงเขียนว่าอย่างไร แต่ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แจ้งมาว่า สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ถวายพระพินัยกรรมไว้ที่ท่าน ท่านก็ดูแลและตั้งผู้จัดการมรดก โดยให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานผู้จัดการพระมรดก และมีคณะองคมนตรีจำนวนหนึ่ง พระพินัยกรรมสั้นมาก ยกทุกอย่างให้มูลนิธิเพชรรัตน – สุวัทนา เพื่อสืบสานต่อพระปณิธานขององค์ท่าน และนี่คือ “วชิราวุธานิสรณ์” ทุกอย่างที่เป็นของส่วนพระองค์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้ให้ใครเลย ท่านก็มีพระญาติฝ่ายพระมารดา ข้าเก่าเต่าเลี้ยงทั้งหลาย เขาก็มีแต่ท่านให้เป็นของกลาง คือ ทุกอย่างตกแก่แผ่นดิน มูลนิธิต้องดูแลต่อ ถามว่าแนวคิดแบบนี้มาจากไหน มาจากพระนางเจ้าสุวัทนาฯ สิ่งที่ท่านพยายามทำตลอดพระชนม์ชีพตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ยังทรงเป็นทารก ในช่วงเวลา 1 ปีที่ทรงดำรงตำแหน่งของเจ้าจอม จนกระทั่งถึงปีที่ 2 ที่เป็พระนางเจ้าสุวัทนาฯ พระองค์เป็นพระนางเจ้าสุวัทนาฯ อยู่เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ จะประสูติ ซึ่งทั้งหมดท่านเรียนรู้จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทันโลก ทันสมัย มีวิธีคิด เพราะฉะนั้น ข้าราชบริพารเดิมที่เคยอยู่กับรัชกาลที่ 6 ที่อยู่ในช่วงสุดท้าย ไม่ว่าต่อมา จะมาเป็นข้าราชการในยุครัชกาลที่ 7 รัชกาลที่ 8 รัชกาลที่ 9 ทุกคนก็จะกลับไปหาพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทุกครั้งที่มีโอกาส ทุกคนและทุกพระองค์ (หมายถึงพระมเหสี เทวี หรือเจ้าจอมพระองค์อื่นด้วย) รักและเคารพสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เสมอ เหมือนสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานไว้ ถ้าพูดกันอย่างง่าย ๆ คือ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ท่านโปรแกรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ซึ่งโปรแกรมนั้นมี Keyword อยู่คำเดียว คือคำว่า “กตัญญู” โปรแกรมนี้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ท่านเป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีพระทายาทอื่นอีกเลย เพราะฉะนั้น จะดีหรือไม่ดีอยู่ที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ พระองค์เดียว ฉะนั้นจึงต้องประคองพระองค์ให้ดี

พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ท่านเข้มแข็งมาก เช่น การที่ท่านไปประทับที่อังกฤษ ที่ท่านทำโน้นทำนี่ดูเหมือนสนุก แต่เป็นเรื่องหนักสำหรับ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ มาก เพราะตอนเสด็จฯ ไปได้ไม่นาน เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และท่านคิดว่า ท่านไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตใครได้ เพราะท่านมีข้าหลวงตามไปจำนวนหนึ่ง ท่านส่งกลับเมืองไทยหมดเลย แล้วท่านของเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ไปประทับทางเหนือ เพราะลอนดอนหรือใกล้ลอนดอนอยู่ไม่ได้เลย ระเบิดลงเสียหายหนักมาก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ท่านไปอยู่โรงเรียนประจำ และกลับบ้านได้ในวันหยุด พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ดูแลบ้านเล็ก ๆ นั้นด้วยพระองค์เอง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กลับมาก็ต้องช่วย เพราะฉะนั้นการทำความสะอาดบ้าน การซักรีดเสื้อผ้าทุกอย่าง ทั้ง 2 พระองค์ทรงทำด้วยพระองค์เอง เงินทองก็ใช่ว่ามีใช้สะดวก ตอนนั้นก็ต้องส่งมาจากประเทศไทย กว่าจะได้รับทีก็ ปกติสามารถส่งถึงโดยตรงได้ แต่พอมีสงครามฯ จึงไม่สามารถส่งมาโดยตรงที่อังกฤษได้ เงินต้องอ้อมไปทางสวิตฯ ส่งมาลำบากมาก และต้องทรงปันส่วนอาหาร เพราะฉะนั้นพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ท่านทรงเข็ด ท่านจะไม่ยอมลำบากอีกแล้ว เพราะท่านทนเห็นลูกลำบากไม่ได้ แต่ไม่ใช่จะให้ลูกอยู่สบายเป็นคุณหนู ทุกอย่างมีวินัย มีโปรแกรม เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลายพระราชหัตถ์ แนะนำพระนางเจ้าสุวัทนาฯ “…ถ้าพระนางฯ ตามใจสมเด็จเจ้าฟ้าฯ จะเสียเด็ก เพราะฉะนั้นพระนางฯ ต้องฟังครู ถ้าครูว่าอย่างไร พระนางฯ ต้องเข้าข้าง ถ้าพระนางฯ เข้าข้างสมเด็จเจ้าฟ้าฯ การเรียนการสอนทุกอย่างจะไม่สำเร็จเลย…” พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงเคร่งครัดมาก ชีวิตสมเด็จเจ้าฟ้าฯ จะมีระเบียบมาก พระองค์มีระเบียบแบบนี้จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ทุกอย่างเป็นโปรแกรมเลยว่า ตื่นเช้ามาจะทำอะไร เวลาไหนทำอะไร การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงมหัศจรรย์มาก ท่านไม่เคยผิดเวลาอะไรเลย

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่านสืบทอดพระปณิธานของพระนางเจ้าสุวัทนาฯ คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดเวลา เมื่อกลับจากอังกฤษ นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ ที่ทำให้ตัดสินพระทัยอยู่แล้ว อีกส่วนหนึ่งคือ ข้าราชบริพารเดิมของรัชกาลที่ 6 อย่างที่เห็นในภาพ

ทุกคนดีใจ ความอบอุ่น กลับมาเฝ้าฯ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะเป็นที่พึ่งได้แล้ว ผู้คนรอบตัวทำให้ท่านอบอุ่น งานการต่าง ๆ ทุกคนพยายามมากราบทูล ขอให้ทรงทำโน้น ทำนี่ ค่อย ๆ ทำจากเล็ก ๆ ทดลองไป สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ท่านก็ทรงงานได้ดี พระกรณียกิจก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากงานที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว งานการกุศลที่เกิดขึ้นในพระตำหนักสวนรื่นฤดีก็เริ่มขยายวงออกไปเรื่อย ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ขยายไปมันอยู่ในแกนหลักคือ การสนับสนุนการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และสังคมสงเคราะห์ งานสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทั้งพระชนม์ชีพมีอยู่ 4 หัวข้อ กล่าวคือ ท่านทรงทำหลากหลายไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยหลุดจาก 4 เรื่องดังที่กล่าวไปเลย เพราะนี่คือการเจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งงานทางด้านศาสนา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านให้ความสำคัญมากที่สุด สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ก็ทำตาม เพราะฉะนั้นโรงเรียนมหาเล็กหลวง คือ โรงเรียนวชิราวุธ ซึ่งเป็นการเรียนขั้นมัธยมกับอุดมศึกษา คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในรัชสมัย นี่เป็นเครื่องยืนยัน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ก็สนับสนุนด้านการศึกษอย่างยิ่ง งานสมัยก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกเสือ เนตรนารี ครุสภาจะจัดอะไร กระทรวงศึกษาธิการจะจัดอะไร ท่านเสด็จหมด ผลงานศิลปหัตถกรรมอะไรของเด็กท่านเสด็จหมด

สุดท้าย ช่วงปลายพระชนม์ชีพได้เกิดเครือข่ายสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ขึ้นมีประมาณ 20 โรงเรียนทั่วประเทศ มีการดำเนินรอยตามในเรื่องต่าง ๆ มาเรื่อย ๆ แต่ยังไม่อะไรเป็นหลัก เพื่อเป็นพระอนุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าราชบริพารทั้งหลายที่เคยอยู่ร่วมสมัยกับรัชกาลที่ 6 และเคยเฝ้าสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เป็นประจำคำนึงถึงข้อนี้มาโดยตลอด ช่วงก่อนสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เสด็จกลับประมาณ พ.ศ. 2495 เป็นโอกาสดีของประเทศไทยและหลาย ๆ ประเทศที่โครงการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ มีหนังสือเวียนไปยังประเทศต่าง ๆ ว่าสมควรที่จะทำบัญชีรายนามบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดของประเทศนั้น ๆ ซึ่งประเทศไทยส่งไปทั้งหมด 25 ชื่อ แต่ยูเนสโก ขอ 5 ชื่อ ซึ่ง 5 ชื่อเวลานั้น ต้องอธิบายว่า ทางด้านวิทยาศาสตร์ ณ เวลานั้นยังไม่ปรากฏบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถที่ชัดเจน และเป็นสุดยอด ณ เวลานั้นจึงส่งชื่อบุคคลทางด้านวัฒนธรรมไป รายชื่อดังนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยูเนสโกจึงประกาศรับรอง ซึ่งไม่เหมือนในสมัยปัจจุบันที่ประกาศปีต่อปี แต่ในยุคนั้นให้ประกาศไว้เลย และเมื่อถึง 100 ปีชาตกาลของแต่ละบุคคลเมื่อไร จึงจัดงานฉลอง เพราะฉะนั้น ประกาศตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 และได้มาฉลองใน พ.ศ. 2525 แต่การเตรียมงานฉลองนั้น จัดเตรียมมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2525 คือ ฉลอง 90 ปีวันพระราชสมภพ เพื่อเตรียมงานฉลอง 100 ปี และเหตุการณ์นั้นทำให้เกิด หอวชิราวุธานุสรณ์ ขึ้น ซึ่งตอนนั้น หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) และ จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช) ทั้ง 3 ท่านนี้ ล้วนแต่เคยเป็นมหาเล็ก และเจริญในรัชกาลมาจนปัจจุบัน จึงได้ดำเนินการค้นคว้า และในที่สุดได้จัดการสัมมนาครั้งหนึ่ง ณ หอสมุดแห่งชาติ ประมาณ พ.ศ. 2513 การดำเนินการรวบรวมในครั้งนั้นทำให้ทราบว่า รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชนิพนธ์เป็นจำนวนมาก แต่กระจัดกระจายไม่ได้ถูกรวบรวมไว้ และมีแนวทางว่า จะตั้งหอพระสมุดพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้น และมีห้องพระมงกุฎเกล้าที่หอสมุดแห่งชาติ และนั้นคือที่มาในการรวบรวมพระราชนิพนธ์ มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง รวบรวมข้อมูล ซึ่งนี้คือการเตรียมการขั้นต้น

ต่อมา พ.ศ. 2518 วันพระบรมราชสมภพ ครบ 8 รอบ คณะกรรมการชุดดังกล่าว รวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วน โดยมีการดำเนินการแยกพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 แบ่งเป็นด้านต่าง ๆ เป็นหมวดหมู่ และเป็นฐานข้อมูลมาจนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการชุดดังกล่าว จึงมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น (หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช) แจ้งว่า การที่จะฉลอง 100 ปีของรัชกาลที่ 6 ทั้งทีอยากมีพระบรมราชานุสรณ์ สักแห่งหนึ่ง ซึ่งในตอนแรกว่าจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ แต่ผู้ใหญ่ในเวลานั้นคิดกันเก่ง บอกว่าให้มีตึกสักตึกหนึ่งรวมองค์ความรู้ไว้ที่นั่นได้ไหม จึงดำริว่าจะสร้าง “หอวชิราวุธานุสรณ์” ซึ่งหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เขียนหนังสือถึงหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เวลานั้น เมื่อ พ.ศ. 2518 และเขียนไว้ดีมากเพื่อจะขอสร้าง “หอวชิราวุธานุสรณ์” ใจความสำคัญคือ “…กระผมเสนอมา ไม่ไช่เพื่อสดุดีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง แต่ได้เสนอมาเพราะคนไทยคนหนึ่งเป็นนักปราชญ์ และเมื่อได้รวบรวมพระราชนิพนธ์เอาไว้แล้ว จะเป็นวัฒนธรรมชิ้นเอก หาเสมอเหมือนมิได้ แม้แต่ในต่างประเทศ…” เป็นใจความสำคัญที่เขียนถึงนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้กระทรวงศึกษาธิการมาเป็นเจ้าภาพในการเฉลิมฉลอง ดังนั้น การสร้าง “หอวชิราวุธานุสรณ์” จึงเริ่มขึ้น มีพิธีวางศิลากฤกษ์เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2520 โดยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ หอแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี จึงแล้วเสร็จ

ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่มองกาลไกล มีความตั้งใจว่า ถ้าตึกแห่งนี้สร้างเสร็จจะยกให้เป็นสมบัติของราชการ จึงยกให้หอสมุดแห่งชาติ เพราะอยู่ในบริเวณเดียวกัน ปัจจุบันกรมศิลปากรเป็นผู้ดูแล และทราบว่าราชการมีงบประมาณไม่มาก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมหลวงปิ่นมาลากุล ตั้งมูลนิธิขึ้น คือ มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และขอพระราชทานให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ พันธกิจของมูลนิธิ คือ การสนับสนุนการเฉลิมพระเกียรติต่าง ๆ ในหอวชิราวุธานุสรณ์แห่งนี้ และภายนอกหอฯ ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระยศในขณะนั้น) เสด็จฯ แทนพระองค์มาทรงเปิด “หอวชิราวุธานุสรณ์” เหมือนเป็นการตั้งพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ต้องการให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แทนพระองค์มาทรงเปิด “หอวชิราวุธานุสรณ์” เนื่องจาก พระนามทั้ง 2 พระองค์พร้องกัน และปีพระราชประสูติก็พร้องกัน คือ ทั้งสองพระองค์มีความสัมพันธ์อะไรบางอย่าง ระหว่างรัชกาลที่ 6 และ รัชกาลที่ 10 คำแปลพระนามก็คำแปลเดียวกัน ประสูติปีมะโรงปีเดียวกัน อักษรพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. เหมือนกัน การเปิดในครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่รูปเคารพหรือรูปแทนพระองค์ทำเป็นหุ่นขี้ผึ้ง และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีหุ่นขี้ผึ้ง และเพื่อให้การนำเสนอเรื่องราวและเป็นการเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 6 จึงเล่าเรื่องราวด้วยหุ่นขี้ผึ้งต่าง ๆ เล่าเรื่องเหตุการณ์สำคัญ 10 เรื่อง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จฯ แทนพระองค์มาเปิดอีกครั้งหนึ่ง

กิจการหอวชิราวุธานุสรณ์ ดำเนินไป โดยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ และมูลนิธิรัชกาลที่ 6 โครงสร้างรายได้ คือ รับบริจาคอย่างเดียว เพราะฉะนั้น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ท่านพระราชทานเงินทุกปี เพื่อให้ดำเนินกิจการต่าง ๆ แม้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว มูลนิธิเพชรัตน – สุวัทนา ยังต้องดำเนินการตามพระราชประสงค์ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ เป็นผู้สนับสนุนหอวชิราวุธานุสรณ์ และกิจการต่าง ๆ ของมูลนิธิรัชกาลที่ 6 และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีการปรับปรุงหอวชิราวุธานุสรณ์ในรอบ 30 ปี

หอวชิราวุธานุสรณ์ ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2562)

          สำหรับเงินทุนในการปรับปรุง “หอวชิราวุธานุสรณ์” ให้ฟื้นกลับคืนมาให้สมสมัยอีกครั้งหนึ่ง คือเงินจากงานพระศพของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมและพระราชทานมาจะเป็นเงินที่ประชาชน โดยเสด็จพระราชกุศลทั้งหมด และมีเงินพระราชทานอีกจำนวนหนึ่ง จึงได้ปรับปรุงหอวชิ-ราวุธานุสรณ์มาเป็นปัจจุบัน ภายในประกอบด้วย ห้องนิทรรศการหมุนเวียน หอประชุม เป็นโรงละครที่สามารถใช้ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ ของมูลนิธิฯ ทรงโปรดให้มีกิจการงานต่าง ๆ กับสถาบันการศึกษา และเป็นกิจกรรมที่เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 6 มาโดยตลอด ส่วนกิจกรรมต่าง ๆ ของหอวชิราวุธานุสรณ์ จะประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านทางเฟสบุ๊ค และการทำงานของหอวชิราวุธานุสรณ์เดิมที เพื่อรวบรวมผลงานของรัชกาลที่ 6 แต่เมื่อเวลาผ่านไป บทบาทของหอวชิราวุธานุสรณ์ก็เปลี่ยนแปลง มีการปรับตัวเป็นแนวรุก ต้องส่งต่อข้อมูลให้คนรุ่นใหม่ทราบว่า รัชกาลที่ 6 ทำอะไร และท่านคิดอะไร เพราะฉะนั้นบริบทของหอวชิราวุธานุสรณ์ จึงเริ่มเป็นการทำงานอีกแนวหนึ่งที่สื่อสารให้ผู้ที่เข้าไปค้นคว้า หรือเยาวชนรุ่นใหม่เข้าใจในรัชกาลที่ 6 ว่าท่านทรงคิดอะไร ท่านถึงได้ทำสิ่งที่ทุกคนได้เห็นที่ท่านทำมาแล้ว และให้ผลอย่างไรกับเวลาปัจจุบัน เช่น งานพระบรมราชภิเษกสมโภช ทำไมท่านถึงทำ 2 ครั้ง

และเป็นแนวทางการจัดพระบรมราชภิเษกมาจนถึงทุกวันนี้ แต่มีนัยยะหลายอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ท่านสนับสนุนให้หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล และข้าราชบริพารทั้งหลายช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ซึ่งทั้งหมดเป็นการปรับปรุงให้สมสมัยและดูมีชีวิต ชีวามากขึ้น และในช่วงต้นปี พ.ศ. 2563 คาดว่าจะเปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้

คำว่า วชิราวุธานุสรณ์ คือ อนุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หากกล่าวจากตัวผม (ตัวผู้บรรยาย) สิ่งที่สำคัญ มีอยู่ 2 – 3 สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ หนึ่งคือ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ผมถือว่าเป็นพระอนุสรณ์สำคัญที่สุดที่ท่านทรงเลือกไว้ และพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ท่านก็สนองพระเดชพระคุณล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ได้อย่างดีที่สุด เพราะท่านสามารถสื่อสารไปยังสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ได้อย่างครบถ้วน และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ก็ปฏิบัติพระองค์ได้เป็นอย่างดี และสนับสนุน ส่งเสริมงานของพระบรมชนกนาถได้อย่างครบถ้วนเช่นเดียวกัน ซึ่งนั้นคือ ดวงแก้วพระมงกุฎเกล้า ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร และ สิ่งที่ 2 ที่ผมคิดเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรมที่เห็นได้ชัดเจน คือเรื่อง การศึกษา วชิราวุธวิทยาลัย กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าเป็น “วชิราวุธานุสรณ์” ได้เต็มปาก และทุกวันที่ 25 พฤศจิกายน นิสิตทุกคนตื่นเช้าไปสวนลุมพินีไปถวายบังคมพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ซึ่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์บางอย่างว่า สิ่งที่ท่านได้ทรงวางรากฐานไว้ ยังดำเนินอยู่จนทุกวันนี้ และดำเนินได้ดี เพราะถ้าท่านสร้างมหาวิทยลัยไว้เฉย ๆ โดยไม่พระราชทานกองทุน ที่จะทำผลประโยชน์เอาไว้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคงจะลำบาก ปลื้มใจที่พระบรมราโชบาย พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เจริญงอกงามสัมฤทธิ์ผล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเป็นวชิราวุธานุสรณ์ที่เป็นนามธรรมอีกแห่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เป็นหลักของบ้านเมืองได้ตามพระราชประสงค์

ที่มาภาพถ่าย

Facebook: Chula Library หอสมุดกลางจุฬาฯ

ผู้เขียน

นางสาวปัญจวัลย์ ชาวดง

นักจดหมายเหตุ

งานบริหารจดหมายเหตุ


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019