โครงการให้ความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการแก่นักศึกษา MU Guide 2562


สำหรับโครงการให้ความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการแก่นักศึกษา MU Guide 2562 ในปีนี้ ได้นำนักศึกษา MU Guide ไปลงพื้นที่ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นเมืองอู่อารยธรรมของไทยที่สำคัญ เป็นราชธานีของไทยมายาวนานกว่า 400 ปี มีพิพิธภัณฑ์และโบราณสถานที่สำคัญและน่าสนใจอยู่มากมายหลายแห่ง โดยในการดำเนินโครงการในครั้งนี้ ได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และโบราณสถานในสมัยอยุธยา ถึง 2 ท่าน ได้แก่ อาจารย์ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ ข้าราชการบำนาญ กรมศิลปากร ซึ่งเป็นผู้ขุดค้นแหล่งโบราณสถานหลายแห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงแหล่งโบราณสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งในประเทศไทยด้วย และอาจารย์วิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ หัวหน้างานจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และทั้งสองท่านยังเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการพิจารณาและเรียบเรียงประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยา คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยด้วย จึงเป็นโอกาสอันดีที่นักศึกษา MU Guide จะได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

This slideshow requires JavaScript.

        วันที่ 26 มิถุนายน 2562 คณะได้เริ่มออกเดินทางโดยรถบัสจากมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้เปลี่ยนพาหนะเป็นรถราง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา สำหรับใช้ในการเดินทางภายในเกาะเมืองอยุธยาในช่วงเช้าของวันนี้ด้วย โดยสถานที่แรกที่ได้ไปชมคือ พระราชวังโบราณและวัดพระศรีสรรเพชญ์ แต่เดิมวัดพระศรีสรรเพชญ์เคยเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวงในช่วงต้นของกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทรงยกเขตพระราชฐานเดิมให้เป็นเขตพุทธาวาส ซึ่งก็คือวัดพระศรีสรรเพชญ์ และย้ายเขตพระราชฐานไปทางทิศเหนือของวัดพระศรีสรรเพชญ์นั้น วัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญของพระมหากษัตริย์ มีพระสถูปเจดีย์ทรงลังกาและพระมณฑปสามองค์ที่สร้างอุทิศถวายพระมหากษัตริย์พระองค์อย่าง ๆ เป็นประธาน มีพระวิหารหลวงที่เคยประดิษฐานพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่คือ พระศรีสรรเพชญดาญาณ เป็นประธานสำหรับพระวิหารหลวง ในส่วนของพระราชวังนั้น มีเขตพระราชฐานชั้นนอกเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ชั้นกลางเป็นที่พระมหากษัตริย์เสด็จออกว่าราชการและประกอบพระราชพิธีสำคัญ และชั้นในเป็นเขตที่ประทับทรงพระสำราญ ซึ่งเป็นต้นแบบในการสร้างพระบรมมหาราชวังในสมัยรัตนโกสินทร์ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน พระราชวังโบราณมีอาคารสำคัญ ได้แก่ พระมหาปราสาท 3 หลัง พระที่นั่งวิหารสมเด็จ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท และพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ เป็นที่ประทับและออกว่าราชการ รวมถึงประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ เป็นพระที่นั่งที่ให้ประทับในการทอดพระเนตรกระบวนแห่ในพระราชพิธีและกระบวนแห่ในมหรสพต่าง ๆ และพระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ เป็นพระที่นั่งกลางน้ำ มีสระน้ำและน้ำพุ เป็นที่ประทับทรงสำราญพระราชหฤทัย เป็นต้น ในสมัยต่อมามีการก่อสร้างและบูรณะสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ภายในวัดและพระราชวังเรื่อยมาจนกระทั้งเสียกรุงครั้งที่สอง

This slideshow requires JavaScript.

อาคารส่วนใหญ่ภายในพระราชวังโบราณและวัดพระศรีสรรเพชญ์ได้รับความเสียหายจากสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 นอกจากความเสียหายของพระราชวังแล้วยังรวมไปถึงสถานที่ต่าง ๆ ในเกาะเมืองอยุธยาด้วย หลังจากสงครามเริ่มสงบลงแล้ว ชาวบ้านและโจรขโมยก็มีการลักลอบขุดสมบัติกันทั่วเกาะเมือง นอกจากนั้นยังมีการรื้ออิฐจากโบราณสถานต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มตั้งกรุงรัจนโกสินทร์ ที่รื้ออิฐลงมาสร้างกำแพงเมืองกรุงเทพฯ และต่อมายังมีการประมูลขายอิฐจากโบราณสถานร้างในปี พ.ศ. 2490 ถึง 2495 ทั้งยังมีการรุกล้ำสร้างบ้านเรือนบนซากโบราณอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหายยากแก่การบูรณะให้งดงามดังเดิม

หลังจากเยี่ยมชมและฟังบรรยายที่พระราชวังโบราณและวัดพระศรีสรรเพชญ์แล้ว ได้เดินทางไปยังวัดโลกยสุธาราม เป็นวัดที่มีพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนที่ใหญ่ที่สุดภายในเกาะเมืองอยุธยา เดิมมีวิหารคลุมองค์พระ ทราบได้จากการพบเสาและร่องรอยของอาคารปรากฎอยู่ ด้านหลังพระพุทธไสยาสน์เป็นพระอุโบสถ พระปรางค์ และพระวิหารขนาดใหญ่ ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้น

This slideshow requires JavaScript.

จากนั้นนั่งรถรางไปยังวัดมหาธาตุ วัดนี้ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมภายใน แต่มีการบรรยายอยู่บนรถรางที่ด้านหน้า วัดมหาธาตุเป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมธาตุกลางเมืองและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเมืองโบราณแทบทุกเมืองจะต้องมีวัดและพระมหาธาตุเพื่อเป็นสิริมงคล สำหรับวัดมหาธาตุสร้างขึ้นในรัชสมัยของขุนหลวงพะงั่วแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ต่อมาได้มีการบูรณะเรื่อยมา และมีการสร้างสถูปเจดีย์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้นเพิ่มเติมด้วย ต่อมายอดพระปรางค์ประธานได้พังทลายลงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

This slideshow requires JavaScript.

จากนั้นนั่งรถรางผ่านสะพานป่าถ่าน และเจดีย์เจ้าอ้ายเจ้ายี่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ทรงกระทำยุทธหัตถี หรือชนช้างและสิ้นพระชนม์พร้อมกัน ณ สะพานป่าถ่านนี้ เจ้าสามพระยาซึ่งเป็นพระอนุชาได้ทรงสร้างพระเจดีย์สององค์เพื่อทรงพระราชอุทิศถวายเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ณ จุดที่เกิดเหตุด้วย

This slideshow requires JavaScript.

        วัดราชบูรณะ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กันนั้นสร้างในรัชสมัยของเจ้าสามพระยา หรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ที่มาในการสร้างมีหลายทฤษฎี โดยกระแสหลักเชื่อว่าเจ้าสามพระยาสร้างวัดนี้ขึ้นบนพื้นที่ที่ใช้ถวายพระเพลิงพระเชษฐา และทรงสร้างวัดอุทิศถวาย และอีกกระแสที่เชื่อว่าเจ้าสามพระยาสร้างวัดนี่ขึ้นเพื่อทรงอุทิศถวายสมเด็จพระนครอินทราธิราช พระราชบิดาของพระองค์ เนื่องจากอาคารต่าง ๆ รวมถึงโบราณวัตถุที่พบนั้น สื่อไปถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากกว่า โบราณสถานสำคัญในวัดนี้คือพระปรางค์ประธาน ซึ่งเป็นปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้นขนาดใหญ่ มีกรุอยู่ภายในถึงสามชั้น มีภาพจิตรกรรมที่สวยงาม เป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุสำคัญมากมาย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่มีโจรลักลอบขุดกรุ ได้ขโมยเอาเครื่องทองและอัญมณีไปเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้ติดตามยึดของกลางได้คืนมาบางส่วน และกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นต่อ ปรากฎว่าพบสิ่งของอีกกว่า 2,000 รายการ เป็นทองคำน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม ปัจจุบันโบราณวัตถุที่พบนั้น เก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ที่เราจะได้ไปเยี่ยมชมต่อไป

This slideshow requires JavaScript.

        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นจากพระราชปรารถในพระบาทสมเด็จพระภูมิพลมหาราช เมื่อครั้งเสด็จฯ มาทอดพระเนตรโบราณวัตถุที่ได้จากกรุวัดราชบูรณะเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 ที่ว่า “ โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะนี้ สมควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษา และตั้งแสดงให้ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้ หาควรนำไปเก็บรักษา และตั้งแสดง ณ ที่อื่นไม่” กรมศิลปากรจึงได้สนองพระราชปรารภ จัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้น เพื่อจัดแสดงโบราณวัตถุจากกรุวัดราชบูรณะ รวมถึงกรุวัดมหาธาตุ โบราณวัตถุที่พบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโบราณวัตถุอื่น ๆ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอยุธยา

This slideshow requires JavaScript.

จากนั้นได้เข้าโรงแรมที่พักเพื่อพักผ่อนอิริยาบท และเตรียมตัวเดินทางไปยังวัดไชยวัฒนารามเป็นสถานที่ที่จะไปเป็นแห่งสุดท้ายของวันนี้ วัดไชยวัฒนารามเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่นักท่องเที่ยวสามารถเช่าชุดไทยไปถ่ายภาพภายในเขตโบราณสถาน ตามรอยละครชื่อดัง “บุพเพสันนิวาส” ได้ ซึ่งวัดไชยวัฒนารามนี้จะถ่ายภาพได้สวยมากในเวลาเย็น และยังเป็นโบราณสถานที่เปิดให้เข้าชมได้ถึงช่วงหัวค่ำเลยด้วย แต่ต้องมาซื้อบัตรเข้าชมก่อนห้าโมงเย็น

This slideshow requires JavaScript.

หลังจากท่องเที่ยวถายรูปกันแล้ว ก็ขอกลับมาที่ความเป็นมาของวัดไชยวัฒนารามต่อ วัดนี้สร้างในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง เชื่อว่าสร้างบนพื้นที่นิวาสสถานเดิมของพระองค์ ทรงสร้างอุทิศถวายพระราชมารดา มีอาคารสำคัญคือ พระอุโบสถขนาดใหญ่ หันหน้าเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหลังพระอุโบสถเป็น พระปรางค์ประธานและปรางค์มุมที่อยู่บนฐานไพทีเดียวกัน ล้อมรอบด้วยเมรุมุม เมรุทิศที่เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงคต ภายในเมรุมุม เมรุทิศ มีพระพุทธรูปทรงเครื่อง ภายในซุ้มเรือนแก้ว การออกแบบพระปรางค์ประธานและอาคารประกอบนั้น สื่อถึงจักรวาลคติ อันมีเข้าพระสุเมรุอยู่ตรงกลางเป็นประธาน มีเขาสัตบริภัณฑ์ และทวีปทั้งสี่อยู่โดยรอบ และปรางค์ประธาน เมรุมุม เมรุทิศ ยังอาจหมายถึงตำแหน่งดาวนพเคราะห์ โดย ปรางค์ประธานเป็นตัวแทนของ พระเกตุ เมรุที่อยู่ทางทิศต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์แทนดาวนพเคราะห์อื่น ๆ ดังนี้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือแทนพระอาทิตย์ ทิศตะวันออกแทนพระจันทร์ ทิศตะวันออกเฉียงใต้แทนพระอังคาร ทิศใต้แทนพระพุธ ทิศตะวันตกเฉียงใต้แทนพระเสาร์ ทิศตะวันตกแทนพระพฤหัสบดี ทิศตะวันตกเฉียงเหนือแทนพระราหู และทิศเหนือแทนพระศุกร์ ถ้าท่านใดได้ไปเที่ยวที่วัดนี้ ลองไปหาทิศประจำวันเกิดและไปไหว้พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ทิศนั้น เพื่อความเป็นสิริมงคลได้

แผนผังดาวนพเคราะหฺ์ประจำทิศต่าง ๆ ของวัดไชยวัฒนาราม

        วันที่ 27 มิถุนายน 2562 สถานที่แรกของวันนี้ ได้เดินทางไปยัง วัดตูม ซึ่งสร้างในสมัยอยุธยา เป็นวัดสำหรับลงเครื่องพิชัยสงครามมาแต่ก่อน ต่อมาได้รับการบูรณะในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยเสด็จฯ ยังวัดนี้หลายครั้ง นอกจากนั้นในรัชสมัยพระบามสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการทำธงชัยพระราชกระบี่ธุช และธงชัยพระครุฑพ่าห์ ขึ้นใหม่อีกสำรับหนึ่งจากโบราณวัตถุที่พบในจังหวัดนครปฐม ก็ได้มีการลงยันต์และอักขระต่าง ๆ ที่วัดตูมแห่งนี้ด้วย และภายในวัดยังมีหลวงพ่อสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างอยุธยา ในพระเศียรมีน้ำไหลซึมออกมาตลอด ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีชุบพระแสงขรรค์ราชศัตราอยู่ด้านข้างพระอุโบสถอีกหนึ่งแห่ง ครั้งหนึ่งมีเรื่องเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระแสงที่ชุบในน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น ฟันไปยังสายรุ้งและสายรุ้งนั้นก็ขาดไปโดยอัศจรรย์ น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองแหล่งนี้ ได้เชิญไปเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำหรับสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

This slideshow requires JavaScript.

จากนั้น เดินทางไปยัง วัดภูเขาทอง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ส่วนเจดีย์ภูเขาทอง เชื่อว่าพระเจ้าบุเรงนอง แห่งเมืองหงสาวดี ได้ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ จึงได้สร้างพระเจดีย์ใหญ่แบบมอญขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ ต่อมาสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราชแล้ว จึงโปรดเกล้าให้สร้างเจดีย์แบบไทยไว้เหนือฐานแบบมอญ มีภาพเขียนลายเส้นเจดีย์ภูเขาทองโดยนายแพทย์เอนเยลเบิร์ต แกมป์เฟอร์ ที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเพทราชา เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรูปแบบของเจดีย์องค์นี้

สถานที่ต่อไปคือ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น เกริก ยุ้นพันธ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวที่ รศ. เกริก ยุ้นพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น โดยเริ่มจากการสะสมของเล่นและของที่ระลึกต่าง ๆ มีตั้งแต่เครื่องเรือนเครื่องใช้ของคนไทยในยุคต่าง ๆ ตุ๊กตาดินเผาสมัยสุโขทัย อยุธยา ซึ่งเป็นของเล่นแบบไทยๆมาแต่โบราณ ร่วมถึงตุ๊กตาเซลลูลอยด์และของเล่นที่ทำจากสังกะสีรูปแบบต่าง ๆ ที่มีอายุมากกว่าร้อยปี ไปจนถึงของเล่นแบบไขลาน ใช้แบตเตอร์รี่ ของเล่นพลาสติก และตุ๊กตาต่าง ๆ ที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กในทุก ๆ ยุคสมัย นอกจากนั้น อาจารย์เกริก ยังได้ให้ข้อคิดในการใช้ชีวิตว่า ควรทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อจะได้มีความสุขกับสิ่งที่ทำ รวมถึงการเก็บสะสมของต่าง ๆ นานไปเข้า มันก็จะเป็นของเก่าและมีค่าในตัวเอง และยังได้หลักการคิดในการเดินทางไปเที่ยวอีกข้อที่ว่า “…อ่านหนังสือ รับประทานอาหาร ฟังดนตรี และไปพิพิธภัณฑ์…” โดยการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง จะต้องอ่านหนังสือหรือหาข้อมูลในการเตรียมตัวไปให้พร้อม ต้องรับประทานอาหารให้อร่อยและอิ่มเพื่อเตรียมตัวสำหรับการท่องเที่ยว หากมีโอกาสก็ต้องไปฟังดนตรีที่ไพเราะเป็นการผ่อนคลายและสร้างแรงบันดาลใจ และสุดท้ายคือการไปพิพิธภัณฑ์เพื่อหาความรู้จากการไปท่องเที่ยวด้วย

This slideshow requires JavaScript.

หลังจากเพลินเพลินกันในพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นพอสมควรแล้วด้เดินทางต่อไปยัง วัดสุวรรณดาราราม เป็นวัดที่สร้างโดยพระอัยกาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เดิมชื่อว่าวัดทอง ต่อมาถูกทำลายลงในสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงครองราชย์แล้ว โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรวัดนี้ขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชววังบวรสถานมงคล เป็นแม่กองในการก่อสร้าง โดยพระอุโบสถเป็นศิลปะแบบอยุธยา จิตรกรรมเป็นแบบไทยประเพณี พระวิหารสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วาดโดยพระยาอนุศาสน์จิตรกร จิตรกรเอกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และวัดนี่มีความสำคัญ ถือเป็นวัดประจำพระราชวงศ์จักรีด้วย

จากนั้นเดินทางต่อไปยัง วัดกุฎีดาว เป็นวัดร้างขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหรือก่อนหน้านั้นในสมัยอยุธยาตอนต้นไปอีก ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมันพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีพระอุโบสถชนาดใหญ่ ที่ยังปรากฎบัวกลุ่มหัวเสาที่เหมือนกับที่พบที่พระวิหารหลวงวัดพระศรีสรรเพชญ์ด้วย ด้านหลังพระอุโบสถเป็นพระเจดีย์ขนาดใหญ่ มีฐานเป็นแบบเจดีย์มอญ องค์เจดีย์เป็นทรงระฆัง มีร่องรอยแสดงว่าผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง และด้านหลังถัดไปเป็นพระวิหาร นอกเขตพุทธาวาสมีตำหนักพระตำหนักกำมะเลียนซึ่งเป็นอาคารสองชั้น มีกรอบประตูหน้าต่างแบบศิลปะเปอร์เซีย เชื่อว่าเคยใช้เป็นที่ประทับในการทอดพระเนตรการบูรณะวัดชองพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล วัดนี้ยังมีชื่อเสียงในเรื่องลึกลับเกี่ยวกับปู่โสมเฝ้าทรัพย์ จากการที่พระองค์เจ้าพีระพงษ์ภานุเดช ทรงขอกรมศิลปากรขุดสำรวจเพื่อหาสมบัติโดยใช้อุปกรณ์ในการค้นหาโลหะใต้ดินที่ทันสมัย ซึ่งก็พบกลุ่มโลหะขนาดใหญ่ใต้ดินแถวหน้าพระอุโบสถ แต่เมื่อขุดลงไปก่อนที่จะถึงกลุ่มโลหะตามที่เครื่องมือแจ้งนั้น ได้มีเสียงครืด ๆ มาจากใต้ดิน เหมือนมีอะไรเคลื่อนที่อยู่ข้างล่าง เมื่อตรวจใหม่กลับไม่ปรากฎกลุ่มโลหะอยู่ในบริเวณนั้น แต่ไปพบ ณ ตำแหน่งอื่นแทน แต่เมื่อขุดลงไปก็เจอเหตุการณ์แบบเดิมซ้ำอีก ต่อมาได้มีการเชิญพระอาจารย์รูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงในด้านไสยเวท ได้ทูลว่าผู้ที่เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ได้สาปแช่งผู้ที่เข้ามาขุดหาสมบัติให้ประสบกับสิ่งไม่ดีต่าง ๆ นานา ซึ่งหลังจากนั้นคณะที่มาขุดสมบัติในครั้งนั้นก็มีการเสียชีวิตกระทันหันด้วย ทำให้จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่มีใครกล้าไปขุดสมบัติ ณ วัดกุฎีดาวนี้อีกเลย

หลังจากชมโบราณสถานและฟังเรื่องลี้ลับกันแล้ว ได้เดินต่อไปยัง วัดประดู่ทรงธรรม ซึ่งอยู่ถัดจากวัดกุฎีดาวในซอยเดียวกัน เดิมเป็นวัดสองวัด คือ วัดประดู่ และวัดโรงธรรม โดยวัดประดู่เป็นวัดสำคัญที่เคยเป็นที่ประทับของพระภิกษุพระเจ้าอุทุมพรขณะทรงพระผนวชหลังจากสละราชสมบัติ พระอุโบสถของวัดประดู่ทรงธรรมเป็นศิลปะแบบอยุธยา พระประธานมีสามองค์เป็นพระพุทธรูปที่ได้รับการบูรณะมาแล้ว ส่วนที่น่าสนใจคือจิตรกรรมภายในพระอุโบสถ เป็นภาพเขียนที่เขียนขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เป็นการเขียนโดยใช้แบบเดิมจากสมัยอยุธยา เป็นภาพพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และภาพขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค รวมถึงวิถีชีวิตและการละเล่นต่าง ๆ ในสมัยอยุธยาอีกด้วย

This slideshow requires JavaScript.

จากนั้นกลับที่พักและมีการทำกิจกรรมถอดบทเรียนจากการไปลงพื้นที่ผ่านมา และมีการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับชุมชนต่าง ๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาด้วย

        วันที่ 28 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของโครงการ เมื่อเก็บของและเช็คเอาท์เรียบร้อยแล้ว ได้เดินทางไปยัง บ้านโปรตุเกส เป็นชุมชนชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายในสยาม ช่วงกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ปัจจุบันเหลือซากของสิ่งก่อสร้างที่เคยเป็นโบสถ์เซนต์โดมินิค เชื่อว่าเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกที่สร้างขึ้นในประเทศไทย ประกอบด้วยสุสานสำหรับฝังศพ โบสถ์ที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา และส่วนที่พักอาศัย ซึ่งพบโครงกระดูกมนุษย์ถึง 254 ร่าง และโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก

This slideshow requires JavaScript.

บ้านโปรตุเกสแห่งนี้เป็นเขตโบราณสถานที่วิทยากร คือ อาจารย์ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ เป็นหัวหน้าคณะผู้ขุดค้นด้วย อาจารย์ได้เล่าถึงบรรยากาสในระหว่างขุดค้นว่า แถวนั้นยังไม่มีถนนติดเข้ามา ต้องมาทางเรือเท่านั้น อาหารก็ไม่ค่อยจะมีกิน ต้องไปที่ชายตลิ่งแล้วงมกุ้งแม่น้ำขึ้นมากินกัน ซึ่งก็สามารถงมได้จากริมตลิ่ง เอามือล้วงไปก็จับได้กุ้งตัวโต ๆ มาย่างกินกับข้าวจนเบื่อกันเลย และระหว่างการขุดค้นนั้นก็มีการพบสิ่งลี้ลับหลายเรื่อง เช่น ทั้งคณะเห็นเหมือนเงาคนคุกเข่าอยู่บริเวณใกล้กับที่ขุดพบแท่นบุชาภายในโบสถ์ เมื่อลงมือขุดลงไปก็พบกับโครงกระดูกมนุษย์จริง ๆ ซึ่งเชื่อว่าเป็นร่างของบาทหลวงที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรุงศรีอยุธยา มีร่างหนึ่งพบว่ากระโหลกศีรษะมีร่องรอยการถูกทำร้าย ทำให้เชื่อว่าเป็นร่างของบาทหลวงเจรอนิโม ดา ครูซ ซึ่งถูกทำร้ายโดยการทุบศีรษะจนถึงแก่ชีวิต นอกจากเรื่องลี้ลับระหว่างการขุดค้นแล้ว ในทางวิชาการยังได้ ศ.นพ.สุด แสงวิเชียร ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์แห่งพิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งถือเป็นอาจารย์สอนวิชากายวิภาคท่านสำคัญของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลด้วย ได้กรุณามาตรวจวิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ที่ขุดพบที่บ้านโปตุเกสแห่งนี้ด้วย

จากนั้นได้เดินทางต่อไปยัง มัสยิดตะเกี่ยโยคิณราชมิสจินจาสยาม ซึ่งแต่เดิมกำหนดการของคณะจะไปเยี่ยมชมวัดกระซ้ายและวัดพุทไธศวรรย์ แต่วิทยากรท่านเสนอให้เปลี่ยนสถานที่ เพื่อจะได้เห็นภาพของชุมชนชาวต่างชาติ ต่างศาสนาในกรุงศรีอยุธยา เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก และอยู่ไม่ไกลจากบ้านโปรตุเกสด้วย มัสยิดตะเกี่ยโยคิณราชมิสจินจาสยาม เป็นชื่อที่ได้รับเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเคยเสด็จฯ มายังมัสยิดแห่งนี้ ได้พระราชทานแท่นบรรยายธรรมและตะเกียงไว้ประจำมัสยิดแห่งนี้ มัสยิดตะเกี่ยนี้ แต่เดิมสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตามตำนานเล่าว่า ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม เจ้าประคุณตะเกี่ยได้ประลองกับพระสงฆ์ในด้านการทำอัศจรรย์ ซึ่งเจ้าประคุณตะเกี่ยชนะ พระรูปนั้นเลยต้องยกพื้นที่วัดไปสร้างมัสยิด รวมถึงท่านเองก็ต้องสึกออกมาเป็นมุสลิมด้วย ซึ่งยังปรากฎสุสานของเจ้าประคุณตะเกี่ย และอดีตพระสงฆ์ที่เปลี่ยนศาสนามาเป็นมุสลิม ฝังอยู่ไม่ห่างกันภายในอาคารทรงหกเหลี่ยมข้างมัสยิดด้วย

This slideshow requires JavaScript.

หลังจากนั้นเดินทางไปยัง ตลาดโก้งโค้ง เพื่อพักรับประทานอาหารกลางวัน ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่ให้ชาวบ้านมาขายของกันโดยไม่คิดค่าเช่าที่ เปิดให้บริการในวันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ภายในมีร้านอาหารและขนมต่าง ๆ ที่ชาวบ้านมาทำขายกันเอง รวมถึง ผัก ผลไม้ เสื้อผ้า อุปกรณ์ ของใช้เก๋ ๆ ที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายอีกด้วย

หลังจากเติมพลังและซื้อของฝากกันเรียบร้อยแล้ว คณะได้เดินทางต่อไปยัง พระราชวังบางปะอิน เป็นสถานที่สุดท้ายของการเยี่ยมชมในครั้งนี้ พระราชวังบางปะอินเดิมเชื่อว่าเป็นสถานที่สำคัญตั้งแต่สมัยอยุธยา เชื่อกันว่าพระเจ้าปราสาททองเสด็จพระราชสมภพในพื้นที่นี้ และยังเป็นพระราชวังเก่าด้วย โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริในการบูรณะสำหรับเป็นที่ประทับในการประพาสเมืองเก่าที่อยุธยา ต่อมาพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระที่นั่ง และตำหนักต่าง ๆ พร้อมยกฐานะเป็นพระราชวังบางปะอิน เพื่อเป็นพระราชวังสำหรับแปรพระราชฐานในฤดูร้อน โดยมีพระที่นั่งและอาคารสำคัญที่มีชื่อคล้องจองกันดังนี้

“ไอศวรรย์ทิพยอาสน์   วโรภาษพิมาน   อุทยาภูมิเสถียร   เหมมณเฑียรเทวราช
วรนาฏเกษมสานต์   สภาคารราชประยูร   วิฑูรทัศนา   บุปผาประพาส   เวหาศจำรูญ”

This slideshow requires JavaScript.

ซึ่งแต่ละอาคารก็จะมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแตกต่างกันออกไป เช่น พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย พระที่นั่งวโรภาษพิมานเป็นสถาปัตยกรรมแบบกรีกโรมัน พระที่นั่งอุทยาภูมิเสถียรเป็นสถาปัตยกรรมแบบสวิสชาเล่ต์ หอเหมมณเฑียรเทวราชเป็นสถาปัตยกรรมแบบขอม พระที่นั่งเวหาศจำรูญเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน เป็นต้น

This slideshow requires JavaScript.

นอกจากอาคารสำคัญดังกล่าวแล้วยังมีอนุสรณ์สถานถึงความรักในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันประกอบด้วย อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุเรือล่มในขณะที่กำลังเสด็จแปรพระราชฐานมายังพระราชวังบางปะอินแห่งนี้ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2426 อนุสรณ์สถานอีกแห่งคือ อนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเจ้านายที่สิ้นพระชนม์ลงในปีเดียวกันถึง 4 พระองค์ ได้แก่ 1. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 2. พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2430 3. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2430 4. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตม์ธำรง สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2430 ตั้งอยู่ด้านข้างของอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์

This slideshow requires JavaScript.

This slideshow requires JavaScript.

หลังจากเยี่ยมชมพระราชวังบางปะอินเป็นที่สมควรแก่เวลาแล้ว คณะได้เดินทางกลับมายังมหาวิทยาลัยมหิดลโดยสวัสดิภาพ เป็นการจบการเดินทางที่สนุกสนานและได้ความรู้แต่เพียงเท่านี้

ภาพประกอบจาก
อาจารย์ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์
เพชรดา ฐิติยาภรณ์
คมสันต์ เดือนฉาย
สุวีร์ ชยะกุลคีรี
ศิริพงศา โจโฉ
ณัฐพล ยังพลขันธ์
ธนกฤต ทองบริสุทธิ์
พงศกร ระวิเพียรทรัพย์


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019