การบริหารจัดการความรู้และการนำไปปฏิบัติ


วันที่ 22-26 เมษายน 2562 ผู้เขียนได้รับโอกาสให้เข้าอบรมหลักสูตร “นักบริหารคุณภาพมหาวิทยาลัยมหิดล” รุ่นที่ 1 (MUQMP#1) ณ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล  โดยต้องขอขอบพระคุณ ดร.รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล ผู้อำนวยการหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นอย่างสูง ที่ให้โอกาสผู้เขียนได้เข้าร่วมการอบรม  โครงการอบรมหลักสูตรดังกล่าวมีความน่าสนใจหลายประเด็น  ซึ่งเป็นการรวมทฤษฎีและกลยุทธ์ทางการบริหาร แม้ว่าแต่ละหัวข้อจะมีเวลาเรียนสั้นเกินไป  แต่ก็ทำให้ผู้เขียนได้มุมมองเพิ่มขึ้นในภาพรวมของการบริหารคุณภาพ  และคงต้องขอกล่าวขอบคุณวิทยากรของวิทยาลัยการจัดการทุกท่านที่สามารถถ่ายทอดความรู้อย่างเต็มที่  รวมถึงคณะผู้จัดโครงการไว้ ณ ที่นี้ค่ะ

จากกล่าวข้างต้นเกี่ยวกับหัวข้อในการอบรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารคุณภาพนั้น  ในบล็อกนี้ผู้เขียนขอเลือกนำเสนอหัวข้อสุดท้ายที่ได้เรียนมา  เนื่องจากมีความประทับใจเป็นส่วนตัว  ส่วนหัวข้ออื่นๆ หากมีเวลาจะนำมาเล่าสู่กันฟังในบล็อกถัดไปค่ะ  และบางหัวข้อน่าสนใจในระดับที่อยากให้มีการจัดอบรมภายในหอสมุดและคลังความรู้ฯ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์สำหรับบุคลากรทุกท่าน

เกริ่นยาวไปนิดเข้าเรื่องแล้วค่ะ  หัวข้อที่จะกล่าวถึงคือ Knowledge Management วิทยากรโดย รศ.ดร.วิชิตา รักธรรม รองคณบดีงานบริการวิชาการ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล  เรื่องการบริหารจัดการความรู้เป็นเรื่องที่มีมานานพอสมควรในองค์กรต่างๆ หลายองค์กรก็ไปได้ดี  แต่ก็มีหลายองค์กรที่ดูจะครึ่งๆ กลางๆ หยุดๆ ติดๆ ด้วยสาเหตุที่หลากหลาย  ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนพึ่งเคยได้เข้าฟังบรรยายเรื่องการบริหารจัดการความรู้เป็นครั้งแรก  ก่อนหน้านี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งของกระบวนการ  โดยมีมุมมองส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นนามธรรมมากๆ  แต่เมื่อได้ฟังบรรยายจากวิทยากรทำให้เริ่มเห็นช่องทาง  เกิดความเข้าใจชัดเจนมากขึ้น  จึงอยากมาเล่าให้ผู้สนใจ และผู้ที่มีอาการแบบเดียวกันกับผู้เขียน  หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะคะ

เริ่มต้นกันง่ายๆ ค่ะ กับความรู้ที่มีมากมายในองค์กรได้มาจากที่ไหนบ้าง เช่น ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า  กระบวนการทำงาน  ผลิตภัณฑ์หรือบริการ  ข้อมูลส่วนตัวของบุคคล เป็นต้น  ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทของความรู้ได้เป็น 2 กลุ่มคือ

  1. Explicit Knowledge ข้อมูลที่สามารถอธิบายออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร สามารถแบ่งปันข้อมูลกันได้ผ่านเอกสาร
  2. Tacit Knowledge ข้อมูลที่มีความเป็นส่วนตัว  เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมา และยากต่อการสื่อสารและแบ่งปันกับคนอื่น

ท่านต้องเริ่มมองหาว่าความรู้ในองค์กรของเรานั้นมีอะไรบ้าง? ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ  ในการปฏิบัติงานจริงล้วนเต็มไปด้วยความรู้แบบ Tacit Knowledge  ที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ง่ายๆ   แต่ทุกท่านก็อย่าพึ่งท้อนะคะ  ท่านวิทยากรบอกว่าผลสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับ

  1. วัฒนธรรมองค์กร บุคลากรทุกคนต้องเห็นประโยชน์  และพร้อมจะแชร์ข้อมูล
  2. การสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูง
  3. การบูรณาการให้เป็นส่วนหนึ่งของงานประจำ
  4. การบูรณาการให้เข้ากับระบบการประเมินผลงาน

จากปัจจัยข้างต้น  ผู้เขียนขอเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวอีก 1 ข้อเพื่อให้เกิดความสำเร็จ คือ หน่วยงานควรเริ่มต้นอย่างมีขั้นตอน  อย่าก้าวกระโดด  หรือเลือกทำเพียงขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง  แล้วจะเรียกว่าเป็นการบริหารจัดการความรู้ได้

กระบวนการบริหารการจัดการความรู้ ประกอบด้วย

ภาพเกลียวความรู้ SECI
(อ้างอิงจาก https://parnward8info.wordpress.com/2014/01/27/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89/)

  1. การสร้างความรู้ – จากภาพด้านบนเริ่มต้นจากการทำงานร่วมกันในองค์กร มีการพูดคุย สอนงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างบุคลากรเป็นการส่งผ่าน Tacit Knowledge ระหว่างกันเรียกขั้นตอนนี้ว่า Socialization  เมื่อมีการนำ Tacit Knowledge  มาจัดเก็บหรือบันทึกออกมาในรูปแบบสื่อต่างๆ เพื่อเป็นตัวกลางในการเผยแพร่ความรู้ให้เป็น Explicit Knowledge เรียกขั้นตอนนี้ว่า Externalization จากนั้นอาจมีการพัฒนาข้อมูลต่อ  หรือนำความรู้ใหม่นี้ไปพัฒนาความรู้เดิมที่ยังบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ ให้สมบูรณ์  และมีคุณค่ามากขึ้น ขั้นตอนนี้เรียกว่า Combination เป็นสิ่งที่นักพัฒนาการจัดการความรู้ในองค์กรต้องการมากที่สุด เพราะเป็นผลลัพท์ที่สร้างความเติบใหญ่ทางปัญญาให้กับองค์กร  และเมื่อบุคลากรนำข้อมูล Explicit Knowledge จากสื่อต่างๆ มาสร้างความรู้และต่อยอดงานของตนเอง  เกิดเป็นทักษะเฉพาะตัว ก็จะกลายเป็น Tacit Knowledge เพิ่มขึ้น เรียกขั้นตอนนี้ว่า Internalization เป็นเหมือนเกลียวความรู้ที่หมุนไปไม่รู้จบ
  2. การถ่ายทอดความรู้ – การถ่ายทอดความรู้จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนและอีกคน สืบทอดต่อกันไปไม่มีวันที่ข้อมูลจะครบถ้วนหรือเท่าเดิม  จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องคำนึงถึงทั้งผู้ให้ และผู้รับ อย่าให้ความสำคัญเพียงฝ่ายเดียว
  3. การจัดเก็บความรู้ หรือการดึงความรู้ออกมาใช้ – ต้องเข้าใจก่อนว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่นำมาใช้ในกระบวนการเท่านั้น สิ่งที่นักพัฒนาต้องคำนึงถึงมากกว่าคือ การต้องตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้ก่อนที่จะจัดหาเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการความรู้ ได้แก่ เราจะสร้างความรู้อะไร  จะจัดเก็บความรู้นั้นที่ไหน  มีกระบวนการนำออกมาใช้ได้อย่างไร  และใครสามารถเข้าถึงความรู้เหล่านี้ได้และเมื่อใด
  4. การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ – เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่มีความรู้ดีเยี่ยม  แต่เกิดขึ้นกับการที่บุคลากรในองค์กรรู้จักนำเอาความรู้ที่มีในแต่ละส่วนไปบูรณาการและใช้ได้อย่างดีที่สุด  หรือมีการสร้างความรู้ใหม่ นวัตกรรมใหม่

สุดท้ายนี้แล้วเราจะวัดประเมินผลการบริหารจัดการความรู้ด้วยสิ่งใด?

  1. ประเมินผลได้จากนวัตกรรมที่เกิดขึ้น
  2. ผลงานที่ได้จากการนำความรู้ไปใช้
  3. ประเมินผลในแต่ละกระบวนการบริหารจัดการความรู้ว่าได้ผ่านขั้นตอนใดบ้าง
  4. นำการบริหารจัดการความรู้มาเชื่อมโยงกับ Balanced Scorecard

Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019