พิพิธภัณฑ์ไทยกับการแพร่ระบาดของโควิด-19


พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวอีกประเภทที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทั้งในด้านของการบริการ งบประมาณ การจัดการทรัพยากร และอื่น ๆ อีกหลายด้าน ซึ่งแนวทางการดำเนินงานจำต้องได้รับการวางแผนที่รัดกุมเพื่อที่จะผ่านวิกฤตไปได้

ถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เขียนได้เข้าร่วมฟังเสวนาเรื่อง “พิพิธภัณฑ์ไทยกับการแพร่ระบาดของโควิด-19” ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมกับสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการบริหารจัดการ การดำเนินงานหรือการดำเนินกิจกรรมในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านรูปแบบการเสวนาออนไลน์ ผ่านทาง Facebook NSM Thailand ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา

สำหรับการจัดเสวนาครั้งนี้ จัดขึ้นตรงกับวันพิพิธภัณฑ์สากล ซึ่งโดยปกติแล้วตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ จะจัดงานเฉลิมฉลองและจะจัดงานเสวนาทบทวนภารกิจ บทบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้รูปแบบของกิจกรรมในปีนี้ จำต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ โดยยังคงจัดงานอยู่ แต่จัดในแบบออนไลน์ เปิดให้ผู้สนใจร่วมลงทะเบียน เพื่อฟังการเสวนาพูดคุยถึงผลกระทบของ Covid-19 ในมุมมองของพิพิธภัณฑ์ที่หลากหลายในประเทศไทย โดยงานเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรหลายท่านร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราว แลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลายท่าน ได้แก่

 

  1. ผศ. ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
  2. คุณนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
  3. คุณจารุณี อินเฉิดฉาย ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) และนายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทยนายกสมาคมพิพิธภัณฑ์ไทย
  4. คุณราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
  5. ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
  6. คุณพัฒนพงศ์ มณเฑียร ที่ปรึกษาด้านงานปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์

ผลกระทบอันเนื่องมาจากภาวะโควิด 19 ต่อพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย

ประเด็นแรกที่ถูกหยิบยกมาคือ ผลกระทบอันเนื่องมาจากภาวะโควิด 19 ต่อพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ส่งผลให้พิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งมีการปรับตัวอย่างไร

คุณราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ อธิบายว่า ในการทำงานของพิพิธภัณฑ์น่าจะได้รับผลกระทบดังนี้

  1. บทบาทที่มีส่วนร่วมกับสังคม
  2. การจัดการงบประมาณประจำปี อาจจะต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งมีผลกระทบไม่มากนัด เมื่อเทียบกับพิพิธภัณฑ์ที่ดำเนินการโดยเอกชน
  3. มีการยกเลิกหรือทอดระยะเวลาในการให้บริการกับประชาชนออกไปก่อน

โดยผลกระทบทั้งหมดจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน และบุคลากรที่พบกับประชาชนโดยตรง เป็นลำดับแรก

นอกจากนี้ทาง Museum Siam ยังต้องมีการปรับตัวตามประกาศ ทำให้ทีมงานเข้มงวดเรื่องการดำเนินการความปลอดภัยมากขึ้น โดยดูแลบุคลากรอย่างเต็มความสามารถ เช่น ให้พนักงานที่โดยสารรถประจำทางทำงานอยู่ที่บ้านแทน เพื่อลดความแออัดระหว่างเดินทาง ส่วนพนักงานที่มีรถส่วนตัวจะมาทำงานที่ออฟฟิศโดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำงานเพื่อลดความแออัดเช่นเดียวกัน

 

คุณราเมศ พรหมเย็น กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในระหว่างการปิดตัวของ Museum Siam ทางพิพิธภัณฑ์มีการรีวิวงาน การปรับแผนงาน โดยจะเตรียมเนื้อหา คอนเทนต์ให้อยู่ใน Cyber Space มีการจัดตั้งฝ่าย Digital Museum ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อรับผิดชอบพัฒนา Museum ให้ยังคงมีตัวตนอยู่ สามารถเข้าถึงได้ โดยอาศัยช่วง Covid-19 เป็นบททดสอบฝ่ายนี้ ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ท้าทายมาก ยกตัวอย่างกิจกรรมของฝ่ายนี้ เช่น กิจกรรม Museum from home กิจกรรมสร้างแฮชแท็ก ภายใต้ธีม “ทุกการเรียนรู้ไม่ห่างอย่างที่คิด” โดยให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ได้ตลอดเวลา โดยมีกิจกรรมที่หลากหลายกิจกรรม ผ่านแพลตฟอร์ม ต่าง ๆ ได้แก่

  • Virtual Exhibition
  • เว็บไซต์ https://www.museumthailand.com/ สำหรับเชื่อมโยงเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
  • บริการยืมหนังสือผ่านทาง Delivery และยืม E-book ผ่านระบบออนไลน์ สามารถส่งถึงประชาชนได้ถึงบ้าน
  • Museum magazine digital archives ให้บริการการสืบค้นภาพเก่า
  • มีการถ่ายทอดสด Facebook Live มี Online Chatbot มีบริการภัณฑารักษ์คุยกับประชาชน และบริการติดต่อผ่านสื่อ Social และ Application ต่าง ๆ ของ Museum Siam มาใช้กระจายข่าวสารความรู้

โดยคุณราเมศ ได้ทิ้งท้ายว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด เป็นช่วงเวลาที่สามารถนำเทคโนโลยีที่พัฒนาไว้ นำมาทดสอบใช้จริง

ผศ.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ได้รับผลกระทบ เรื่องงบประมาณ จำนวนผู้เข้าชม การดำเนินชีวิตของพนักงาน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานมากขึ้น แต่ในอีกมุมก็เห็นว่าในวิกฤตนี้ ทำให้พบโอกาสใหม่บางอย่าง ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจในการผ่าวิกฤตไปให้ได้

นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ยังได้มีการประสานงานเครือข่ายจากประเทศต่าง ๆ เพื่อสอบถามความคืบหน้าของการระบาด สำหรับเตรียมการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ ทั้งยังได้มีโอกาสทำ Business continuity planning ซึ่งพบว่าในองค์กรมีขุมทรัพย์มาก เวลามีวิกฤติสามารถเอาออกมาใช้ได้ นอกจากนี้ยังได้เห็นศักยภาพของคน ของงาน และได้เห็นโอกาสหลายอย่างที่ไม่เคยเห็น โดยอาศัยคอนเทนต์และกิจกรรมผ่านทางออนไลน์แทนการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จริง เช่น

  1. โครงการ Science Delivery by NSM ขึ้น ซึ่งเป็นกิจกรรมออนไลน์ที่คิดค้นและส่งมอบออกไปสู่ผู้ชมภายนอก โดยอาศัยแนวคิดที่ว่า เมื่อไม่สามารถนำผู้เข้าชมเข้ามาหาพิพิธภัณฑ์ได้ จึงเปลี่ยนรูปแบบเป็นการนำพิพิธภัณฑ์เข้าไปหาคนแทน
  2. โครงการ Plearn Science โดยการนำวัสดุรอบตัวมาพัฒนาเป็นของเล่นทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถส่งให้กับทางโรงเรียน หรือผู้ที่สนใจได้มีส่วนร่วมจริงผ่านการลงมือทำ
  3. เปิดหลักสูตรฝึกอบรม Re-skill, Up Skill, New Skill เปลี่ยนแหล่งเรียนรู้เป็นแหล่งมอบความรู้ทางทักษะต่าง ๆ ที่อาจจะสามารถสร้างอาชีพให้แก่คนในช่วงโควิดได้ ซึ่งเป็นอาชีพที่อาจช่วยเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น อาชีพ Taxidermist, Science Toy Developer, Basic Smart Farmer, Virtual Exhibition Developer, Smart Guide for the Future เป็นต้น

ผศ.รวิน แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ในวิกฤตมีด้านบวก สำหรับการขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์ ผ่านการมุ่งเน้นเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เข้าชม เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์เรียนรู้

คุณนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร ในช่วงวิกฤติ ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล โดยการปิดพื้นที่ต่าง ๆ แม้ว่างบประมาณจะถูกลดทอนไปบ้าง แต่ก็เกิดผลกระทบไม่มากนักกับรายได้ เพราะเป็นหน่วยงานภายใต้รัฐบาล

ซึ่งในช่วงนี้ แม้พิพิธภัณฑ์ประกาศปิด แต่บุคลากรจะมาทำงานปกติ โดยใช้เวลาที่ปิดทำการนี้ กลับมาจัดการพิพิธภัณฑ์ทางด้านกายภาพ ทำความสะอาด ซ่อมบำรุง เพื่อเตรียมเปิดให้บริการในอนาคต

คุณนิตยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทบทวนตนเอง และสามารถนำวิกฤตนี้เป็นบทเรียนในการจัดเตรียมการสำหรับแก้ไขเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

คุณจารุณี อินเฉิดฉาย ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) กล่าวว่าวิกฤตินี้เป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินในวงการพิพิธภัณฑ์ ซึ่งโดยปกติแล้วพิพิธภัณฑ์ มักจะมีคู่มือสำหรับจัดการกับเหตุการณ์ที่ผิดปกติต่าง ๆ แต่ด้วยเหตุเชื้อโรคเป็นวิกฤติใหม่ และมีผลกระทบกับทั้งบุคลากรและผู้เข้าชม ประกอบกับพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จะเน้นกิจกรรมที่ให้ผู้เยี่ยมชมได้ทดลองเล่น และมีคนเยี่ยมชมค่อนข้างมาก จึงยกเลิกกิจกรรมเหล่านี้ และประกาศปิดพิพิธภัณฑ์ เพื่อเตรียมแนวทางสำหรับการแก้ไขปัญหาในอนาคตต่อไป

สำหรับการสนับสนุนบุคลากร ทางพิพิธภัณฑ์มีที่พักรองรับ ทำให้บุคลากร ประสบปัญหาด้านการเดินทางน้อยลง และยังเปิดโอกาสให้บุคลากรบางส่วนทำงานแบบ Work From Home ซึ่งส่วนน้อย เนื่องจากพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ค่อนข้างกว้าง ทำให้หมดภาระในเรื่องมาตรการ Social Distancing

นอกจากนี้ในระหว่างการปิดตัว ทางพิพิธภัณฑ์มีนโยบายให้บุคลากรได้ทบทวนองค์ความรู้ มีการจัดแผนการประชาสัมพันธ์เชิงรุก การเผยแพร่ผ่านทางออนไลน์ และ Virtual มากขึ้น

ดร. พธู คูศรีพิทักษ์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในมุมมองของมหาวิทยาลัย และพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก เชื่อว่าวิกฤตินี้ถือว่าเป็นจุดให้มหาวิทยาลัยได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในความยั่งยืน (Sustainism Paradigm) มีการจัดการเรียนการสอน (Practical Orientation) ให้สอดรับกับการเรียนได้จริง มีการทำงานวิจัยเพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหาในโลกแห่งความจริงได้ ทั้งยังมุ่งเน้นเรื่องของ Social Impact  ในการออกแบบกระบวนการที่ตอบโจทย์สังคม นอกจากนี้ยังมีการบริการวิชาการ (Knowledge Co-Creation & Knowledge Impact) ที่รวบรวมงานวิจัย ทั้งทาง ภาครัฐและเอกชน มาแลกเปลี่ยนกัน สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เห็นการร่วมมือร่วมใจกัน

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก มีผลกระทบในการปรับตัว การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่เปลี่ยนไป โดยปกติจะมีนิทรรศการเคลื่อนที่ในการออกไปหาสังคม ไปทำงานกับชุมชน แต่เนื่องด้วยเหตุการณ์นี้ จึงได้เปลี่ยนแปลงรถเป็นเรือแบ่งปัน ออกไปมอบของให้ชุมชน โดยปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน

คุณพัฒนพงศ์ มณเฑียร ที่ปรึกษาด้านงานปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์ Museum Minds กล่าวในมุมมองของผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ความท้าทายและความสามารถในการเอาตัวเราไปหาสังคมจะต้องเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว วิกฤตการณ์โรคระบาดก็เช่นเดียวกันที่เป็นเหมือนตัวกระตุ้นเร่งเครื่องให้พิพิธภัณฑ์ทำกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ หรือเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนเองให้เร็วยิ่งขึ้น หากพิพิธภัณฑ์มีการเตรียมด้านดิจิทัลมาแล้ว เมื่อประสบปัญหาก็จะมีความพร้อม สามารถแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์ได้รวดเร็ว

คุณพัฒนพงศ์ ตั้งข้อสังเกตว่า เวลามีปัญหาเกิดขึ้น คนเรามักจะคิดจากตนเองออกไปข้างนอก โดยไม่เคยถามว่า คนที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของเราต้องการอะไร เรามีหน้าที่อย่างไร สามารถนำความรู้ออกไปได้อย่างไร มีโอกาสเข้ามา Step Up และเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่าเราจะมีทิศทางอย่างไรบ้าง ต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังว่าในอนาคตพิพิธภัณฑ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพราะมีข้อจำกัดต่าง ๆ ประสบการณ์ในการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ใช่กายภาพ ดิจิทัลก็เป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอ แต่คิดว่ามันยังมีอีกหลายวิธี เช่น เราอาจนำทรัพยากรของเราออกไปช่วยเหลือผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น การทำงานร่วมมือกับกระทรวงศึกษา สำหรับเป็นตัวช่วยให้แก่ครู เราก็สามารถเข้าไปให้ความรู้ ให้ทรัพยากรแก่คุณครูได้ ในการจัดทำห้องเรียนออนไลน์ เป็นต้น

ความปกติใหม่ (New Normal) ในวงการพิพิธภัณฑ์ไทย

ประเด็นคำถามต่อมาคือ หากผ่านพ้นวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไปได้ ความปกติใหม่ (New Normal) ในวงการพิพิธภัณฑ์ไทย ในสายตาของท่านคืออะไร ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร

ผศ.รวิน ระวิวงศ์ ให้ความเห็นต่อความปกติใหม่ หรือนววิถีในวงการพิพิธภัณฑ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่อง ซึ่งสามารถนำไปปรับกันได้ในหลาย ๆ พิพิธภัณฑ์ คือ

  1. Digital Transformation คือ การเข้าสู่ Flatform ดิจิทัลมากขึ้น เช่น การจัดนิทรรศการผ่านทางออนไลน์ (ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทดแทนการชมนิทรรศการของจริงหรือทดแทนข้อมูลความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสส่วนอื่น ๆ ได้ก็ตาม) การนำเอาข้อมูลสารสนเทศ (Information) มาใช้ในการบริหารจัดการ เพราะข้อมูลต่าง ๆ สามารถช่วยในการตัดสินใจ หรือตอบโจทย์ที่ว่า ทำไมผู้ชมต้องเข้ามาหาเรา
  2. Health and Safety ซึ่งเข้ามากระทบกับพิพิธภัณฑ์ เพราะทุกคนต่างกลัวการระบาดของโรค ผลักดันให้หลายภาคส่วนเกิดความระมัดระวังมากขึ้น และเกิดการปรับตัวเพื่อสุขภาพของผู้เข้าชมและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
  3. Spiritual Oasis บทบาทของพิพิธภัณฑ์ในช่วงวิกฤตนี้ พิพิธภัณฑ์ต้องเป็นที่พึ่ง และสามารถยกระดับจิตใจแก่ผู้คน ต้องเป็นสถานที่ที่เวลาคนมาแล้วรู้สึกเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ช่วยลดความตึงเครียดและความหดหู่จากจากเรื่องต่าง ๆ ผศ.รวิน กล่าวว่า อพวช. กำลังจะเอาของใน Collections มาจัดแสดง เพื่อกระตุ้นความอยากรู้ อยากเห็นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดสิ่งดี ๆ ขึ้นในจิตใจของผู้คน

คุณราเมศ พรหมเย็น มองว่าสถานการณ์ Covid-19 เป็นตัวช่วยเร่งให้เกิดกระบวนการ Digital Disruption ทำให้แต่ละหน่วยงานเร่งทำสื่อในรูปแบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น เกิด Digital Transformation มีการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ผ่านเครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ มีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งพัฒนา Application และ Platform หลายแบบ เพื่อช่วยในการจัดทำนิทรรศการ บ้างก็ใช้ AR ในการสร้างพิพิธภัณฑ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และบริการประชาชนได้มากขึ้นกว่าการใช้พื้นที่จริง

แต่กระนั้น พิพิธภัณฑ์แบบเดิม ก็ยังคงต้องดำเนินกิจการต่อ หากแต่ต้องเพิ่มเติมคุณค่า คุณภาพ ใส่หัวใจ และให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตในยุค New Norm มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์ (Human Interface)

คุณนิตยา กนกมงคล แสดงแนวคิดว่า พิพิธภัณฑ์ในวิถีชีวิตปกติใหม่ Museum in New Normal จะต้องใส่ใจสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คนมากขึ้น ทางพิพิธภัณฑ์จึงมีการเตรียมตัวทั้งทางกายภาพ และการบริการหลังบ้าน การประยุกต์เอาดิจิทัล  มาพัฒนาและบริการคุณภาพชีวิต นอกจากนี้ยังใช้หลักเว้นระยะห่างทางสังคม ปรับตัวเองให้มีมาตรการในความปลอดภัยในการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ มีการทดลองการจองคิวเข้าชม กำหนดจำนวนผู้เข้าชมให้มีความเหมาะสม ทั้งยังระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ

กิจกรรมที่ทดลองนำมาใช้ช่วงนี้คือกิจกรรมส่งต่อความรู้ต่าง ๆ (Knowledge Delivery เช่น “Exhibition Online”  “Museum Content Online” “Museum Talk Online” “Museum Education @home” “Museum Game Online” ) นอกจากนี้ยังมี Museum Guide ที่ได้ทดลองให้ภัณฑารักษ์ทดลองแนะนำพิพิธภัณฑ์ทางออนไลน์ แทนการไปชมที่จริงอีกด้วย

คุณจารุณี อินเฉิดฉาย แสดงความเห็นเกี่ยวกับความปกติใหม่ว่าพิพิธภัณฑ์ต้องทำหน้าที่ให้สมบทบาทมากยิ่งขึ้น ต้องมีแนวคิดใหม่ ๆ ในการพัฒนาตนเองในภาพใหญ่ กล่าวคือเจ้าหน้าที่จะต้องมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญ หน่วยงานต้องกลับมาพิจารณาจุดเด่น จุดด้อยของตนเอง นอกจากนี้หากพิจารณาจากข้อได้เปรียบของพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ควรนำออกมาใช้ประโยชน์นั่นคือ เครื่องไม้ เครื่องมือ ตลอดจนองค์ความรู้ต่าง ๆ ในการช่วยเหลือสังคม  ต้องพัฒนาพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้จริง ๆ

คุณจารุณี เสนอเพิ่มเติมว่าพิพิธภัณฑ์ในประเทศควรมีปฏิสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น ต้องเป็นศูนย์รวม ซึ่งจะทำให้สิ่งที่ดีของวงการเราออกไปสู่สังคมได้มาก และต้องประชาสัมพันธ์ตัวเองมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ กล่าวถึงทิศทางการปรับเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์ใน New Normal ว่าดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทกับการให้ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและชุมชนมากขึ้น โดยเสนอมุมมอง แบ่งเป็น 2 กรณีคือ

Best Case สามารถเปิดพิพิธภัณฑ์ได้

พิพิธภัณฑ์จะดำเนินการไปตามมาตรการ การรักษาระยะห่างและด้านความสะอาด สำหรับกิจกรรมจะเน้นความเฉพาะเจาะจง มีการออกแบบที่เป็น Unique เช่น การนำของหรือวัตถุที่เกี่ยวข้องมานำเสนอให้น่าสนใจ นอกจากนี้ยังสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างพิพิธภัณฑ์กับคนในสังคมผ่านการสื่อสารทางออนไลน์มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้กิจกรรมต่าง ๆ ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ตลอดจนมีความเข้าใจสังคมและผู้ใช้บริการอีกด้วย

แต่ถ้าหากสถานการ์ไม่เป็นปกติ หรืออาจมีการระบาดระลอกสอง Worst Cast

ในกรณีที่ไม่สามารถออกไปหาชุมชนได้ หากปล่อยเป็นระยะเวลานานอาจต้องปิดตัว หรืออาจต้องออกแบบ Business Model Canvas โดยการวางแผนธุรกิจใหม่ เพื่อเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน

ดร.พธู กล่าวเพิ่มเติมว่า พิพิธภัณฑ์จะต้องอยู่รอดได้ก่อน ต้องทำงานในลักษณะ life curation ให้มีวิถีชีวิตความปลอดภัยที่ดีขึ้น นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์อาจจะออกไปทำงานเก็บสะสม social objects ที่มีอยู่ในชุมชน ให้มากขึ้น ซึ่งสามารถสร้างเป็นนิทรรศการพิเศษ ชุดใหม่ได้ด้วย

ดร.พธู เสนอว่า “New Normal is Old Normal” กล่าวคือ การใช้หลักการที่มีแต่เดิมแล้วมาประยุกต์ใช้ใหม่ เช่น การนำหลักของ ศีล สมาธิ ปัญญา มาใช้ คือการศึกษาเรียนรู้ การอยู่ร่วมกันแบบไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มีจิตใจดี มุ่งช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การใช้ความคิดชอบเห็นชอบ การนำหลัก critical thinking and creative thinking คิดเชิงวิพากษ์ คิดแบบสร้างสรรค์มาช่วยในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ

สำหรับคำถามที่ว่า ความรู้ ทักษะ หรือกระบวนการใดที่มีความสำคัญกับ New Normal ดร.พธู เสนอว่า ทักษะในกระบวนการของดิจิทัลมีความสำคัญมาก แต่การพัฒนาตนเองหมั่นเพิ่มและพัฒนาทักษะตนเองอยู่เสมอ (Up-skill Re-skill) การใช้ความคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ (Critical Thinking and Creative Thinking) ตลอดจนทักษะในการแก้ไขปัญหา (Problem Solving Skill) เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เพราะเราจะต้องอยู่กับสถานการ์เฉพาะหน้า จึงต้องใช้กระบวนการเหล่านี้ ต้องคิดได้ ทำเป็น ซึ่งนับเป็นหัวใจ เป็นปรัชญา ในการออกแบบกิจกรรม การเรียน การสอนต่อไป

ผศ.รวิน ระวิวงศ์ กล่าวว่าตนเห็นด้วยกับแนวคิดของ ดร.พธู คือต้องมีการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) รู้จักการคิดวิเคราะห์ ถึงแม้ว่าแนวคิดนี้อาจจะดูนามธรรม แต่หากผ่านการลงมือทำจริงจะเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ ส่วนความคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ต้องมีพื้นที่ให้เกิดการสร้างสรรค์ ที่จะอยู่รอดในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้

คุณพัฒนพงศ์ มณเฑียร เสนอแนวคิดและตั้งข้อสังเกตว่า คนเปลี่ยนไป วิถีชีวิตเปลี่ยนไป ความต้องการของคนเปลี่ยน เราจะตอบโจทย์ต่อการเปลี่ยนแปลงของคนได้อย่างไร เราจะเปลี่ยนมาพึ่งดิจิทัลอย่างไรให้ได้ผล ไม่ใช่แค่เอาคอนเทนต์ มาทำเป็นดิจิทัลแล้วจะได้ผล การนำข้อมูลจากสถานที่จริง มาใส่ในดิจิทัล ไม่ได้แปลว่าคนจะอ่าน หรือว่าเอาเนื้อหาในนิทรรศการมาใส่ในมือถือก็ไม่ได้แปลว่าคนจะเล่น เราต้องหาวิธีอื่น ๆ ด้วย เช่น ในประเทศอังกฤษ ได้จัดแคมเปญ Curator Battle โดยมีการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ให้มาร่วมกิจกรรมโชว์ของกัน

คุณพัฒนพงศ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การที่เราจะเอาดิจิทัลมาใช้ แต่ไม่ดูเลยว่า ดิจิทัลข้างนอกเขาใช้ไปในทิศทางไหน เล่นกันอย่างไร มันก็เปล่าประโยชน์ นอกจากนี้การนำเสนอแบบดิจิทัลอย่างเดียวก็ไม่ได้ช่วย ยังต้องพึ่ง Story Telling มีทักษะการเล่าเรื่องประกอบเข้าไปด้วย การแค่เอา Virtual Museum ถ่ายพิพิธภัณฑ์ 360 องศา อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เราอาจต้องเพิ่มบางอย่างเข้าไป เช่น คนอาจจะอยากได้เสียงของภัณฑารักษ์ หรือมัคคุเทศก์เข้ามาแนะนำตัวพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการด้วยก็ได้ 

นอกจากนี้วิธีการเล่าเรื่องที่ดีต้องมี Call to Action โดยให้ผู้ที่เข้าชมสะท้อนกลับมาว่าเมื่อเข้ามาแล้วได้อะไรบ้าง สามารถเอาข้อมูลไปใช้ต่อได้อย่างไร

คุณพัฒนพงศ์ กล่าวสนับสนุนแนวคิด ผศ.รวิน เกี่ยวกับ Spiritual Oasis โดยนำเสนอจุดนี้ผ่านการเล่าเรื่อง จะเล่าเรื่องอย่างไรให้ผู้ชมอยากเข้าถึง หรือกระตุ้นให้คนที่เบื่ออยู่ที่บ้านมีกำลังใจ เกิดแรงบันดาลใจขึ้น โดยอ้างถึงที่มาของคำว่า Museum มาที่มาจากคำว่า Muses ที่เป็นเทพแห่งศิลปะวิทยาการและพิพิธภัณฑ์ เป็นเทพผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่มวลมนุษย์ พิพิธภัณฑ์ก็ควรเป็นเช่นนั้น ควรเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นที่สร้างแรงบันดาลใจ ช่วยเยียวยาหัวใจให้รู้สึกว่ายังมีความหวังที่จะสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ต่อไป

สำหรับประเด็นที่ว่าหลังจบโควิด ความหวังของผู้ชมพิพิธภัณฑ์จะเป็นแบบใดนั้น คุณพัฒนพงศ์ กล่าวว่าตนอาจจะฟันธงไม่ได้ เพราะความคาดหวังของคนต่างกัน หากอยากได้ความคาดหวังอาจจะต้องทำ Audience Analysis เพื่อศึกษากลุ่มผู้คนที่จะเข้ามาเป็นผู้ชมของเรา

ความพร้อมและมาตรการสำหรับการเปิดพิพิธภัณฑ์

ประเด็นสุดท้ายทางพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ มีความพร้อมหรือเตรียมมาตรการอะไรบ้างสำหรับรองรับการเปิดพิพิธภัณฑ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม และพอมีแนวทางสำหรับการประยุกต์ใช้สำหรับผู้ที่ทำงานพิพิธภัณฑ์บ้างหรือไม่

คุณนิตยา กนกมงคล กล่าวว่า กรมศิลปากร มีความพร้อมสำหรับการเปิดพิพิธภัณฑ์มาก เนื่องจากระหว่างที่ปิดตัว ทางพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ได้จัดเตรียมมาตรการ และวางแผนสำหรับกิจกรรมไว้อย่างรอบคอบ มีการจัดทำมาตารการเว้นระยะ การจัดระบบ การจัดจำนวน เตรียมการเรื่ององค์ความรู้ และจะมีนิทรรศการพิเศษ โดยเลื่อนมาจากช่วงเมษายนมาจัดแสดงด้วย ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวถูกนำมาพัฒนาช่วงระหว่างปิดตัวเพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีกด้วย

คุณจารุณี อินเฉิดฉาย กล่าวว่าสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) กำลังจะเปิด แต่จะเปิดเพียงบางส่วน โดยส่วนที่เปิดจะยึดตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมมาใช้อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ยังเน้นจัดพื้นที่ โดยระบุไว้ว่ากิจกรรมใด ควรจำกัดคนเข้ากี่คน และมั่นใจว่าคนที่มาเยี่ยมชมจะรู้สึกปลอดภัย

ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ กล่าวถึงการเรียนการสอนด้านพิพิธภัณฑ์ว่า ทางสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมอาเซียน จัดการเรียนการสอนผ่านทางออนไลน์ และไม่ประสบปัญหาหรือผลกระทบมากนัก เนื่องจากคลาสเรียนของสถาบันฯ เป็นคลาสไม่ใหญ่ สำหรับเรื่องการการทำงานกับชุมชน จำเป็นต้องค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงปรับตัวกันไป ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มีความคิดวิเคราะห์ในการทำงานเชิงวิชาการได้

ดร.พธู กล่าวเพิ่มเติมว่าในภาวะเช่นนี้มีความท้าทายอยู่ ต้องตระหนักเสมอว่าผู้ชมต้องการอะไร ซึ่งอาจมีความต้องการที่หลากหลาย เราจะทำอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จะต้องออกกแบบโดยเอาดิจิทัลมาช่วยสนับสนุนเรา เพราะในบางพื้นที่ใช้ดิจิทัลอาจเข้าไม่ถึง พิพิธภัณฑ์ เป็นพื้นที่ในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เราต้องมามีส่วนร่วมในหลักการ “ยืนหยัด ยืดหยุน ยั่งยืน” กล่าวคือ ยืนหยัดเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างยืดหยุ่นเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนอย่างยั่งยืน

คุณราเมศ พรหมเย็น กล่าวว่าทาง Museum Siam ทำการศึกษาวิจัยในทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ Audience อย่างเดียว แต่รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Partner หรือกลุ่มต่าง ๆ แม้กระทั่งผู้คนที่มีส่วนให้ความคิดเห็นด้านนี้ ซึ่งข้อมูลที่ได้เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของพิพิธภัณฑ์ในการทำงานมิติต่าง ๆ ได้ดี ทั้งยังเป็นการอัพเดต เกี่ยวกับเรื่อง Life Style และความต้องการใหม่ของกลุ่มมุ่งหมาย อีกด้วย

Museum Siam ได้จัดเตรียมมาตรการสำหรับการผ่านระยะที่สอง โดยต้องตระหนักว่าการต้อนรับผู้ชมอย่างอบอุ่นนั้นไม่เพียงพอ แต่ทางพิพิธภัณฑ์ต้องสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้ได้ ในหลาย ๆ ด้าน เช่น การจำหน่ายบัตรผ่านตู้ หรือออนไลน์ เป็นต้น

หลังจากนี้ไปการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์อาจมีคนมาน้อยลง เราต้องคิดวิธีว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้ามามากขึ้น อาจจะผ่านการสร้างวัฒนธรรมการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ให้ฝังรากลึกในคน ให้เห็นข้อดีของพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ต้องสามารถเป็นตัวเลือกหนึ่งในการให้ผู้คนเลือกมาเที่ยว มาฆ่าเวลาที่นี่ เรามีคู่แข่งเป็นโรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ฉะนั้นเราจำต้องพัฒนาตนเองตลอด อาจผ่านการสร้างประสบการณ์ให้ผู้คน ตอบสนองความหวังให้แก่ผู้เข้าชม มีการสื่อสารที่ถูกต้องชัดเจน (Clear Communication) กลยุทธิ์และการตลาดต้องแข็งแกร่ง คิดเสมอว่าทำอย่างไร ที่จะบริหารคอนเทนต์ให้ประชาชนสนใจ ต้องศึกษาในเชิงลึกมากขึ้นเพียงใด จึงจะสามารถตอบสนองความหวังใหม่ ๆ  ได้ ซึ่งบางทีการทำ Virtual Museum อาจไม่ดีหรือไม่มีคนสนใจก็ได้ หากขาดการศึกษาและไม่ดึงเอาจุดแข็งออกมาพัฒนา นอกจากนี้คือการสร้างเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ผ่านแพลตฟอร์มที่มีอยู่หรือกำลังมีในอนาคตให้เกิดความแข็งแกร่ง ยั่งยืนในระยะยาว

คุณราเมศ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในออนไลน์ ไม่สามารถทดแทนความเป็น Museum ได้ เราจึงต้องใส่สิ่งที่สามารถส่งสารให้เข้าถึงจิตใจคนได้ สัมผัสได้ และสร้างความประทับใจได้จากประสบการณ์ตรง

ผศ.รวิน ระวิวงศ์ อธิบายว่าองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง แต่อาจะช้ากว่าพิพิธภัณฑ์อื่น เพราะทางพิพิธภัณฑ์ต้องการเก็บข้อมูลและดูแนวทางก่อนว่าพิพิธภัณฑ์ดำเนินการอย่างไร และได้ผลมากน้อยอย่างไร เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ต้องอาศัยวัสดุ เครื่องมือแบบบ Hands on ต้องมีการจับต้อง ต้องเรียนรู้ ผ่านการสัมผัส ซึ่งอาจมีปัญหาได้หาวางนโยบายไม่รัดกุม

นโยบายความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ จะดำเนินการโดยมีการสร้างกฎกติกาต่าง ๆ เช่น การให้ความรู้แก่ผู้ที่มาเยี่ยมชมก่อนมาสถานที่จริง อาจแจ้งล่วงหน้าว่าหากมาแล้วจะต้องปฏิบัติตนอย่างไร หรืออาจมีการจองบริการเข้าชมล่วงหน้าด้วย นอกจากนี้ทางพิพิธภัณฑ์ยังมีการซ้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวกันเองภายในหน่วยงานก่อนว่าจะสามารถเปิดตัวได้ราบรื่นหรือไม่หากเปิดจริง

ในระยะต่อมา พิพิธภัณฑ์ต้องกลับมาพิจารณาบทบาทของตัวเองใหม่ Re-Define ตัวเองให้ได้ว่าพิพิธภัณฑ์อยู่ตรงไหนของสังคม จะเล่นบทบาทเดิม ๆ เป็นแค่แหล่งเรียนรู้ หรือจะยกระดับตัวเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับชาติ หรือชุมชน หรือเป็นผู้ชี้นำสังคม ว่าสังคมที่ควรจะเป็นสังคมแบบไหน เพราะในทุกสังคมมีเรื่องราว ประวัติศาสตร์ มีคอนเทนต์ ที่ถูกปลูกฝังมาด้วยการเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ ทรัพยากรที่เรามีในฐานะพิพิธภัณฑ์เป็นตัวที่เปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่สนุกสนานได้

ผศ.รวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า Public Engagement จะต้องมีมากขึ้น โดยอยากให้พิพิธภัณฑ์ทุกขนาดสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ว่าจะเรื่องของการเงิน เรื่องของการสนับสนุนด้าน Content หรือ Story Telling ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ภาคประชาชน ต้องเข้ามามีส่วนในการสนับสนุน การดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ด้วย โดย 

นอกจากนี้เรื่อง Networking ก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน และคิดว่าช่วงเวลานี้เป็นนิมิตหมายที่ดีในการช่วยกันแชร์ ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบบริการผู้เข้าชม กิจกรรมการออก Roadshow หรือ Survey ออกไปพิพิธภัณฑ์นอกสถานที่ หรือว่ากิจกรรมต่าง ๆ เช่น โดยการร่วมมือกันในระดับภูมิภาคเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลง (Sharing Economy)  

ผศ.รวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า วงการพิพิธภัณฑ์ มีความท้าทายและความสนุกสนาน เชื่อว่าพิพิธภัณฑ์จะต้องชี้นำ ขับเคลื่อน และเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยความร่วมมือของเรา 

สำหรับการเสวนาเรื่อง “พิพิธภัณฑ์ไทยกับการแพร่ระบาดของโควิด-19” ครั้งนี้ ผู้เขียนได้รับความรู้และแนวทางอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนข้อมูลและแง่คิดต่าง ๆ ผ่านการแบ่งปันประสบการณ์จากวิทยากรผู้มากด้วยความสามารถและวิสัยทัศน์ หวังว่าบล็อกจัดการความรู้นี้ จะสามารถช่วยหน่วยงานที่กำลังคิดวางแผนสำหรับการเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ ท่านสามารถรับชมวิดีโอบันทึกการเสวนาย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/NSMthailand/videos/173615447362802/

หากข้อมูลจากบทความที่ถอดจากงานเสวนาครั้งนี้ผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนประการใด ผู้เขียนต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ 

อ้างอิงรูปภาพ

https://gnews.apps.go.th/
https://siamrath.co.th/n/67845
https://www.mhesi.go.th
https://www.prachachat.net/
http://ilac.snru.ac.th/
https://www.amazingcouple.net/
https://www.facebook.com/rilcamuse/
https://www.facebook.com/museumsiamfan/

Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019