การปรับตัวในยุค New Normal และการ Reskill – Upskill ของพิพิธภัณฑ์ไทย


“การปรับตัวในยุค New Normal และการ Reskill – Upskill”

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)

พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศต่างได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทั้งสิ้น ผู้ปฏิบัติงานพิพิธภัณฑ์จะพัฒนาตนเองและองค์กรอย่างไร เพื่อให้สามารถเอาตัวรอดจากวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ฟังความคิดเห็นจาก ผศ. ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จากโครงการสัมมนาเครือข่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ ประจำปี 2563

Normal / New Normal / Abnormal

ผศ. ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เริ่มต้นการบรรยายโดยการตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันนี้ เราอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกันแน่ Normal, New Normal หรือ Abnormal ถ้าเราคิดถึงช่วงก่อนการระบาด ตอนนั้นคือ Normal ทำอะไรแบบที่เคยทำ แต่เมื่อเกิดสิ่งที่มากระทบกับเรา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นความปกติใหม่ New Normal หรือเป็นเพียงความผิดปกติที่สักวันจะกลับมาเป็นปกติเช่นเดิม Abnormal ผู้อำนวยการกล่าวเพิ่มเติมว่าสถานการณ์ เป็นโอกาสที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้น ทำให้เราได้กลับมามอง คิด และปรับปรุงตัวเพื่อมาสู่ New Normal เราจะไม่ทำแบบเดิมและไม่บริการแบบเดิมอีกต่อไป

พิพิธภัณฑ์ขององค์กรพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นพิพิธภัณฑ์รัฐวิสาหกิจขนาดเล็ก ดำเนินกิจการเพื่อสังคม รายได้ที่หล่อเลี้ยงพิพิธภัณฑ์คือค่าเข้าชมจากผู้รับบริการ ผลกระทบที่เกิดขึ้นช่วงการแพร่ระบาดคือการจัดแสดงส่วนใหญ่ที่เป็นแบบ Hand on Exhibition ที่ผู้เข้าชมต้องสัมผัส หรือเล่นกับชิ้นงานเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเสนอไป ส่วนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่มีลักษณะการจัดแสดงเป็นแบบ Collection Base เรียนรู้ผ่านการอ่าน การยืนชมนิทรรศการ ไม่ต้องสัมผัสวัตถุ ได้รับผลกระทบน้อยกว่า

ผู้อำนวยการมองว่าในขณะที่เกิดการระบาดสิ่งที่กระทบแน่นอน คือ รายได้ ซึ่งส่งผลกระทบมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม ประการต่อมาคือผู้เข้าชมลดน้อยลงจนแทบไม่เหลือ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งท้าทายต่อมาคือการดึงให้ผู้ชมกลับมาได้อีกครั้ง และสุดท้ายคือสภาพจิตใจ ความหดหู่ที่เกิดขึ้นกับพนักงานในองค์กร

ท่านผู้อำนวยการอธิบายเพิ่มเติมว่า ช่วงโควิดพิสูจน์ให้เห็นว่าพนักงานในองค์กรมีศักยภาพมากกว่าที่คิด ในสถานการณ์ทั่วไป พนักงานจะไม่มีเวลาทำหรือคิดอะไรใหม่ ๆ แต่เมื่อเราไม่มีกิจวัตรที่เคยทำแล้ว พบว่าบุคลากรในหน่วยงานร่วมแรงร่วมใจทำอะไรที่ไม่เคยทำ กลับมาดูแลความเรียบร้อย ความสะอาด รวมถึงร่วมตรวจสอบระบบต่าง ๆ ที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เช่น ระบบรายได้ กฎระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ ประการต่อมา พบว่าในองค์กรมีสมบัติ มี Collections เยอะ สามารถเอามาพัฒนา นำมาดัดแปลงเป็น Innovation ให้แก่พิพิธภัณฑ์ได้ และที่สำคัญคือจะพบว่ามีทางออกว่าพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ควรจะเป็นอย่างไร

Lesson Learned: Transformation Process

Business Model

ผู้อำนวยการอธิบายว่า สิ่งที่เราต้องพัฒนาคือ การปรับ Business Model ขององค์กรใหม่ ว่าเราจะเป็น Museum หรือ Learning Center ต้องมาคิดว่าองค์กรของเราสามารถเจาะตลาดระดับ World Class ได้หรือไม่ ถ้าได้ควรต้องทำอย่างไร และต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ หรือว่าองค์กรของเราเป็น Local Center บริการความรู้ให้แก่ชุมชนและภายในประเทศ ซึ่งในระดับนี้เราจะสามารถโฟกัสได้ว่าเราจะดำเนินกิจการสำหรับพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้แก่คนไทยสำหรับสร้างสังคมวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร

คนที่เข้ามาพิพิธภัณฑ์สมัยนี้มีความคาดหวังว่ามาแล้วจะได้ประสบการณ์อะไรกลับไป (Experience and Impression) ได้ Check in ได้รูปถ่ายสวย ๆ สำหรับลง Social Network พิพิธภัณฑ์จึงควรต้องมีจุด Highlight สำหรับไว้ถ่ายรูป เพิ่มตื่นตาตื่นใจและเกิดการบอกต่อ ๆ กัน

Budgeting / Finance

นอกจากนี้ใน Business Model เราต้องพิจารณาว่างบประมาณ (Budgeting / Finance) ของเรามาจากไหน ทำอย่างไรจึงจะสามารถเพิ่มงบประมาณได้ ซึ่งสำหรับ อพวช. สิ่งที่เป็นอุปสรรค คืองบประมาณที่ได้รับล่าช้า ทางอพวช. จึงต้องหาหนทางในการพึ่งตัวเองให้มากที่สุด และพึ่งพาต้นสังกัดหรือหน่วยงานภาครัฐให้น้อยที่สุด ผ่านการหารายได้ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ เริ่มมองเรื่อง Public และ Private Funding โดยให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ผ่านการบริจาคเงินโดยสามารถให้ลดหย่อนภาษีได้ เช่นเดียวกับวัด หรือโรงพยาบาล ทั้งยังควรหา Partner เพื่อมาเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง

Target Audience

สำหรับกลุ่มเป้าหมาย (Target Audience) ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์มีค่อนข้างหลากหลาย ได้แก่ กลุ่มนักเรียนในโรงเรียน กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มครอบครัว เป็นต้น ซึ่งในช่วงการแพร่ระบาด นักท่องเที่ยวลดลงจนแทบไม่เหลือ สิ่งที่ทาง อพวช. ทำคือการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับผู้เข้าชมที่เปลี่ยนไป เช่น การชมแบบออนไลน์ หรือ Delivery ส่งสื่อพิพิธภัณฑ์ไปให้ผู้เข้าชมถึงบ้าน

Academic / Research

พิพิธภัณฑ์มีหน้าที่พัฒนาเรื่องวิชาการและการทำวิจัย (Academic / Research) ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิพิธภัณฑ์ที่เก็บ Collections วัตถุต่าง ๆ การมีงานวิจัยเพื่อสนับสนุนข้อมูลในพิพิธภัณฑ์นั้นยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ พิพิธภัณฑ์ออกมานำเสนอจะเชื่อถือมาก เพราะเรามีข้อมูลที่เป็นกลาง มีพื้นฐานและการอ้างอิงจากงานวิชาการนั่นเอง

โดยในการทำวิจัยต้องอาศัย 1. ความรวดเร็ว (Speed) ทีมวิชาการต้องสามารถจับประเด็นที่ทันเหตุการณ์มานำเสนอได้ เช่น นิทรรศการโควิด-19 ของอพวช. ที่นำเสนอเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ เป็นต้น ผู้อำนวยการกล่าวว่า องค์กรใดที่สามารถจับประเด็นและนำเสนอได้รวดเร็วและถูกต้องเท่าไหร่ ยิ่งสามารถ Define ตลาดได้

2. การนำเสนองานวิจัยในรูปแบบเฉพาะเจาะจง (Specific Scale) เช่น เลือกเอาหัวข้อเฉพาะทางที่องค์กรถนัดหรือมีผู้เชี่ยวชาญออกมานำเสนอ เช่น มหาวิทยาลัยมหิดลอาจนำเรื่องเกี่ยวกับ โรค ยา วัคซีน เป็นต้น หรือทำการศึกษาให้ขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรวมเอาหลายศาสตร์เข้าไว้ด้วยกัน (Comprehensive Scale) เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ วิศวกรรม การแพทย์ นำมารวมในงานวิจัยเดียวเพื่อสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ของเรา เป็นต้น

3. งานวิจัยที่ศึกษาต้องก่อให้เกิดการตื่นตัวทางสังคม (Spark Public Awareness) ผ่านการสื่อสารที่เข้าใจได้ง่าย สร้างการตระหนักรู้ในข้อมูลขึ้นมา หรือเกิด Impact ต่อสังคม

Visitor Experiences

Before/Between/After

ผู้อำนวยการอธิบายว่า การสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าชมควรเริ่มต้นก่อนที่นักท่องเที่ยวจะมาพิพิธภัณฑ์จริง อาจสร้างการจองเข้าชมแบบออนไลน์ เพื่อจำกัดจำนวนคนให้เป็นไปตามนโยบายที่ทางพิพิธภัณฑ์ได้วางไว้ โดยวางแผนการเข้าชมทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง (Before/Between/After) อย่างละเอียด โดยก่อนมาพิพิธภัณฑ์ทาง อพวช. จะแจ้งรายละเอียดและส่งคู่มือการเข้าชมให้แก่องค์กรหรือนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะได้ทราบก่อนว่าทางพิพิธภัณฑ์ได้วางนโยบายความปลอดภัยไว้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อสะดวกต่อผู้ให้บริการและตัวนักท่องเที่ยวเองด้วย สำหรับระหว่างการเยี่ยมชม ทางพิพิธภัณฑ์จะเตรียมทำความสะอาดทุกครึ่งชั่วโมง โดยจะมีเจลแอลกอฮอล์ให้บริการในจุดต่าง ๆ และมีเจ้าหน้าที่นำเอาเจลแอลกอฮอล์คอยบริการตลอดเวลาด้วย และหลังจากการเข้าชมจะมีการติดตามป้องกันความเสี่ยงทุกรูปแบบ เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนออกจากพิพิธภัณฑ์เพื่อคัดกรองอีกครั้ง เป็นต้น

Public Relation

การประชาสัมพันธ์ (Public Relation) ในพิพิธภัณฑ์มีความสำคัญมากเช่นเดียวกันสำหรับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้เข้าชม ซึ่งการประชาสัมพันธ์นั้นขึ้นอยู่กับ Business Model ของพิพิธภัณฑ์ว่าเราจะเป็นพิพิธภัณฑ์เชิงรุกหรือเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเดิม และต้องสามารถสื่อสารถึงนโยบายความปลอดภัยและขอความร่วมมือผู้เข้าชมได้

Content/Interactive

การสร้างประสบการณ์ด้านเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์ของ อพวช. (Content/Interactive) ในความปกติใหม่ ผู้อำนวยการอธิบายว่าแต่เดิมสามารถสร้างความสนุกและตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมผ่านนิทรรศการและการได้ลองเล่นวัตถุในพิพิธภัณฑ์ แต่หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การสร้างประสบการณ์ในรูปแบบนี้ทำได้น้อยมาก เพราะเสี่ยงต่อการสัมผัส กิจกรรมที่ครอบครัวต้องทำร่วมกันก็ทำได้ยากมากขึ้นเช่นกัน เพราะต้องรักษาระยะห่างทางสังคม จุดบริการต่าง ๆ เช่น จุดสำหรับถ่ายภาพ (Photo Spots) ที่มีคนมาใช้บริการเยอะ ต้องทำการจัดคิวให้เป็นระเบียบโดยรักษาระยะห่างมากขึ้น นิทรรศการบางโซนไม่สามารถเปิดทำการได้จะทำได้ก็คือการปรับเนื้อหานิทรรศการให้สนุกและเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าเดิม มีการสัมผัสวัตถุให้น้อยที่สุด และอาจเพิ่มช่องทางการสื่อสาร การเข้าชมเป็นรูปแบบออนไลน์ด้วย โดยอาจสร้างกิจกรรมให้ผู้ชมร่วมไปกับเราได้ และสนุกไม่แพ้การมาสถานที่จริง

Emergency/Crisis Response

ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การวางแผนเพื่อรองรับในกรณีมีผู้ป่วย (Emergency/Crisis Response) โดยไม่สร้างความตื่นตะหนก มีทีมงานที่คอยตอบสนองกับวิกฤติต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วทันถ่วงที ทั้งในพิพิธภัณฑ์ และในทางสื่อสังคมออนไลน์ ต้องตรวจสอบ สร้างและรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร ตลอดจนสื่อสารกับผู้ติดตามอยู่เสมอ

Facility and Building

ผู้อำนวยการกล่าวว่าสิ่งที่สามารถสร้างความประทับใจสำหรับการมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ได้คือ สัญลักษณ์หรือสถานที่ที่เป็นจุดสังเกตุต่าง ๆ (Symbolic) ของพิพิธภัณฑ์ต้องเป็นที่สนใจ สวยงาม แปลกตา สามารถดึงดูดใจผู้เข้าชมได้ แต่ทั้งนี้ต้องมาพร้อมการประหยัดพลังงาน (Energy Saving) ด้วย

สำหรับด้านการบำรุงรักษา (Maintainability) ต้องสามารถดูแล ซ่อมแซมได้ง่าย ไม่มีความเสี่ยง เรื่องความสะอาดและสุขอนามัย (Safety and Hygiene) ต้องมาเป็นอันดับแรก ๆ สถานที่ทำงานของพนักงานต้องเอื้อประโยชน์และสนับสนุนพนักงานได้อย่างดี (Office and Supporting Functions)

Services

ในด้านการบริการ พิพิธภัณฑ์ควรจัดการเรื่อง Visitor Flow และ Logistics ภายในพิพิธภัณฑ์ให้เป็นระบบ เพื่อบริการผู้เข้าชมให้ได้รับความรู้อย่างเป็นลำดับ และได้รับประสบการณ์มากที่สุด ในขณะที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ทางพิพิธภัณฑ์วางไว้ด้วยควบคู่กันไป นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ควรปรับปรุงให้สามารรองรับผู้เข้าชมที่มีความหลากหลายกลุ่มอายุด้วย เช่น มีพื้นที่ทางลาดสำหรับรถเข็นเด็ก ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุ เป็นต้น

ด้านการจองตั๋วเข้าชม (Ticketing/Reservation) ทาง อพวช. มีการเปิดให้คนที่ต้องการชมพิพิธภัณฑ์ได้ทำการจองตั๋วมาล่วงหน้าก่อนด้วย และในอนาคตกำลังปรับมาใช้ตั๋วในแบบ E-ticket เพื่อลดปัญหาเรื่องการใช้กระดาษ ทั้งยังลดการสัมผัสอีกด้วย

นอกจากนี้การบริการที่ทางพิพิธภัณฑ์ควรมีได้แก่

1. อาหารและเครื่องดื่มให้บริการในราคาย่อมเยา ไม่แพงกว่าไปทานข้างนอก

2. มีร้านขายของที่ระลึก เพราะแต่ละพิพิธภัณฑ์มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป การขายของที่ระลึกนอกจากจะหารายได้แล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์อันดีของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

3. จุดบริการสอบถามข้อมูล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว

4. มีพนักงานดูแลรักษาความสะอาดตลอดเวลา

5. มีห้องสำหรับเก็บของที่กว้างพอ สามารถรองรับของในพิพิธภัณฑ์ได้

Staff

สิ่งสำคัญมากที่สามารถช่วยให้องค์กรผ่านพ้นวิกฤติไปได้คือ บุคลากร ต้องมีความสามารถ มีความรับผิดชอบ โดยผู้อำนวยการได้อธิบายเป็นข้อ ๆ ดังนี้

  1. Recruit/Training การคัดสรรคนที่มีความสามารถเหมาะสมกับภาระงาน (Put the right man on the right job) เพราะหากคนกับงานเหมาะกัน นำคนมาใช้ให้ถูกกับสิ่งที่เขาถนัด จะสามารถเพิ่มสมรรถนะในงานมากขึ้นได้ ทั้งนี้ผู้บัญชาการควรต้องให้บุคลากรพัฒนาทักษะต่าง ๆ ตามตำแหน่งที่ควรได้รับเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ดียิ่งขึ้นด้วย
  2. Volunteer การนำเอาอาสาสมัครที่ไม่ใช่บุคลากรหลักขององค์กรมาร่วมปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ อาจเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนในละแวกนั้น นอกจากจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่หลักแล้ว ยังสามารถเป็นหนทางให้เยาวชนได้มีโอกาสหารายได้เพิ่มเติม และฝึกพัฒนาตนเองอีกด้วย นอกจากอาสาสมัครที่เป็นเยาวชนแล้ว ทาง อพวช. กำลังวางแผนให้มีอาสาสมัครอาวุโส เช่น ผู้เกษียณอายุ หรือกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญศาสตร์ต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครของพิพิธภัณฑ์ด้วยเช่นกัน
  3. Reskill / Upskill ผู้อำนวยการอธิบายว่าช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นโอกาสของการพัฒนาตนเอง ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยศึกษามาก่อน

Lesson Learned: Reskill / Upskill

สำหรับคำถามที่ว่าทำไมบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านพิพิธภัณฑ์ต้อง Reskill Upskill ท่านผู้อำนวยการอธิบายโดยแจกแจงเป็นข้อดังนี้

  1. Change เพราะโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น หากเราไม่ปรับเปลี่ยนหมุนให้ทันโลกและเทคโนโลยีเราอาจตามหลังคนอื่นได้
  2. Cost ต้นทุนในการจ้างบุคลากรสูงขึ้น แต่ถ้าองค์กรรายได้ตามความเหมาะสมของการจ้างงาน
  3. Competitive การแข่งขันเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องพัฒนาตนเองเพื่อความอยู่รอด
  4. Competency การพัฒนาสมรรถนะและเพิ่มเติมทักษะใหม่ ๆ เช่น ทักษะในเรื่องดิจิทัล จะสามารถให้เราอยู่รอดในสถานการณ์

โดยผู้อำนวยการอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า การที่จะพัฒนา Reskill Upskill นั้น ความยากอยู่ที่ตัวเราเอง เราอาจอยู่ใน Comfort Zone มากเกินไป ซึ่งจุดนี้ควรต้องพัฒนาเรื่องต่อไปนี้

  1. Mindset เป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องคอยย้ำตัวเองให้พัฒนาความสามารถอยู่เสมอ
  2. Measurable ทักษะต่าง ๆ ที่ต้องการพัฒนา ต้องสามารถวัดผลได้ มันสามารถเพิ่มสมรรถนะในการทำงานได้จริงหรือไม่ และเป็นผลดีต่อตนเองหรือองค์กรหรือไม่
  3. Milestone การ Reskill Upskill ควรมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องการให้ผลลัพธ์ไปในแนวทางใด จุดมุ่งหมายอยู่ที่เท่าไหร่
  4. Mastery เราจะสามารถเป็นนายแห่งตนเอง บังคับควบคุมตนเองให้สามารถพัฒนาขีดจำกัดในการเพิ่มสมรรถนะได้มากแค่ไหน

New Skills in New Normal

ท่านผู้อำนวยการอธิบายว่าทักษะใหม่ ๆ ที่ควรพัฒนาอย่างยิ่งในยุคนี้คือ

  1. ทักษะทางด้าน Digital กล่าวคือเราต้องมีความรู้เท่าทันเรื่องของดิจิทัล เรื่องเฟคนิวส์ เรื่องการใช้ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ดิจิทัล ควรมีทักษะในศตวรรษที่ 21 รู้ว่าเทคโนโลยีใหม่คืออะไร ควรระวังอย่างไร
  2. Communication / Presentation ทักษะในการสื่อสารและนำเสนอ ต้องสามารถสื่อสารและนำเสนอเรื่องยาก ๆ ให้คนเข้าใจได้ง่ายได้ เช่น พิพิธภัณฑ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ต้องสามารถสื่อสารให้คนที่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเข้าใจในหลักการของมันได้ หรือพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปะ ต้องสามารถสื่อสารให้คนเข้าใจและเกิดสุนทรียภาพทางด้านศิลปะให้ได้ เป็นต้น
  3. Entrepreneurial ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทักษะด้านนี้ต้องพัฒนาให้คนในองค์กรรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าขององค์กรด้วย สร้างความรัก ความผูกพันให้กับคนในองค์กรรู้สึกมีส่วนได้ ส่วนเสียกับองค์กร ทุ่มเททำงาน และหวงแหนองค์กรเหมือนเป็นธุรกิจของตนเอง
  4. Sharing and Networking การแบ่งปันข้อมูลและการสร้างเครือข่าย เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพราะ ต่อแต่นี้ไปองค์กรจะอยู่แบบโดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ เพื่อแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และสามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้

สำหรับ อพวช. ได้จัดหลักสูตร NSM Reskill/Upskill/New Skill Programs เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความสนใจเพิ่มความรู้และสมรรถนะของตนเอง ทั้งยังเป็นอาชีพเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมาใหม่อีกด้วย ได้แก่ Taxidermist, Science Toy Developer, Basic Smart Farmer, Science Communicator, Community Maker, Virtual Exhibition Developer และ Smart Guide for the Future ซึ่งอาชีพเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพใหม่ที่น่าสนใจมากสำหรับวงการพิพิธภัณฑ์ในเวลานี้ ซึ่งผู้สนใจสามารถสมัครเข้ามาเรียนกับทาง อพวช. ได้

นอกจากนี้ผู้อำนวยการกล่าวเพิ่มเติมต่อว่า การปรับตัวแบบ New Normal แนวทางระบบวิศวกรรม (Engineering) ของพิพิธภัณฑ์ เช่น การจัดแสดง สิ่งอำนวยความสะดวก ระบบปรับอากาศ ห้องน้ำ ระบบการเดินชม ระบบจอง หรือระบบอื่น ๆ ต้องกลับมาทบทวนว่าควรปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุคนี้อย่างไร ควรมีการวางแนวทางการเว้นระยะห่างทางสังคม (Distancing) อย่างไร เช่น ต้องมีพื้นที่มากพอสามารถรองรับผู้ชมได้ หรือต้องจำกัดคนเข้าชมให้ไม่แออัด เน้นเรื่องความปลอดภัย (Safety) และสุขอนามัย (Hygiene) เป็นหลัก ซึ่งต่อให้ไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด ก็ควรต้องดูแล ตลอดจนปรับปรุงพัฒนาเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับการปรับตัวเรื่องดิจิทัล (Digital Transformation) ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถหนีได้ ในฐานะพิพิธภัณฑ์ต้องปรับตัวให้ทัน เนื้อหาหรือกิจกรรมต่าง ๆ ต้องเน้นในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น ลดการสัมผัสให้น้อยลง และกิจกรรมบางอย่างถ้าสามารถส่งแบบ Delivery ให้ผู้สนใจร่วมกิจกรรมกับเราได้ยิ่งดี ทั้งนี้ต้องอาศัยการพัฒนาตนเองและการปรับตัวของพนักงานด้วย โดยผู้บังคับบัญชาต้องวางเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Path) ให้แก่พนักงานของตนเองด้วยเช่นกัน

และสุดท้ายคือองค์กรควรต้องมี Business Continuity Planning เพื่อรองรับสำหรับกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นในอนาคต อย่างเช่น ทำแผนการสำหรับน้ำท่วม ผู้ก่อการร้าย ไฟไหม้ และกรณีเกิดโรคระบาดใหม่หรือเหตุการณ์อื่น ๆ เป็นต้น

บล็อกจัดการความรู้นี้เป็นส่วนหนึ่งจากโครงการสัมมนาเครือข่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2563 โดยท่านสามารถรับชมวิดีโอย้อนหลังได้ที่  โครงการสัมมนาเครือข่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ ประจำปี 2563 ตอนที่ 2/2


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019