เยือนภูเก็ต ฉบับสายวัฒนธรรม ตอน ใครคือชาวเพอรานากัน


หากพูดถึงภูเก็ต  หลายคนอาจนึกถึงเมืองท่องเที่ยวชายทะเลริมฝั่งอันดามัน  แต่หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว เมืองภูเก็ตไม่ได้เป็นเหมือนทุกวันนี้ แต่เป็นเมืองที่มีทรัพยากรแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่ดีบุก  ซึ่งมีความสำคัญต่อยุคอุตสาหกรรม  ทำให้มีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกเข้าภูเก็ตมาร่วมลงทุนในเหมืองแร่ และมีชาวจีนมาเป็นแรงงาน บ้างก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นนายเหมือง หรือพ่อค้า  เมื่อเข้าสู่เขตเทศบาลเมืองภูเก็ตสิ่งแรกที่ผู้เขียนรู้สึกสะดุดตาก็คือตึกเก่า ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในย่านการค้าเก่าเเก่ของเมือง เป็นตึกเก่าแบบชิโนโปรตุกีส  คำว่าชิโน (Sino) แปลว่าจีน ส่วนโปรตุกีสคือประเทศโปรตุเกสในทวีปยุโรป  เมื่อรวมเป็นชิโนโปรตุกีส จึงเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างจีนกับยุโรปได้อย่างลงตัว จนเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเมืองภูเก็ต

การชมบ้านเมืองเก่าชิโนโปรตุกีส โดยปกติแล้วจะนิยมไปชมที่ถนนถลาง  ถนนกระบี่  ถนนดีบุก  และถนนเยาวราช  เนื่องจากเป็นย่านที่มีบ้านเรือนแบบชิโนโปรตุกีสอยู่อย่างหนาแน่น  วิธีที่ง่ายที่สุดในคือการเดินชม ถ่ายรูป ช่วงเวลาที่ดีที่สุดจะเป็นช่วงเย็น เนื่องจากอากาศไม่ร้อน มีร้านค้า ร้านอาหารหลายร้านในย่านชิโนโปรตุกีส ช่วยเพิ่มสีสัน ให้ย่านเมืองเก่ามีชีวิตชีวา  โดยผู้เขียนมีเวลาค่อนข้างจำกัด  จึงสามารถเดินชมได้เพียงช่วงสั้นๆ ในส่วนของถนนถลาง และรอยต่อกับถนนดีบุก และถนนเยาวราช  จึงขอเก็บเกี่ยวความรู้  ภาพความทรงจำ  และความประทับใจมากฝากค่ะ

เริ่มต้นกันที่บ้านชิโนโปรตุกีสที่ถนนถลาง  เป็นบ้านเรือนที่มีคนอยู่จริง มีร้านค้า ร้านอาหาร สำนักงาน เกสเฮาส์ บ้านแต่ละหลังได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพที่สวยงาม และสมบูรณ์  “เตี่ยมฉู่” หรือตึกแถวสีหวานๆ ถือเป็นสีสันที่แต่งแต้มให้ถนนเส้นนี้มีชีวิตชีวา เตี่ยมฉู่ ภาษาจีนฮกเกี้ยนแปลว่า ตึกแถว ซึ่งเรียงตัวสองฝั่งถนน  ลักษณะเป็นตึกแถวหน้าแคบ  ที่มีความยาวลึกของบ้าน  บางหลังยาวแทบจะชนกับอีกถนน  รูปแบบการตกแต่งที่โดดเด่นคือ ช่องโค้งที่อยู่หน้าบ้านทุกบ้าน เป็นทางเดินเท้ากว้าง 5 ฟุต ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า “อาเขต” (arcade) หรือที่ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “หง่อคาขี่” ช่องหน้าต่างโค้งตามแบบสถาปัตยกรรมยุคนีโอคลาสสิค มีลวดลายที่งดงามเน้นธรรมชาติด้วยลายเถาไม้ ใบไม้ และรูปสัตว์  ลักษณะเด่นอีกอย่างอยู่ที่ประตูด้านหน้า เป็นแบบบานเฟี้ยมไม้เก่าแก่

เมื่อเดินเล่นชมตึกเพลินๆ ก็พบเข้ากับภาพ street art ขนาดใหญ่  คือภาพมาร์ดีในรูปร่างเต่าสีแดง ที่อยู่บริเวณปากซอยรมณีย์ ซอยเก่าแก่ในย่านตัวเมืองเก่าภูเก็ต โดยภาพนี้สื่อถึงประเพณีผ้อต่อภูเก็ต เป็นประเพณีที่ชาวภูเก็ตออกมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ แน่นอนว่าขนมสำคัญในพิธีคือ “ขนมเต่าแดง” หรือ “อังกู๊” เป็นขนมทำด้วยแป้งข้างในมีไส้ถั่วเขียว ทาสีแดงตกแต่งเป็นรูปเต่า  ซึ่งผู้เขียนมาค้นพบข้อมูลภายหลัง  และหากมีโอกาสจะขอเล่าเรื่องอาหารพื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ตในบล็อกถัดไปค่ะ

ลัดเลาะกันไปเรื่อยๆ  ก็ผ่านสถานที่สำคัญอีกแห่งนั่นคือ พิพิธภัณฑ์ไทยหัว  เดิมทีนั้นเป็นโรงเรียนจีน  สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2477 เป็นแหล่งเรียนรู้ภาษาจีนที่เก่าแก่ที่สุดในภูเก็ต ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์

ระหว่างทางกลับโรงแรมที่พัก  ผู้เขียนเดินผ่านถนนพังงา  เป็นถนนคู่ขนานกับถนนถลาง ก็ได้สะดุดตาเข้ากับอาคารโบราณ The Chartered Bank  เป็นธนาคารแรกในภูเก็ต สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5  ซึ่งปัจจุบัน  ได้เป็นส่วนหนึ่งของมิวเซียมภูเก็ตที่ผู้เขียนภูมิใจนำเสนอ

มิวเซียมภูเก็ต

เรื่องราวความเป็นมาของชาวภูเก็ตในอดีตได้ถูกนำมาเล่าขานใหม่  ผ่านสื่อเทคโนโลยี  ซึ่งอยู่ในการบริหารงานของมิวเซียมสยาม ที่ต้องการจะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ของนครภูเก็ตจากยุคอดีตสู่ยุคปัจจุบัน   เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งด้านวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของชาวภูเก็ต   พิพิธภัณฑ์มีการแบ่งพื้นที่การจัดแสดงออกเป็น 2 ส่วนอาคารจัดแสดง ได้แก่

  1. อาคารภูเก็ตนครา (PHUKETNAGARA) มีการจัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวการกำเนิดของภูเก็ต ผ่านพัฒนาการเมือง 4 ยุค (ป่า-เหมือง-เมือง-ท่องเที่ยว) ซึ่งมี “ดีบุก” เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมือง (เสียดายที่ผู้เขียนไม่มีโอกาสได้เข้าชมอาคารนี้)
  2. อาคารเพอรานากันนิทัศน์ (PERANAKANNITAT) มีการจัดแสดงเรื่องราวของชาวเพอรานากัน ที่สะท้อนผ่านรูปแบบวิถีชีวิตในหลากหลายแง่มุม ใครคือชาวเพอรานากัน ชาวเพอรานากันมาจากไหน สามารถหาคำตอบผ่าน 6 ห้องจัดแสดง ได้แก่ พลัดพราก รากใหม่  ฉิ่มแจ้  ผ้า  อาหาร  และมั่นคง   ซึ่งผู้ที่ได้เข้าชมการจัดแสดงจะต้องหลงใหลในมนต์เสน่ห์ทางประวัติศาสตร์อย่างแน่นอนเหมือนที่ผู้เขียนได้สัมผัสมาจนเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบล็อกนี้

พิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์

ตั้งอยู่ที่อาคารธนาคารชาร์เตอร์ (เดิม) ถ.พังงา ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต  ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 และทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ เมื่อวันพุธที่ 17 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา  เป็นแหล่งเรียนรู้ วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม อันเป็นรากเหง้าของชาวพื้นถิ่นภูเก็ต หรือ ชาวเพอรานากัน ที่มีรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัยและแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่นๆ  มีห้องจัดแสดงเป็น 6 ห้อง

ห้องจัดแสดงที่ 1 พลัดพราก – นำเสนอเรื่องราวกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาจากตอนใต้ของจีนเข้ามาสู่ไทย รับจ้างเป็นกุลีและก้าวขึ้นมาเป็นนายเหมืองที่มั่งคั่ง และมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ  บอกเล่าถึงที่มาของชาวเพอรานากัน ไขคำตอบว่าชาวเพอรานากันคือใคร  มาจากไหน

ห้องจัดแสดงที่ 2 รากใหม่ –  ที่มาของ “เพอรานากัน” ที่มีความหมายว่าเกิดที่นี่  หรือ ชาวภูเก็ตบางส่วนเรียกว่า “บาบ๋า ย่าหยา”  คำว่าเพอรานากันเป็นคำที่ใช้อย่างแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมายถึง ลูกผสมระหว่างชาวจีนกับชาวพื้นถิ่นในแถบประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และทางภาคใต้ของไทย ซึ่งมีร่องรอยวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน เพราะมีรากเหง้าเดียวกันนั่นเอง

ห้องจัดแสดงที่ 3 ฉิมแจ้ – ลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของอาคารสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส  หรือ สถาปัตยกรรมแบบโคโรเนียนสไตล์ ที่พบกระจายทั่วไปในย่านเมืองเก่าภูเก็ต  ฉิมแจ้ก็คือ “บ่อน้ำกลางบ้าน” นั่นเอง โดยในห้องนี้จะจำลองภาพฉิมแจ้ภายในบ้านของชาวภูเก็ต  การเจาะช่องอากาศกลางตัวบ้านเพื่อให้อากาศถ่ายเท  และแสงส่องเข้าได้   การออกแบบบ้านแฝงไว้ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อและประโยชน์ใช้สอย

ขอบคุณภาพจาก https://mgronline.com/travel/detail/9610000084252

ห้องจัดแสดงที่ 4 ผ้า – ห้องนี้จะฉายภาพลวดลายของผ้าลงบนหุ่น  สำหรับเอกลักษณ์การแต่งกายของชาวภูเก็ต จะเรียกว่า “การแต่งกายแบบบาบ๋า-ย่าหยา” ที่จะมีลักษณะเป็นเสื้อผ่าหน้า คอตั้ง ปักลายฉลุลวดลายสวยงาม และนุ่ง “ผ้าปาเต๊ะ” ที่มีลวดลายเป็นดอกไม้  หรือสัตว์มงคล

ห้องจัดแสดงที่ 5 อาหาร – ใช้เทคนิคการฉายภาพในการนำเสนอเช่นกัน โดยจะฉายภาพอาหารลงบนภาชนะ ซึ่งอาหารของชาวเพอรานากันในภูเก็ต  เป็นอาหารที่เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมของชาวจีนฮกเกี้ยน มลายู และไทยภาคใต้ มีการใช้เครื่องเทศแบบท้องถิ่น ผสมกับเครื่องปรุงรสของอาหารจีนร่วมสมัย จึงทำให้มีรสชาติออกหวานแบบจีน  แต่มีรสจัดของเครื่องเทศ  และความเผ็ดเหมือนอาหารไทยมลายู  โดยอาหารพื้นถิ่นที่นี่จะได้แก่ โอวต้าว ปอเปี๊ยะสด ผัดบังก๊วน ปลาเจี๋ยนตะไคร้ หมี่ฮกเกี้ยน แกงตูมี้ และหมูฮ้อง

ห้องจัดแสดงที่ 6 มั่นคง – จัดแสดงเครื่องประดับของชาวเพอรานากัน เป็นสิ่งแสดงถึงฐานะ จะใช้ในงานสำคัญ เช่น งานแต่งงาน หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ เป็นต้น เครื่องประดับแต่ละชิ้นจะจับเป็นชุดใช้เฉพาะกับเสื้อผ้าแต่ละชนิด และยังมี “ประตูตู้เซฟเก่า” ของธนาคารชาร์เตอร์ จัดแสดงให้ได้ชมอีกด้วย

จากการได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้  ได้สร้างความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งนี้ต้องขอขอบพระคุณ ดร.รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล  ผู้อำนวยการหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล  รองศาสตราจารย์ ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน  อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  อาจารย์ปิยะกานต์ หนูประกอบ  อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต  รวมทั้งทีมผู้บรรยายของมิวเซียมภูเก็ต ไว้ ณ ที่นี้ค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.paiduaykan.com/76_province/south/phuket/oldtown.html

ย่านเมืองเก่าภูเก็ต แผนที่ชมตึกชิโนโปรตุกีส

https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/23398

http://www.museumthailand.com/th/museum/Museum-Phuket


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019