พิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้า – พยาบาลสถานแห่งการให้


การเดินทางสู่จังหวัดเชียงใหม่ ในโครงการให้ความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการแก่นักศึกษา MU Guide ประจำปีงบประมาณ 2563 ระหว่างวันที่ 7 – 11 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับความรู้หลายประการ ตั้งแต่ความรู้จากแหล่งโบราณคดี วัดวาอารามที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนได้ไปซึมซับบรรยากาศสถานที่ทรงงานของสมเด็จพระบรมราชชนก สมัยทรงปฏิบัติหน้าที่แพทย์ ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ผู้เขียนจึงอยากหยิบเอาความรู้ที่ได้จากการไปโรงพยาบาลแห่งนี้ บวกกับข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาถ่ายทอดเป็นความรู้ให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับทราบต่อไป

การต้อนรับของแมคคอร์มิค

เรามาถึงโรงพยาบาลแมคคอร์มิค โดยสวัสดิภาพ พร้อมรับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ของโครงการพิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้าอย่างอบอุ่น

เมื่อเดินตัดผ่านโซนต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล และขึ้นบันใดไปบนตึก A-B จนถึงห้องนมัสการที่ถูกตกแต่งแบบตะวันตก ลักษณะคล้ายโบสถ์ของชาวคริสต์ มีกระจกสีงดงามประดับไว้บนหน้าต่างทุกบาน ภายในห้องมีเก้าอี้ขนาดใหญ่สำหรับตั้งในโบสถ์สีน้ำตาลเข้มวางเรียงราย พวกเราถูกเชิญให้ไปนั่งในห้องบรรยายนั้น

โดยเริ่มจากการต้อนรับจากท่านศาสนาจารย์ ดร.พิชาญ ชัยธิ อนุศาสกโรงพยาบาลแมคคอร์มิค กล่าวต้อนรับและนำอธิษฐานขอการทรงนำจากพระผู้เป็นเจ้า (พิธีของชาวคริสต์) ต่อด้วยการบรรยายของอาจารย์รุจิรา อินทรตุล กรรมการดำเนินงานโครงการพิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้า มาบรรยายเรื่อง “พ่อเลี้ยงคอร์ทแห่งเมืองเชียงใหม่” และอาจารย์อนุกูล ก้อนแก้ว บรรยายเรื่อง “พระราชกรณียกิจการทรงงานในโรงพยาบาลแมคคอร์มิคของหมอเจ้าฟ้า” ซึ่งสามารถนำมาถ่ายทอดตามรายละเอียดดังนี้

แรกเริ่มพยาบาลสถานแห่งดินแดนพายัพ

ประวัติแรกเริ่มของสถานพยาบาลในดินแดนพายัพของสยาม เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อศาสนาจารย์ดานิเอล แมคกิลวารี (Rev. McGilvary) มิชชันนารีชาวอเมริกัน นิกายเพรสไบทีเรียน ได้เดินทางมายังภาคเหนือของประเทศไทยเพื่อเผยแพร่คริสตศาสนา ณ จังหวัดเชียงใหม่ การออกเดินทางครั้งนั้นทำให้ศาสนาจารย์ได้พบกับประชาชนผู้เจ็บป่วยจำนวนมาก และส่วนใหญ่อาศัยการรักษาจากยาต้ม บ้างก็อาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เป็นที่พึ่งในการรักษา

ศาสนาจารย์ดานิเอล แมคกิลวารี

ด้วยความเห็นใจท่านแมคกิลวารีจึงแบ่งปันยารักษาโรคที่นำติดตัวมาแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วย พร้อมทั้งแนะนำความรู้ด้านสาธารณสุขให้แก่ชาวบ้าน นอกจากนี้ยังเขียนหนังสือถึงคณะกรรมการกลางเพรสไบทีเรียนแห่งสหรัฐอเมริกาด้วยใจมุ่งหมายให้ส่งแพทย์มิชชันนารีมาประจำที่เชียงใหม่

ต่อมาปี พ.ศ. 2415 นายแพทย์ชาร์ล วรูแมน แพทย์มิชชันนารีคนแรกของเชียงใหม่ก็ได้มาประจำที่เชียงใหม่ พร้อมเปิดสถานจำหน่ายยาแผนปัจจุบันพอเป็นที่พึ่งของชาวบ้านที่เจ็บป่วยได้ แต่กระนั้นก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการสำหรับการบำบัดรักษาผู้ป่วย เพราะยังขาดสถานพยาบาลที่ครบวงจร

ล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2430 คณะกรรมการกลางเพรสไบทีเรียนแห่งสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติเงินจำนวนหนึ่ง เพื่อก่อสร้างสถานพยาบาลขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ บริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำปิง ภายใต้ความรับผิดชอบของนายแพทย์เจมส์ ดับบลิว แมคเคน (Dr. James W. McKean) โดยตัวอาคารทำจากไม้สัก จำนวน 8 ห้อง แบ่งเป็นห้องปรุงยา ห้องผ่าตัด ห้องตรวจโรค ห้องทดลอง ห้องคนไข้ มีเตียงสามารถรองรับผู้ป่วยค้างคืนได้ และตั้งชื่อว่า “โรงพยาบาลอเมริกัน มิชชั่น” (American Mission Hospital) ซึ่งนั่นนับเป็นจุดเริ่มต้นของสถานพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่

พ่อเลี้ยงคอร์ท นายแพทย์ผู้อุทิศตน กับนางแมคคอร์มิค ผู้อุปถัมภ์ของโรงพยาบาล

นายแพทย์เอ็ดวิน ชารล์ส คอร์ท (Dr. Edwin Charles Cort) เป็นนายแพทย์มิชชันนารีชาวอเมริกาที่มาประจำที่โรงพยาบาลอเมริกัน มิชชั่น ต่อจากนายแพทย์แมคเคน เพื่อบำบัดรักษาผู้ป่วยด้วยกำลังแรงกายอันเต็มเปี่ยมด้วยความศรัทธาและเสียสละ สืบสานภารกิจแห่งพระเจ้าในการดูแลประชาชน ณ ล้านนา กว่า 41 ปี และกว่า 39 ปี ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จนเป็นที่รักเคารพอย่างยิ่งต่อชาวบ้าน ตลอดจนข้าราชการและเจ้านายในเขตภาคเหนือ จนชาวบ้านขนานนามว่า “พ่อเลี้ยงคอร์ท” “หมอเทวดา”

นายแพทย์เอ็ดวิน ชารล์ส คอร์ท

นายแพทย์เอ็ดวิน ชารลส์ คอร์ท สำเร็จการศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1907 และสมรสกัลนางมาเบล กิลสัน (Miss Marbel Gilson)

กิตติศัพท์ด้านการรักษาพยาบาลของหมอคอร์ทแพร่หลายมากขึ้น ผู้คนจากทุกสารทิศต่างมาพึ่งใบบุญของหมอคอร์ท ทำให้โรงพยาบาลแออัดเป็นอย่างมาก ไม่พอสำหรับการดูแลผู้ป่วยและญาติ ครั้นเมื่อหมอคอร์ทเดินทางกลับไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อพักผ่อน ทำให้ท่านได้มีโอกาสพบกับนางไซรัส แมคคอร์มิค (Mrs. Cyrus McCormick) เศรษฐีนีชาวอเมริกา ผู้กว้างขวางในวงการอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม นางแมคคอร์มิคจึงได้บริจาคเงินจำนวนกว่า 30,000 เหรียญสหรัฐเพื่อเป็นทุนในการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่

นางไซรัส แมคคอร์มิค

โรงพยาบาลแห่งใหม่นี้ถูกสร้างขึ้นทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำปิง บนพื้นที่กว่า 79 ไร่ 3 งาน ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้กว่า 100 เตียง พรั่งพร้อมด้วยเวชภัณฑ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ นับเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ทันสมัยเป็นอย่างมากในเวลานั้น โดยใช้เวลาการสร้างประมาณ 4 ปี และถูกตั้งชื่อว่า “โรงพยาบาลแมคคอร์มิค” (McCormick Hospital) เพื่อเป็นเกียรติแก่นางไซรัส แมคคอร์มิค ผู้อุปถัมภ์ของโรงพยาบาล และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2467 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ พร้อมด้วยหม่อมสังวาลย์ (พระยศในขณะนั้น) และพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชชายาในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ เป็นองค์ประธาน ในพิธีเปิดโรงพยาบาลแมคคอร์มิค

นักเรียนแพทย์เมืองเชียงใหม่รุ่นแรกและรุ่นเดียว

การแพทย์ในเชียงใหม่เจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น คนป่วยและผู้ใช้บริการก็มากขึ้น เพื่อแบ่งเบาภาระของนายแพทย์ที่ประจำอยู่ ทางโรงพยาบาลจึงได้เริ่มเปิดโรงเรียนแพทย์เมืองเชียงใหม่ (Chiang Mai Medical School) หรือโรงเรียนฝึกหัดแพทย์แห่งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2459 โดยมีนักเรียนแพทย์รุ่นแรก จำนวนทั้งสิ้น 7 คน จบหลักสูตรที่เชียงใหม่ 4 คนและจบหลักสูตรสถาบันอื่นอีก 3 คน โดยใช้เวลาการเรียนกว่า 9 ปี แพทย์ที่จบมาจึงเป็นแพทย์ชั้น 1 ที่ได้รับการรับรองโดยกพ. ซึ่งมีชื่อเรียกในขณะนั้นว่า ก.ร.พ. หรือคณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน แต่ต่อมาเมื่อประสบภาวะสงครามโลก ประกอบกับอาจารย์แพทย์มีไม่เพียงพอกับภาระหน้าที่สอน โรงเรียนแพทย์เมืองเชียงใหม่จึงยุติลงโดยมีนักเรียนแพทย์เพียงแค่ 1 รุ่นเท่านั้น แม้หมอคอร์ท จะฝึกเด็กนักเรียนจากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์ให้มาเป็นผู้ช่วยพยาบาล สามารถวางยาสลบ วัดอุณหภูมิ เขียนรายงานในบัตรประจำตัว จ่ายยา และฉีดยาได้ แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ปี พ.ศ. 2466 จึงมีการจัดตั้งโรงเรียนพยาบาลและผดุงครรภ์ขึ้น เป็นแห่งแรกในภูมิภาค ต่อมาเรียกว่า โรงเรียนฝึกหัดนางพยาบาลแห่งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค (McCormick Hospital, Nurses’ Training School) ซึ่งปัจจุบันคือคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพนั่นเอง

หมอเจ้าฟ้า

สมเด็จพระมหิตลาเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงสำเร็จวิชาแพทย์และทรงได้รับปริญญา Doctor of Medicine (M.D.) จากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด (Harvard University) ในปี พ.ศ. 2471 เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯ พระองค์ตั้งพระทัยจะเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช แต่เมื่อหมอคอร์ทลงจากจังหวัดเชียงใหม่เข้าเฝ้า ณ วังสระปทุม กราบทูลเรื่องโรคมาลาเรีย และโรคต่าง ๆ ที่ระบาดชุกชุมในนครเชียงใหม่ ทำให้พระองค์ท่านทรงเปลี่ยนพระทัย และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ สู่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อประจำเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคแทน

สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จโดยรถไฟถึงจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2472 ทั้งนี้มีกำหนดการทรงงาน เป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งระหว่างนี้พระองค์จะทรงประทับอยู่ร่วมบ้านกับหมอคอร์ท โดยอาศัยชั้นบนของบ้านเป็นห้องบรรทม และมีนางมาร์เบล คอร์ท ภริยาของหมอคอร์ท เป็นผู้ถวายการดูแล

ในแต่ละวันพระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางด้านการแพทย์หลายประการ เฉกเช่นแพทย์สามัญชนทั่วไปโดยไม่ทรงถือพระองค์แต่อย่างใด บางวันจะเสด็จฯ พบข้าราชการ ผู้ใหญ่เกี่ยวกับการพยาบาล และมักจะทรงปฏิบัติภารกิจโดยการออกตรวจรักษาผู้ป่วยทุกเช้าเวลา 8 โมง ถึง 5 โมงเย็น และเสด็จฯ กลับมาเสวยพระกระยาหารที่บ้าน พอเวลา 1 ทุ่ม ก็จะออกไปราววอร์ดต่อ

ท่านมักจะตรัสกับพยาบาลเสมอว่า สามารถตามพระองค์ได้ทุกเวลา โดยไม่ต้องเกรงใจ

นอกจากนี้ พระองค์ยังพระราชทานทุน 16,000 บาท ให้โรงพยาบาลแมคคอร์มิค เพื่อจ้างแพทย์ชาวต่างประเทศ และประทานเงินอีก 6,750 บาท เพื่อเป็นทุนซื้อเครื่องเอ็กซเรย์ให้แก่โรงพยาบาลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการแพทย์อีกด้วย

ต่อมาพระองค์เสด็จฯ กลับกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร่วมพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช โดยมีประสงค์จะเสด็จฯ กลับมาทรงงานที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิคอีกครั้งหลังจากเสร็จภารกิจ แต่การไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อพระอาการและพระโรคที่ทรงเป็นมานานกำเริบ อีกทั้งมีอาการแทรงซ้อน ทำให้ต้องอยู่รักษาพระองค์กว่า 4 เดือน และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 ยังความโศกเศร้าโทมนัสมาสู่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งของสยาม

ตลอดระยะเวลาการทรงงานที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2472 แม้รวมระยะเวลาเพียง 21 วัน แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ได้ทรงอุทิศเพื่อชาวไทย ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวล้านนาจึงพร้อมใจกัน ถวายพระสมัญญานามว่า “หมอเจ้าฟ้า” แด่พระองค์ท่าน

พิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้า ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

“พิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้า” อยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลแมคคอร์มิค มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมสำนึกและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขไทย ผู้เป็นดั่งแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างให้แก่นิสิต นักศึกษา ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ การสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในการปฏิบัติวิชาชีพและดำรงตนตามรอยเบื้องพระยุคลบาท อีกทั้งเพื่อแสดงเรื่องราวพันธกิจของมิชชั่นนารีและโรงพยาบาลแมคคอร์มิคด้านการแพทย์สมัยใหม่ในอดีต ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหลายส่วนงาน โดยพิพิธภัณฑ์กำลังอยู่ระหว่างการจัดการและเตรียมการสร้าง โดยคาดว่าน่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งปัจจุบันนี้แบ่งอาคารและสถานที่จัดเก็บเป็น 4 อาคาร ได้แก่ 1. ตึก A-B 2. ตึกมหิดล 3. ตึกสำนักงานพิพิธภัณฑ์ และ 4. บ้านหมอคอร์ท

ตึก A-B เป็นตึกผู้ป่วยของโรงพยาบาล ด้านบนมีห้องของเด็กชายบุญยิ่ง ห้องผู้ป่วยผ่าตัดที่พระองค์ทรงมาบำบัดรักษา วิทยากรเล่าว่าสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้า เมื่อพระองค์ท่านจะมาตรวจคนไข้ จำเป็นต้นอาศัยแสงไฟจากไฟฉายส่องเข้าเยี่ยมผู้ป่วยแต่ละเตียง ผู้ป่วยบางรายอยากเห็นพระจริยวัตรเลยมักจะแสร้งโอดโอยเพื่อยลพระพักต์ใกล้ ๆ

ตึกมหิดล เริ่มแรกพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ทรงสร้างพระราชทานเพื่อระลึกถึงพระราชบิดา ต่อมาตึกทรุดโทรม พอชำรุดทรุดโทรม พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จึงโปรดให้บูรณะใหม่ ด้านบนมีห้องชั่วคราว ห้องเล็ก ๆ ที่จัดแสดงไว้ในเบื้องต้นก่อนการย้ายไปยังอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ ด้านในจัดแสดงวัตถุพิพิธภัณฑ์ ตกแต่งด้วยพระฉายาลักษณ์ พระรูป โต๊ะทรงงาน พระแท่นบรรทับ เครื่องเอ็กซเรย์ ตลอดจนเครื่องมือ เครื่องใช้อื่น ๆ ที่พระองค์ทรงเคยใช้งานมาก่อน

ตึกสำนักงานพิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้า เดิมใช้เป็นตึกผู้ป่วยสำหรับรองรับการบริการผู้ป่วยชาวต่างชาติแยกกับผู้ป่วยชาวไทย โดยคนไข้ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้า มิชชันนารี ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการซ่อมแซม ตึกนี้ใช้เป็นคลังเก็บวัตถุ ด้านในเก็บวัตถุชิ้นใหญ่ ๆ จำพวกตู้ เตียงเอ็กซเรย์ ตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล สมเด็จพระบรมราชชนกและพระบรมวงศานุวงศ์ไว้ บางชิ้นมีอายุกว่า 100 ปี ตั้งแต่สมัยที่มิชชันนารีเดินมารุ่นแรก ๆ

บ้านหมอคอร์ท เป็นอาคารสูง 2 ชั้น ตามสไตล์ของตะวันตก รูปทรงสวยงาม แปลกตาไป ตัวอาคารก่อจากปูน ผสมไม้สัก เน้นสีธรรมชาติ มีห้องถูกแบ่งจัดสรรไว้ สำหรับการเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สมถะ พอเพียง วิทยากรเล่าว่าในอนาคตอาคารหลังนี้จะเปลี่ยนให้เป็น “พิพิธภัณฑ์หมอเจ้าฟ้า” โดยจัดแสดงห้อง ตลอดจนวัตถุต่าง ๆ ให้เหมือนสมัยครั้งเมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกยังทรงปฏิบัติงานอยู่ โดยแบ่งพื้นที่จัดแสดงเป็นหลายห้อง อาทิ ห้องของหมอคอร์ท เป็นห้องตรวจคนไข้ที่หมอคอร์ทใช้ทำงาน มีประตูด้านหลังสำหรับให้คนไข้เข้ามาใช้บริการ ทางด้านหน้าใช้สำหรับรับแขกสำคัญ ซึ่งส่วนนี้จะจัดแสดงชีวประวัติของนายแพทย์คอร์ทและประวัติการพัฒนาของโรงพยาบาลแมคคอร์มิค ตลอดจนเล่าเรื่องของความสัมพันธ์ของโรงพยาบาลแห่งนี้กับพระบรมวงศานุวงศ์

โดยภายในบ้านหลังนี้ วิทยากรเล่าว่าถูกจัดสรรไว้อย่างดี มีการใช้ทุกพื้นที่ของบ้านให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด อุปกรณ์ครุภัณฑ์ต่าง ๆ ก็เป็นของจริง มีห้องครัว ใช้เก็บวัตถุดิบต่าง ๆ รวมถึงของที่ประชาชนนำมาถวายสมเด็จพระบรมราชชนก เป็นห้องที่มีความทันสมัยที่สุด มีเตาอบขนมคุ้กกี้ ข้าวเปลือก มีตู้เย็นสำหรับแช่ของ ทำไอศกรีม ทำน้ำแข็งโดยสมยัก่อนใช้แก็สเป็นเชื้อเพลิง สำหรับด้านนอกจะปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ เลี้ยงแพะ ปลูกลำใย

ชั้นบนของบ้านเป็นห้องบรรทมของสมเด็จฯ ทางวิทยากรเล่าว่าจะนำแท่นพระบรรทม โต๊ะทรงงาน ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงเคยใช้ มาจัดแสดงที่นี่ โดยเมื่อก่อนหมอคอร์ทจะจัดเก้าอี้ให้พระองค์ท่านได้ทรงพักผ่อนอริยาบทด้านนอกห้อง ตรงระเบียงด้านนอก นอกจากนี้ภายในห้องบรรทมยังมีห้องฉลองพระองค์สำหรับทรงเปลี่ยนก่อนออกตรวจคนไข้

ห้องกลางจะจัดแสดง เป็นห้องเทิดพระเกียติสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งแต่เดิมเป็นโถงกลางของบ้าน โดยจะนำพระรูป พระฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านมาจัดแสดงห้องนี้ โดยจะแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ผ่านหัวข้อ “เจ้าฟ้าผู้ยิ่งใหญ่” ผู้ทรงเป็นพระกรุณาต่อการศึกษาและการแพทย์ไทย

ห้องต่อมาเป็นห้องของผู้ป่วยชาวต่างชาติ ระดับ VIP จะนำมาจัดแสดงเป็นโซนบอกเล่าพระราชกรณียกิจด้านการรักษาคนไข้โดยเฉพาะ นำเสนอให้ผู้ชมได้เห็นถึงความทุ่มเทพระหฤทัย ทรงงานหนักเพื่อบำบัดรักษาผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิค

การจัดแสดงของบ้านหมอคอร์ทจะจบลงที่ห้อง “สองสายธารแห่งการให้” โดยจะบอกเรื่องราวโดยสรุปของทั้งหมอเจ้าฟ้าและหมอคอร์ทที่มีความเหมือนกันคือ ทั้งสองต่างเป็น “ผู้ให้” ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเช่นเดียวกัน

การเดินทางจากมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม นั่งรถบัสข้ามคืนมาสู่จังหวัดเชียงใหม่ โดยหวังว่าจะได้รับความรู้และประสบการณ์ครั้งนี้นั้น ไม่ผิดหวังจริง ๆ เพราะผู้เขียนได้ซึมซับและได้ระลึกถึงคุณงามความดีจากการอุทิศตนช่วยเหลือผู้คนผ่านเรื่องเล่าของ “หมอเจ้าฟ้า” และ “หมอคอร์ท” แม้เวลานี้โรงพยาบาลจะแน่นขนัดไปด้วยอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ประกอบกับรถที่สัญจรไปมาขวักไขว่ ทุกทิศทุกทาง แต่อาคารโรงพยาบาลหลังเก่า และบ้านพักของหมอคอร์ท สถานที่ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนกทรงเคยประทับเมื่อครั้งทรงงาน ก็ยังคงตั้งตระหง่านโดดเด่น เป็นสถานที่ระลึกถึงคุณงามความดีเหล่านั้นต่อไป

อ้างอิง
Prabook. (n.d.). Edwin Charles Cort. Retrieved from  https://prabook.com/web/edwin.cort/3765051
Johns Hopkins Library. (n.d.). Edwin Charles Cort essay. Retrieved from  https://aspace.library.jhu.edu/repositories/3/resources/275#
มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์. (ม.ป.ป.).พระราชประวัติสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฉบับสมบูรณ์.  Retrieved from https://www.princemahidolaward.org/th/a-complete-biography-of-prince-mahidol/
โรงพยาบาลแมคคอร์มิค. (ม.ป.ป.). ประวัติการก่อตั้งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค. สืบค้นจาก https://www.mccormickhospital.com/aboutus

Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019