สัมมนาเครือข่ายนักวิชาการพัสดุ มหาวิทยาลัยมหิดล “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานพัสดุ จากงานประจำสู่งานวิชาการ”


สัมมนาเครือข่ายนักวิชาการพัสดุ มหาวิทยาลัยมหิดล

“การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานพัสดุ จากงานประจำสู่งานวิชาการ”

ณ บ้านอัมพวา รีสอร์ทแอนด์สปา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

ระหว่างวันที่ 20-21 มิถุนายน พ.ศ. 2562

หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันการพัฒนาบุคลากร เป็นหัวใจสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงองค์กร บุคลากรจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาตลอดเวลาเพื่อให้มีความคิดสร้างสรรค์ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ การพัฒนาบุคลากร จึงเป็นการนำศักยภาพของแต่ละบุคคลมาใช้ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาความรู้ความสามารถที่มีอยู่รวมทั้งกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่จำเป็นในการปฎิบัติหน้าที่ และสมรรถนะเพื่อให้การปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างให้บุคลากรเกิดความมั่นใจในตนเองตลอดจนตระหนักในคุณค่าของเพื่อนร่วมงาน ในการพัฒนาองค์กรต้องอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการ องค์ประกอบแรก คือ การให้ความรู้แก่ผู้ปฎิบัติงาน องค์ประกอบที่สอง คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยมหิดล มีส่วนงานจำนวนมากและมีความหลากหลายในลักษณะการทำงานด้านการพัสดุ  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการถ่ายทอดประสบการณ์ รวมถึงเทคนิคการทำงานระหว่างผู้ปฎิบัติงาน แต่ละส่วนงาน จึงมีความสำคัญ และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาขีดความสามารถในการทำงาน เพื่อเป็นการเติมเต็มความรู้ซึ่งกันและกัน ให้บุคลากรมีความรู้และมีแนวทางการดำเนินงานที่กว้างขวาง องค์ประกอบที่สาม คือ การพัฒนาระบบในการทำงาน กระบวนการทำงาน และวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดยการนำงานประจำสู่งานวิชาการ เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานพัสดุ เพิ่มความชำนาญและเชี่ยวชาญ ให้กับบุคลากรผู้ปฎิบัติงานเพื่อให้บุคลากรมีความรู้ สร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ร่วมงาน ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารงานด้านพัสดุของมหาวิทยาลัยมหิดล  หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล  ได้เล่งเห็นความสำคัญของโครงการดังกล่าว จึงได้ส่งบุคลากรจำนวน 2 ราย เข้าร่วมสัมมนา ดังนี้

  1. นางสาวกิ่งเพชร ปลื้มเงิน
  2. นางสาวสุทธิณี ฝุ่นครบุรี

หัวข้อการให้ความรู้

“การพัฒนาความก้าวหน้าในสายงานพัสดุ จากงานประจำสู่งานวิชาการ” โดย รศ.ดร.สมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ และ รศ.ดร.ภัทร์ พลอยแหวน คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

R2R (Routine to Research) คืออะไร  R2R (Routine to Research) คือ การวิจัยที่ดำเนินการโดยผู้ปฎิบัติ โจทย์วิจัยมาจากงานประจำ เพื่อพัฒนางานประจำ ผลลัพธ์ของงานวิจัยดูผลต่อ “ลูกค้า” ผลวิจัยจะถูกนำไปใช้ประโยชน์และใช้พัฒนางานประจำ  การพัฒนางานประจำ(Routine Development) ให้ผลเชิงประจักษ์ (Evidence-Based)

หลัการในการทำ R2R ประกอบด้วย 6 Do และ 10 Don’t

6 Do

  1. โจทย์วิจัย R2R : ต้องมาจากปัญหาหน้างาน มาจากงานประจำที่ทำกันอยู่และต้องการพัฒนาให้ดีขึ้นในมิติใดมิติหนึ่งหรือหลายมิติ
  2. ผู้วิจัย ต้องเป็นคนวงในหรือผู้ทำงานประจำนั้นเอง และต้องทำหน้าที่หลักในการวิจัยด้วย
  3. ผลลัพธ์ของานวิจัย ต้องวัดผลได้จากตัวผู้รับบริการหรือผู้ป่วยโดยตรง หรือกระบวนงานที่ปฎิบัติ
  4. การนำผลการวิจัยไปใช้ สามารถนำไปปรับปรุงการทำงานและการบริการให้ดีขึ้นในบริบทของแต่ละองค์กร
  5. ใช้ได้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) หรือการวิจัยเชิงปฎิบัติการ (Action Research) ที่มีความเหมาะสมและเชื่อถือได้
  6. ต้องเริ่มจากระเบียบวิธีคิดก่อนที่จะเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัย

10 Don’t in R2R

  1. R2R ไม่ใช่ระเบียบวิธีวิจัยใหม่
  2. R2R ไม่ใช่งานวิจัยที่ไม่ได้นำมาใช้/ปฎิบัติ
  3. R2R ไม่จำกัดเฉพาะปัญหาคลินิก ฝ่ายสนับสนุน Back office ก็สามารถทำ R2R ได้
  4. R2R ไม่ควรมาเดี่ยว ควรชวนเพื่อนร่วมงานมาทำกันเป็นทีม
  5. ผู้ที่จะเริ่มทำ R2R ไม่เคยมีความรู้เรื่องวิจัยมาก่อน ก็เริ่มทำ R2R ได้ เพราะระเบียบวิธีวิจัยและสถิติที่จะใช้ สามารถเรียนรู้ได้
  6. การเริ่มทำ R2R ไม่ได้เริ่มจากความอยากทำวิจัย แต่ควรเริ่มจากใจที่มีความต้องการพัฒนางานประจำของตนเอง
  7. ผู้เริ่มทำ R2R ไม่ควรเริ่มด้วยการอบรมระเบียบวิธีวิจัยและสถิติแต่ควรเริ่มจากการค้นหาประเด็นคำถามที่สอดคล้องกับปัญหาจากงานประจำที่ผ่านการวิเคราะห์จากผู้ร่วมงาน และผ่านการสืบค้นอย่างเหมาะสม
  8. R2R ไม่ต้องใช้ทุนวิจัยจำนวนมาก เนื่องจากเป็นงานประจำที่ต้องให้บริการอยู่แล้ว
  9. ความสำเร็จของ R2R ไม่ได้วัดจากจำนวนผลงานวิจัย
  10. งานวิจัย R2R ไม่ใช่งานวิจัยชั้นสอง แต่งานวิจัย R2R ต้องมีความแม่นยำและเชื่อถือได้แต่โดยส่วนใหญ่งานวิจัย R2R ไม่ต้องการระเบียบวิธีวิจัยและการวิเคราะห์ทางสถิติที่ซับซ้อน (อ้างอิงจาก R2R Newsletter ฉบับปฐมฤกษ์ : โครงการสนับสนุนการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย ระดับประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

ผลงานทางวิชาการ ประกอบด้วย

  1. ผลงานวิจัย
  2. คู่มือปฏิบัติงาน
  3. งานวิเคราะห์/งานสังเคราะห์

ผลการวิจัย คือ ผลงานทางวิชาการที่เป็นงานศึกษาหรืองานค้นคว่าอย่างมีระบบ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล คำตอบหรือข้อสรุปรวมที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการและไม่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาใด กรณีการเสนอผลงานวิจัยที่ทำกาวิจัยในคนหรือในสัตว์ จะต้องส่งหลักฐานหนังสือรับรอง

รูปแบบของผลงานวิจัย แบ่งออกเป็น

  1. รายงานการวิจัยที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์และชัดเจนตลอดทั้งกระบวนการวิจัย ต้องไม่ใช่งานวิจัยที่ส่งเฉพาะแหล่งทุนโดยไม่มีการเผยแพร่
  2. บทความวิจัยที่ประมวลสรุปกระบวนการวิจัยในผลงานวิจัยนั้น ให้มีความกระชับและสั้น สำหรับการนำเสนอในการประชุมทางวิชาการหรือวารสารทางวิชาการ
  3. อาจเป็นรายงานการวิจัยที่เป็นต้นฉบับ หรือ รายงานผู้ป่วย หรือ ข้อมูลสังเคราะห์เป็นต้น แต่ไม่ใช่บทคัดย่อหรือการเสนอโปสเตอร์

การเผยแพร่

  1. เผยแพร่ในรูปของบทความวิจัยในวารสารทางวิชาการระดับมาตรฐาน
  2. เผยแพร่ในหนังสือรวมบทความวิจัยในรูปแบบอื่น ที่มีกองบรรณาธิการประเมินและตรวจสอบคุณภาพ
  3. นำเสนอเป็นบทความวิจัยต่อที่ประชุมวิชาการและมีกองบรรณาธิการนำไปรวมเล่ม เผยแพร่ในหนังสือประมวลผลการประชุมวิชาการ
  4. การเผยแพร่รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์โดยผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ

คู่มือปฏิบัติงาน คือ เอกสารแสดงเส้นทางการทำงานตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ โดยระบุขั้นตอนและรายละเอียดของกระบวนการต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน มีกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน มีแนวทางแก้ปัญหา และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน ซึ่งต้องใช้ปฏิบัติงานมาแล้ว และต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน

รูปแบบของคู่มือปฏิบัติงาน

          มีคำอธิบายการปฏิบัติงานและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ มีบทวิเคราะห์ วิจารณ์ ยกตัวอย่างในกรณีศึกษา และเสนอแนะแนวทางที่ปฏิบัติจริงมาแล้ว คู่มือปฏิบัติงานจะต้องนำเสนอเป็นรูปเล่ม ประกอบด้วยเนื้อหา ดังต่อไปนี้

  1. หัวเรื่อง
  2. ประวัติความเป็นมา วัตถุประสงค์
  3. ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ
  4. เทคนิคหรือแนวทางการปฏิบัติงาน
  5. ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข
  6. ข้อเสนอแนะ
  7. กฎหมาย ระเบียบฯ เอกสาร ทฤษฎี ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาสาระมีความสมบูรณ์ และมีรายละเอียดครอบคลุมเนื้อหาแต่ละเรื่อง

การเผยแพร่

ประเมินคุณภาพแล้วเผยแพร่ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่เสนอขอ และการเผยแพร่จะต้องเกิดหลังจากที่คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประเมินคุณภาพแล้ว

บทความวิชาการ คือ งานเขียนทางวิชาการซึ่งมีการกำหนดประเด็นที่ต้องอธิบายหรือวิเคราะห์อย่างชัดเจน และมีการกำหนดประเด็นดังกล่าวตามหลักวิชาการ จนสามารถสรุปผลการวิเคราะห์ในประเด็นนั้นได้ หรืออาจเป็นการนำความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มาประมวลร้อยเรียงเพื่อวิเคราะห์อย่างเป็นระบบโดยผู้เขียนแสดงทัศนะทางวิชาการของตนไว้อย่างชัดเจน

รูปแบบของบทความวิชาการ จะต้องเป็นบทความที่ยาวไม่มากนัก ประกอบด้วย

  1. การนำความรู้ที่แสดงเหตุผลหรือที่มาของประเด็นที่ต้องการอธิบายหรือวิเคราะห์
  2. กระบวนการอธิบาย
  3. บทสรุป
  4. การอ้างอิงและบรรณานุกรมที่ครบถ้วนและสมบูรณ์

การเผยแพร่ จะต้องเผยแพร่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังนี้

  1. เผยแพร่ในรูปของบทความทางวิชาการ ทั้งนี้ วารสารทางวิชาการนั้นอาจเผยแพร่เป็นรูปเล่ม สิ่งพิมพ์หรือสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีการกำหนดการเผยแพร่ที่แน่นอนชัดเจน
  2. เผยแพร่ในหนังสือรวมบทความต่าง ๆ ในหนังสือนั้น
  3. เผยแพร่ในหนังสือประมวลผลการประชุมวิชาการ ของการประชุมวิชาการระดับชาติหรือระดับนานาชาติ ที่มีกองบรรณาธิการประเมิน และตรวจสอบคุณภาพของบทความต่าง ๆ ที่นำเสนอนั้น

ภาพประกอบกิจกรรม


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019