“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” ภายในการสัมมนาวิชาการเพื่อเตรียมการจัดงานสัปดาห์ห้องสมุดทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 พุทธศักราช 2562


“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562”

ภายในการสัมมนาวิชาการเพื่อเตรียมการจัดงานสัปดาห์ห้องสมุดทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 พุทธศักราช 2562

สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสติดตามนางสาวเพชรดา ฐิติยาภรณ์ หัวหน้างานพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการ ซึ่งได้รับเกียรติร่วมบรรยายในการสัมมนาวิชาการเพื่อเตรียมการจัดงานสัปดาห์ห้องสมุดทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 พุทธศักราช 2562 ณ โรงแรมทีเคพาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร จัดโดยสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งดำเนินการจัดโครงการเป็นประจำทุกปี

สำหรับปีนี้ ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการจัดการสัมมนาเรื่อง “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และแสดงความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งยังเป็นการเผยแพร่ความรู้และแนวทางการจัดนิทรรศการของห้องสมุดทั่วประเทศ เรื่อง พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 อีกด้วย

โดยภายในงานมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านร่วมบรรยาย ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองเลขาธิการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาววาสนา งามดวงใจ สํานักหอสมุดแห่งชาติ และนางสาวเพชรดา ฐิติยาภรณ์ งานพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล

“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบรมราชจักรีวงศ์”

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม

พิธีเปิดในช่วงเช้า ได้รับเกียรติจากศาสตรเมธี สุวคนธ์ ศิริวงศ์วรวัฒน์ นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ จากนั้นเริ่มช่วงแรกด้วยการบรรยายเรื่องพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบรมราชจักรีวงศ์ โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม อาจารย์บรรยายเกี่ยวกับ พระราชพิธีฯ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ดำเนินต่อไปจนถึงพฤษภาคม และจะเสร็จสิ้นในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2562 โดยจะมีพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

อาจารย์มีความคิดว่า การจัดกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับพระราชพิธีนี้ ผู้เข้าร่วมการสัมนนาหรือผู้สนใจ ยังสามารถนำเนื้อเรื่องที่ท่านได้นำเสนอวันนี้ไปถ่ายทอดหรือจัดนิทรรศการต่อไปได้อีก ยังไม่สายเกินไป เนื่องจากยังไม่เสร็จสิ้นลำดับของพระราชพิธีฯ

อาจารย์ได้แนะนำเรื่องเกี่ยวกับความสำคัญของการใช้ การอ่านหนังสือว่า จริง ๆ แล้ว ไม่มีใคร รวมถึงตัวท่านเองที่เกิดทันช่วงที่มีพระราชพิธีฯ ครั้งใดมาก่อน หากแต่ท่านได้ศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือหรือเอกสารจดหมายเหตุสำคัญ อาศัยความรู้ที่คนโบราณถ่ายทอดไว้ สั่งสมเป็นองค์ความรู้และนำมาถ่ายทอดต่อผู้ที่สนใจต่อไป อย่างเช่นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกฯ ที่กำลังจะผ่านไปนี้ มีหนังสือ เอกสารต่าง ๆ ออกมาหลายฉบับ แนะนำให้เก็บรักษาไว้ ต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานที่ต้องการทราบพระราชพิธีฯ อันงดงามของไทย และความรู้ที่เรามีนำไปถ่ายทอดต่อได้

 

สมเด็จพระราชินีนาถ Elizabeth ที่ 2 แห่งอังกฤษ สวมมงกุฎและเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร ภาพโดย Hulton Archive/Getty Images)

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อาจารย์อธิบายว่า ไม่ว่าจะประเทศใด ที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศ ล้วนแล้วแต่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งปัจจุบันเหลือแค่ไม่กี่ประเทศเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระประมุขของ 16 ประเทศ ผู้เป็นประธานเครือจักรภพ และผู้ปกครองสูงสุดแห่งคริสตจักรแห่งอังกฤษ

นอกจากนี้อาจารย์ยังอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับประธานาธิบดี ความว่าประธานาธิบดีจะเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการเมือง และอยู่จวบจนครบวาระการทำงาน ซึ่งหากเป็นพระมหากษัตริย์ จะดำรงอยู่และสืบสันตติวงศ์ต่อไปจนกว่าจะเสด็จสวรรคตหรือสละราชสมบัติ ยกตัวอย่างเช่น การเสด็จขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ จักรพรรดิ์พระองค์ที่ 126 ของญี่ปุ่น ซึ่งทรงขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ขณะที่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ซึ่งตามปกติแล้วการเปลี่ยนแผ่นดิน จะเกิดขึ้นเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต

ภาพพิธีบรมราชภิเษกของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะแห่งญี่ปุ่น ภาพโดย REUTERS

สำหรับคำว่าพระบรมราชาภิเษก มาจากคำว่า Coronate หรือ Coronation มาจากคำว่า Crown (V.) แปลว่า สวมมุงกุฎ ซึ่งในต่างประเทศ การสมมงกุฎของพระมหากษัตริย์ มีการปฏิบัติเหมือนและต่างต่างกันไป แล้วแต่วัฒนธรรม ความคิด บริบทของแต่ละประเทศ อย่างเช่นประเทศที่นับถือคริสตศาสนา เห็นว่าการขึ้นครองราชย์ พระมหากษัตริย์ควรได้รับพรจากพระผู้เป็นเจ้าด้วย จึงมีสมเด็จพระสันตะปาปาสวมมงกุฎให้ เพื่อความเป็นมงคล เป็นต้น

ในประเทศไทยแม้มีการสืบทอดพระราชพิธีฯ มาตั้งแต่โบราณ แต่คติความเชื่อก็มิอาจเป็นของไทยแท้ทั้งหมด หากแต่ได้รับคติความเชื่อจากอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดีย และมีการประยุกต์ ผันแปลงไปตามเวลา บริบทสังคม ภูมิศาสตร์ของประเทศเรา ซึ่งคำว่า “บรมราชาภิเษก” นั้นยังเป็นคำที่มาจากภาษาอื่น ซึ่งมีแปลโดยรวมแล้ว หมายถึง “การรดน้ำ”

อาจารย์อธิบายเพิ่มเติมว่า สังคมของชาวตะวันออก “น้ำ” มีความหมายและบทบาทเป็นอย่างมากในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การยอมรับ การอวยชัย การอุทิศ การแสดงความเคารพ ยกตัวอย่างเช่น การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ การกรวดน้ำอุทิศบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ การรดน้ำสังข์อวยพรให้คู่บ่าวสาวในวันวิวาห์ หรือการสรงน้ำพระมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชภิเษก เป็นต้น

การทำพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามโบราณราชประเพณีทั่วราชอาณาจักรและตั้งพิธีเสกน้ำ ณ มหาเจดียสถานและพระอารามสำคัญในส่วนภูมิภาคทั้ง 18 แห่ง อาจารย์อธิบายว่า สมัยก่อนจะมีการนำน้ำมาจากแหล่งน้ำสำคัญต่าง ๆ เพียงไม่กี่แหล่ง แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยสังคม และความเจริญของบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป การตักน้ำอภิเษกจึงไม่ได้มีแค่ความเป็นมงคลเท่านั้น แต่ยังสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่น่าสนใจ กับการมีบทบาทของประชาชนทั่วทั้งประเทศอีกด้วย

พระสุพรรณบัฏ ที่จะจารึกพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ พระนามาภิไธย และพระนามพระบรมวงศ์นั้น ก็จะเปลี่ยนจากพระนามเดิมเป็นพระนามใหม่ของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ในการพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ ซึ่งจะดำเนินการเมื่อถวายน้ำอภิเษกแล้ว โดยจะถวายพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธยก่อนที่จะถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น

นอกจากนี้อาจารย์ยังอธิบายในลำดับพระราชพิธีฯ ในวันต่าง ๆ ซึ่งวันที่สำคัญที่สุดคือวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 จัดเป็นวันฉัตรมงคล หรือวันระลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งวันนั้นจะมีเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ

ศ. (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม

ทั้งนี้ท่านผู้อ่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ได้ที่ https://museum.li.mahidol.ac.th/th/royalcoronation2019/

อาจารย์ธงทองกล่าวทิ้งท้ายว่า กิจกรรมการจัดนิทรรศการเป็นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ แม้จะเลยช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในเบื้องต้นไปแล้ว แต่เนื่องจากห้วงของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ยังคงดำเนินต่อไปอีกในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 นั่นก็คือขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้ในวันนี้ในการดำเนินการจัดนิทรรศการต่อไปได้

“เราอาจจะพูดด้วยความภาคภูมิว่า บ้านเมืองของเรายังรักษาวัฒนธรรม ยังคงทำสิ่งซึ่งมีราก มีเหง้า มาตั้งแต่กี่ร้อยกี่พันปีแล้ว โดยไม่เสื่อมศูนย์ ยังรักษาไว้ได้”

(ธงทอง จันทรางศุ 2562)

“ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”

สำหรับช่วงที่ 2 เป็นการบรรยาย เรื่อง “ความรู้ที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร อาจารย์นำเสนอว่า เวลาจะหาหัวข้อสำหรับทำนิทรรศการไม่จำเป็นต้องนำหัวข้อใหญ่อย่าง หมายกำหนดการ หรือข้อมูลในพระราชพิธีฯ มานำเสนอ ซึ่งอาจซ้ำซากจำเจ และหาอ่านได้ทั่วไปตามแหล่งต่าง ๆ แต่อยากให้ลองค้นหาข้อมูลเจาะจงว่าหัวข้อใดน่าสนใจ นำข้อมูลเกร็ดย่อย ๆ หยิบยกมาค้นคว้าต่อ และสามารถโยงขยายองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับสำนัก สถาบัน และข้อมูลสารสนเทศที่เรามี จะน่าสนใจกว่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร
รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองเลขาธิการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

อาจารย์ชัชพลอธิบายว่า พระราชพิธีราชาภิเษก ได้รับอิทธิพลมาจากชมพูทวีป คือ พิธีราชสูยะ เป็นพิธีที่จะทำให้ปุถุชนธรรมดากลายเป็นเจ้าผู้ครองชีวิตของผู้อื่นได้ (Lord of Life) โดยมนุษย์ตั้งอยู่ในความกลัว ต้องการมีชีวิตรอด จึงใช้ความกลัวเป็นเครื่องผลักดันให้เกิดความเจริญ ฉะนั้นความกลัวจึงเป็นต้นเหตุของการสร้างอำนาจปกครองขึ้นมา ให้เหนือกว่าใคร เพราะคนที่ปกครองคนได้ ต้องทำให้คนที่อยู่ใต้การปกครองหายกลัว หรือกลัวน้อยลง ความกลัวที่ก่อให้อำนาจปกครองนั้น ก็เกิดจากอเนกชนนิกรที่กลัวด้วยกัน เช่นกลัว ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล กลัวพรรณไม้ ไม่ผลิดอกออกผล กลัวข้าศึกจะมาฆ่า พระมหากษัตริย์จึงมีหน้าที่ขจัดความกลัวของราษฎร เมื่อไหร่ก็ตามที่ราษฎรรู้สึกบรรเทาความกลัวของตนเองไปได้ เขาก็จะเริ่มรู้สึกมั่นใจ และรู้สึกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงทำให้บ้านเมืองมั่นคง และก็ได้ชื่อว่าเป็นพระราชาผู้ทรงธรรม

อาจารย์อธิบายต่อว่าศาสนาและพระมหากษัตริย์เป็นของคู่กัน เพราะศาสนาเป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์ใช้บำบัดความกลัว ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการสมมติอำนาจที่จะดลบันดาล ขจัดทุกข์สุข ปัญหาของมนุษย์ได้ มนุษย์จึงสร้างพระเจ้าขึ้นมา เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เป็นผู้เสกสรรให้เกิดสิ่งต่าง ๆ และนั่นคือความเชื่อของ “ราชสูยะ” หรือการทำให้คนธรรมดา มีอำนาจดุจดังเทพเจ้านั่นเอง (ความกลัว ก่อให้เกิดพระเจ้า พระเจ้าบำบัดความกลัว ความกลัวก่อให้เกิดพระราชา พระราชาช่วยบำบัดความกลัว) พระเจ้ากับพระราชาจึงล้วนเกิดจากคติเดียวกัน อำนาจของความเป็นพระเจ้าและอำนาจของความเป็นพระราชาจึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก ล้วนถือคตินี้เช่นเดียวกัน (Monarchy, God and Nation) ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์จึงอิงอยู่กับศาสนธรรม และความชอบธรรม (Justification of Power) ความชอบธรรมในการดำรงอยู่ในอำนาจของพระมหากษัตริย์ จึงควรมีพิธีกรรมที่เป็นการทำให้คนทั่วไปนิยมและนับถือ เปลี่ยนจากคนที่เป็นแบบเราให้เหนือกว่าเรา ราชสูยะ จึงเป็นวิธีที่จะทำให้พระผู้เป็นเจ้าลงมาสถิตกับพระมหากษัตริย์ เป็นวิธีที่ทำให้พระมหากษัตริย์เป็นเนื้อเดียวกับพระเจ้า พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยในพิธีราชสูยะของฮินดู ซึ่งสอดคล้องกับคติพระเวท จึงหยิบท่อนหนึ่งของราชสูยะมาแปล เป็นหนังสือเรื่อง พระศุนหเศป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสามารถหยิบยกมาทำเป็นนิทรรศการได้ โดยท่านอาจารย์ได้หยิบยกประเด็นต่าง ๆ มานำเสนอได้แก่

การรดน้ำ โดยได้หยิบยกเอาพิธีสรงน้ำพระมูรธาภิเษกของอินเดียกับของไทยมาเทียบกัน ซึ่งจะมีพราหมณ์ ครู หรือผู้มีความรู้มาสรงให้พระมหากษัตริย์ เมื่อไทยนำมาใช้ ก็ได้มีการประยุกต์เอาผู้ที่เป็นใหญ่ในพระพุทธศาสนาไทยมาเป็นผู้สรงน้ำคนแรก นั้นก็คือสมเด็จพระสังฆราช ดำเนินการทำพิธีเพื่อให้ร่างกายบริสุทธิ์ก่อนที่จะเข้าพิธี

สำหรับประเทศไทย มีการเปรียบพระราชาเป็นเทพสูงสุดคือ ตรีมูรติ ในคติพระเวทใหม่ หรือเป็นพระอินทร์ ในคติพระเวทยุคเก่า ด้วยเชื่อว่า เทพเหล่านี้ เป็นผู้ทรงปกป้อง รักษา ช่วยเหลือมวลมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับที่ พระราชาช่วยเหลือราษฎร

อาจารย์อธิบายว่า พิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทยได้นำเอาพิธีของพุทธศาสนาและพิธีของศาสนาพราหมณ์มาผสมผสานกัน ดังจะเห็นได้จากพิธีบรมราชาภิเษกในปัจจุบันซึ่งมีพิธีของพุทธ คือ มีพระสงฆ์เป็นผู้สวดอัญเชิญเทวดามาฟังพระพุทธมนต์ เพราะเชื่อว่าพระพุทธมนต์ เป็นเครื่องเจริญเมตตาไปในสรรพสัตว์ทั้งปวง ทำให้เทวดาปกป้องคุ้มครองประชาชน อภิบาลรักษาพระมหากษัตริย์ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข หลังจากเสร็จพิธีพุทธ ก็จะทำพิธีพราหมณ์ต่อคือการนำใบสมิต ไปทูลฯถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ก็จะทรงนำใบไม้มาปัดที่พระองค์ เพื่อขจัดเภทภัยต่าง ๆ จากนั้นพราหมณ์ก็จะนำใบไม้ (ปฐวี) ไปเผาด้วยไฟ (อัคคี) เพื่อให้เกิดเป็นลม (วาโย) พัดพาไปถึงเทวดาเพื่อช่วยเอาภยันตรายออกไปจากพระมหากษัตริย์ ตามความเชื่อแบบพราหมณ์

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ ฉัตร ซึ่งเป็นอุปกรณ์แสดงความเป็นราชาธิบดี แปลความได้หลายความหมาย อาจหมายถึงสวรรค์ทั้งหกชั้น บวกกับเมืองตนเองอีก 1 ชั้น เท่ากับ 7 ชั้น หรืออาจหมายถึงเทวดาอัฐเคราะห์ และนพเคราะห์ ซึ่งเป็นหลักของเขาพระสุเมรุ หมายถึงยอดเขาไกรลาศก็ได้ หรือหมายถึงผู้ชนะทั้ง 8 ทิศ บวกทิศตัวเองอีก 1 ทิศ เท่ากับ 9 ทิศก็ได้ สุดแล้วแต่การแปลความ ซึ่งการถวายนพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นอีกเครื่องหมายถึงของพระราชาธิบดี เพราะแปลว่าท่านเป็นผู้ชนะในทิศทั้งปวง ในวันที่รับฉัตรจึงเป็นหมุดหมายสวัสดิมงคลสำคัญ ที่เมื่อครบการรับฉัตร 1 ปี ก็จะมีการสมโภช ที่เรียกว่าพระราชพิธีฉัตรมงคล เพื่อเป็นที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ เมื่อเสร็จพิธีเลยก็จะทรงเผยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี นอกจากนี้ยังอธิบายถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ ซึ่งผู้เขียนแนะนำให้อ่านเพิ่มเติมได้ที่

https://museum.li.mahidol.ac.th/th/royalcoronation2019/index.php/details-of-the-royal-ceremony/

อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายว่า ข้อมูลหลาย ๆ อย่างอยู่ในทรัพยากรสารสนเทศ อยู่ในจดหมายเหตุ เป็นองค์ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด และองค์ความรู้สามารถขยายและเปิดโลกนี้ได้เสมอ

ผศ. ดร.ชัชพล ไชยพร
รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองเลขาธิการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

“ท่านทั้งหลายที่เป็นชาวห้องสมุด เป็นครูบาอาจารย์ เป็นบรรณารักษ์ เป็นผู้คลุกคลีอยู่กับทรัพยากรสารสนเทศ องค์ความรู้เหล่านี้ เป็นองค์ความรู้สำคัญ ที่ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะก่อให้เกิดประกายทางสติปัญญา และทำให้คนไทยทั้งปวงได้รู้จักว่า เรามีดีอย่างไร การศึกษานั้นเป็นอุปกรณ์เดียวที่จะทำให้เกิดปัญญา ปัญญานั้นเป็นอุปกรณ์เดียวที่เป็นเครื่องแก้ปัญหา ไม่มีสิ่งอื่นที่จะแก้ปัญหาได้ นอกจากปัญญา ดังนั้นความกลัวของมนุษย์ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น ถ้าท่านทั้งหลายมีปัญญา ปัญญาก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ ช่วยบำบัดความกลัวได้ และสิ่งเหล่านั้นอยู่ในทรัพยากรสารสนเทศและการทำงานของท่านทั้งปวงทั้งสิ้น”

“บางเรื่องท่านไม่เคยรู้ แต่ว่าถ้าท่านรู้ เผยแพร่ความรู้เหล่านี้ มันมีเสน่ห์ มันสามารถที่จะทำให้เรารู้หน้าที่ของความเป็นคนไทยได้ ที่จะส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ได้ ถ้าท่านไม่ศึกษาท่านจะไม่ซาบซึ้ง และถ้าท่านศึกษาและซาบซึ้งท่านจะมีแรงบันดาลใจในการจุดแสงสว่างเหล่านี้ต่อไป”

(ชัชพล ไชยพร, 2562)

“การจัดมหรสพสมโภช เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”

ช่วงบ่ายเริ่มการบรรยายโดยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในหัวข้อบรรยายเรื่อง การจัดมหรสพสมโภช เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” โดยอธิบายเกี่ยวกับความเป็นมาของการจัดมหรสพสมโภช เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เปรียบเทียบระหว่างงานของไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีการสมโภชในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเช่นเดียวกัน แต่จะมีรูปแบบปรับเปลี่ยนและประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นอกจากนี้ยังอธิบายเกี่ยวกับเรือพระราชพิธีของแต่ละประเทศ ไว้ว่าจะเป็น ไทย พม่า หรืออื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันไทยยังคงรักษาความวิจิตรของกระบวนเรือพยุหยาตราเอาไว้ได้

การเสด็จเลียบพระนคร ออกมหาสมาคม หรือเสด็จออก ณ สีหบัญชร นอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศอื่น ๆ ก็มีขั้นตอนนี้เช่นเดียวกัน เพื่อแสดงถึงความสง่างาม เป็นการก้าวขึ้นบัลลังก์อย่างภาคภูมิของพระมหากษัตริย์ อย่างประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น เป็นอาทิ ซึ่งบ้างก็เสด็จโดยรถม้า เสลี่ยง หรือเรือ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ และความเหมาะสมของประเทศหรือช่วงยุคนั้น ๆ 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท และพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ภาพเสด็จออกมหาสมาคมของ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ภาพจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี

สำหรับการเฉลิมฉลองในแต่ละประเทศก็มีการจัดคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันไป เช่น ฝรั่งเศสในรัชสมัยของพระเจ้านโปเลียน มีการลอยบอลลูน การแสดงดนตรี การจัดเลี้ยงอาหาร การจุดพลุ ในประเทศไทยแต่ละรัชกาลก็มีมหรสพสมโภชสืบต่อกันมา แต่จะปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย มีละครนอก ละครใน โขน หนังใหญ่ หุ่นกระบอก ห่นหลวง หุ้นสาย หุ่นละครเล็ก โมงกรุ่ม กุลาตีไม้ กระตั้วแทงเสือ เป็นต้น

ภาพการแสดงโขนในมหรสพสมโภชพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
จาก https://phralan.in.th/coronation/

และสำหรับในรัชกาลที่ 10 ที่ผ่านมานั้น งานมหรสพสมโภชก็ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติเช่นเดียวกัน ซึ่งจัดภายใต้การดูแลของคณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร ซึ่งดำเนินการจัดไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 22 – 28 พฤษภาคม รวมระยะเวลาสมโภชทั้งสิ้น 7 วัน ณ ท้องสนามหลวง ประกอบด้วยการแสดงโขน การแสดงพื้นบ้าน 4 ภาค การแสดงนานาชาติ มหกรรมลูกทุ่งไทย การแสดงแสง สี เสียง การแสดงละครเพลง การแสดงหุ่นละครเล็ก มหกรรมเพลงพื้นบ้าน และการแสดงอื่น ๆ ทั้งแบบโบราณและร่วมสมัยมากมาย เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อปวงชนชาวไทย

ก่อนบรรยายจบนายวีระ กล่าวว่า

“เราโชคดีเกิดมาบนผืนแผ่นดินที่มีมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงาม ฝากไว้ให้คนไทยทุกคนสืบต่อศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้”

(วีระ โรจน์พจนรัตน์, 2562)

“รูปแบบ วิธีการจัดนิทรรศการ และการประชาสัมพันธ์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”

นางสาววาสนา งามดวงใจ บรรณารักษ์ชํานาญการพิเศษ ผู้อํานวยการกลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ สํานักหอสมุดแห่งชาติ

ลำดับถัดไปเป็นการบรรยาย เรื่อง “รูปแบบ วิธีการจัดนิทรรศการ และการประชาสัมพันธ์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” โดย นางสาววาสนา งามดวงใจ บรรณารักษ์ชํานาญการพิเศษ ผู้อํานวยการกลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ สํานักหอสมุดแห่งชาติ เริ่มด้วยการอธิบายความหมายของนิทรรศการอย่างคร่าว ๆ จากนั้นอธิบายขั้นตอนและวิธีการจัดนิทรรศการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นวางแผน 2) ขั้นเตรียมการและออกแบบ 3) ขั้นการจัดทำ 4) ขั้นการประชาสัมพันธ์ 5) ขั้นการนำเสนอ 6) ขั้นการประเมินผล และ 7) ขั้นการสรุปผล

สำหรับการจัดนิทรรศการของสำนักหอสมุดแห่งชาติ มีหลักการจัดนิทรรศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยกำหนดเนื้อหานิทรรศการ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยมีหัวข้อรายละเอียดย่อยได้แก่ ตราสัญลักษณ์และความหมาย หมายกำหนดการพระราชพิธี ความสำคัญและความเป็นมาของพระราชพิธี พระราชพิธีเบื้องต้น พระราชพิธีเบื้องกลาง และพระราชพิธีเบื้องปลาย ส่วนที่ 2. พระราชกรณียกิจ แบ่งย่อยออกเป็น การเสด็จพระราชดำเนินในพื้นที่ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ การดำเนินโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. และพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อประชาชน

นางสาววาสนา อธิบายเพิ่มเติมว่า แนวทางการจัดนิทรรศการที่ดี จะต้องให้ความสำคัญกับเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจ และมีความหมายต่อการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม โดยต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการจัดนิทรรศการที่ดีต้องจัดให้ผู้ชมดู มิใช่จัดให้อ่าน การใช้ตัวหนังสือในการจัดนิทรรศการควรเป็นแบบเดียวกันเพื่อความสวยงามเหมาะสมกับเนื้อหา ทำให้อ่านง่าย สื่อความหมายดี และกระตุ้นความสนใจต่อผู้มาเยี่ยมชม สำหรับสื่อที่ใช้ควรมีหลายประเภททั้งสื่อภาพนิ่ง สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อ 3 มิติ สื่อที่มีการเคลื่อนไหวด้วยการหมุน การไหล การเคลื่อนที่ไปมา ส่วนวัสดุที่นำมาสร้างสรรค์สื่อควรมีคุณสมบัติสอดคล้องเป็นหมวดเดียวกับเนื้อหาและสิ่งแวดล้อม มีลักษณะเชิญชวนหรือยั่วยุให้ผู้ชมมีส่วนร่วม อาจมีการจัดแสงไฟ หรือเลือกทำเลที่ตั้งของนิทรรศการให้มีความเหมาะสม อาจทำซุ้มสำหรับถ่ายภาพ หรือเล่นกิจกรรมเพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้เยี่ยมชมเป็นต้น

“แหล่งความรู้ และการออกแบบนิทรรศการพระราชพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562”

นางสาวเพชรดา ฐิติยาภรณ์ งานพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล

ปิดท้ายด้วยการบรรยาย เรื่อง “แหล่งความรู้ และการออกแบบนิทรรศการพระราชพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” โดย นางสาวเพชรดา ฐิติยาภรณ์ งานพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งอธิบายแหล่งความรู้ในการจัดทำนิทรรศการเกี่ยวกับ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ได้แก่ ห้องสมุด สถาบันการศึกษา หนังสือ ตำรา งานวิจัย เอกสารหนังสือราชการ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศหรือข่าวในพระราชสำนัก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ข่าวสาร รูปภาพของสื่อสารมวลชน ผู้รู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยคุณสมบัติที่ดีของแหล่งความรู้จะต้องนำมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้อง สามารถระบุที่มาและการอ้างอิงได้ และเป็นข้อมูลต้นทาง

อีกทั้งยังอธิบายถึงปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบนิทรรศการ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายขององค์กรซึ่งคือเป้าหมายขององค์กร วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ วัตถุประสงค์การจัดงาน ระยะเวลา กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ สถานที่จัดนิทรรศการ วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี บุคลากร/คณะทำงาน

การพิจารณาวิธีการนำเสนอนิทรรศการ อธิบายว่าสามารถใช้ SIPOC Model (โมเดลวิเคราะห์กระบวนการทำงาน) ในการวางแผนดำเนินการจัดทำนิทรรสการให้สำเร็จลุล่วง หรือคำนึงถึง “5W1H” สำหรับรวบรวม วิเคราะห์ และนำเสนอเป็นกรอบการดำเนินงานโดยคำนึงถึงความถูกต้อง เหมาะสม หรืออาจใช้เครื่องมือในการทำงานอื่นอย่าง “วงจรเดมมิ่ง PDCA (Deming Cycle)” มาใช้ในการทำงานให้เกิดคุณภาพ เป็นระบบและมีการตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปรับปรุงการทำงานที่สามารถใช้ได้กับทุกกิจกรรม

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้นางสาวเพชรดา ยังได้นำเสนอนิทรรศการออนไลน์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จัดทำโดยฝ่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวอันเกี่ยวเนื่องกับมหาวิทยาลัยมหิดล ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตลอดจนข้อมูลที่น่าสนใจอื่น ๆ มาจัดทำเป็นนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาส “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562” ผ่านระบบออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่าย สะดวก ผ่านเว็บไซต์ของฝ่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัยมหิดล

นิทรรศการออนไลน์เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562”

โดยท่านผู้อ่าน หรือผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://museum.li.mahidol.ac.th/th/royalcoronation2019/

 


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019