การประชุมสัมมนา เรื่อง การจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ ครั้งที่ 14


การประชุมสัมมนา

เรื่อง การจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ ครั้งที่ 14

          การประชุมสัมมนา เรื่อง การจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ ครั้งที่ 14 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม 2561 ณ ห้องเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ โรงแรมลพบุรีอินน์ รีสอร์ท จังหวัดลพบุรี (วันที่ 19 – 20 ธันวาคม 2561 เป็นการประชุมสัมมนา และวันที่ 21 ธันวาคม 2561 เป็นการศึกษาดูงาน) โดยมีวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อให้บุคคลจากหน่วยงานของรัฐ องค์กร เอกชน ที่รวบรวม อนุรักษ์ มรดกภูมิปัญญาของชาติ ได้รับความรู้ ความเข้าใจในการจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ  เพื่อให้มีทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ สำหรับการศึกษาเรียนรู้และเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาไทยให้กว้างขวางขึ้น และพร้อมนำเสนอยูเนสโกเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก การจัดการประชุมสัมมนาครั้งนี้มีสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้รับผิดชอบ

การประชุมสัมมนา เรื่อง การจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ ครั้งที่ 14

วันที่ 19 ธันวาคม 2561 เวลา 9.00 น. นายบำรุง รื่นบรรเทิง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา ต่อด้วย นางประนอม คลังทอง รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวรายงานความเป็นมาของการจัดการประชุมสัมมนา และมี ดร.พงศ์ศักติ์ เสมสันต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเปิดการประชุมสัมมนา พร้อมทั้ง มอบประกาศนียบัตรเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของประเทศไทย

นายบำรุง รื่นบรรเทิง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา

นางประนอม คลังทอง รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวรายงานความเป็นมาของการจัดการประชุมสัมมนา

ดร.พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเปิดการประชุมสัมมนา

ต่อมาเวลา 10.00 น. เริ่มการบรรยายพิเศษ เรื่อง “เอกสารมรดกความทรงจำจังหวัดลพบุรี” โดย นายภูธร ภูมะธน อธิบายเกี่ยวกับความสำคัญเรื่อง “เอกสารมรดกความทรงจำ” ของทางราชการ ตามความเข้าใจของผู้บรรยาย มีความสำคัญ 3 ระดับ และควรได้มีการจดทะเบียนรับรอง คือ ระดับ “แห่งชาติ” ระดับ “แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” และ ระดับ “แห่งโลก” และได้เสนอความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

นายภูธร ภูมะธน

ประการที่ 1 เรื่องมรดกความทรงจำของประเทศไทยไม่ว่าจะนำไปสู่การขึ้นทะเบียนในระดับใดน่าจะต้องสอดคล้องกับความทรงจำที่เป็นเอกลักษณ์ของคนในประเทศไทยซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง มีเอกลักษณ์ ใช้เป็นประโยชน์และพัฒนาตนเอง สังคมและมนุษยชาติ หรือเด่นชัดกระทั่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติและจรรโลงชาติ เช่น

เรื่องช้าง : จับช้าง ฝึกช้าง ใช้ประโยชน์ช้าง พิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับช้าง ฯลฯ

เรื่องแพทย์แผนไทย : การรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยสมุนไพร อาหาร หรือ การปฏิบัติตน

เรื่องกฎหมายโบราณ : กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาคดี ฯลฯ

เรื่องพุทธศาสนา : พระไตรปิฎก อรรถกถาต่าง ๆ ฯลฯ

เรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : วิธีการปลูกและดูแลต้นไม้ การดูแลสัตว์เลี้ยงและสัตว์เศรษฐกิจ การจัดการน้ำ ฯลฯ

เรื่องอาหาร : ตำราอาหาร อาหารสุขภาพ ฯลฯ

เรื่องวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต่าง ๆ : หล่อโลหะ หุงกระจก แผ่นที่ดาว ทำเครื่องเคลือบ ฯลฯ

เรื่องการแลกรับปรับเปลี่ยนของสังคมพหุวัฒนธรรม : ตำราเรียนภาษาต่าง ๆ พจนานุกรม ฯลฯ

เรื่องสถาปัตยกรรม : ความรู้เรื่องการสร้างบ้านเรือนและอาคารรูปแบบต่าง ๆ (แทบไม่มีผู้สนับสนุนให้เกิดองค์ความรู้แบบนี้ วิธีการปลูกเรือน เป็นต้น)

เรื่องภาพเก่า, ภาพยนตร์, เทปบันทึกเสียง, ฟิล์ม ของท้องถิ่น

ฯลฯ

ประการที่ 2 ควรมีหน่วยงานราชการเพื่อดูงานด้านนี้ของชาติโดยตรง และสามารถประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างสมบูรณ์โดยเฉพาะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน้าที่นี้น่าจะอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ ฯลฯ หรือจะสถาปนาให้เป็นหน้าที่องค์กรมหาชน ไม่ควรมอบหมายเรื่องการแสวงหามรดกความทรงจำแบบไม่มีการมอบหมายหรือมอบหมายแบบครอบจักรวาล และควรกำหนดวิธีการทำงานชัดเจน ผู้ทำงานเรื่องนี้ต้องมีวิชาชีพและจรรยาบรรณ

ประการที่ 3 ควรทำความเข้าใจว่า “มรดกความทรงจำ” มีหลายรูปแบบ เช่น เอกสารลายมือ เอกสารตัวพิมพ์ ภาพวาด ภาพถ่าย เพลง คำบอกเล่า วัตถุ ฯลฯ

ประการที่ 4 ควรเร่งด่วนในการดำเนินการ เพราะหลักฐานมรดกความทรงจำ คือ หลักฐานชั้นต้น ซึ่งน่าจะถูกละเลยหรือถูกละทิ้งในยุคนี้มากด้วยเหตุผลภัยพิบัติ ความไม่นำพาใจใส่ และผู้ศึกษาหาความรู้มีช่องทางอื่น ๆ ให้ได้มาซึ่งความรู้ที่ตนต้องการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสืบค้นไปยังหลักฐานชั้นต้นเสมอไป อีกทั้งโลกทัศน์ทางวิชาการที่ให้ความสำคัญกับหลักฐานชั้นต้นน่าจะลดความสำคัญลงจากโลกทัศน์การศึกษายุคก่อนหน้า

ประการที่ 5 กำหนดช่องทางเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลงานที่ได้ดำเนินการแล้วเป็นภาษาไทยและภาษาสากลอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จะได้เกิดความสำนึกในเรื่องนี้ร่วมกันของคนในชาติ

นอกจากนั้นยังเสนอมรดกความทรงจำจังหวัดลพบุรีที่อยู่ใกล้ตัวผู้บรรยาย 3 เรื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลที่รวบรวมนำเสนอ โดยภาคประชาชน คือ

  1. เรื่อง จารึกหลักธรรมพระพุทธศาสนายุคแรก เรื่องต่าง ๆ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 14 จารึกบนหิน แผ่นอิฐ พระพิมพ์ ฯลฯ พบที่จังหวัดลพบุรี อันเป็นมรดกความทรงจำ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
  2. เรื่องคล้องช้างที่เมืองลพบุรี พ.ศ. 2481 มีภาพยนตร์ประกอบ ฟิล์มหนังคล้องช้างที่ชาวญี่ปุ่นถ่ายไว้
  3. เรื่องพจนานุกรมภาษามอญ – ไทย ดำเนินการโดยชาวมอญบ้านบางขันหมาก

การยกตัวอย่างมรดกความทรงจำจังหวัดลพบุรีที่คัดเลือกมานำเสนอ เป็นมรดกความทรงจำที่มีคุณค่าในตัวเอง ยังไม่ได้รับการเชิดชูขึ้นทะเบียนไม่ว่าในระดับใด ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นและสำคัญ แต่เรื่องจำเป็นและสำคัญคือการแสวงหาหลักฐานมรดกความทรงจำเมืองลพบุรีกระจายทั่วไปตามวัด หมู่บ้านต่าง ๆ ที่นับวันจะสูญสลายไป เงื่อนไขที่ควรพิจารณา เพื่อให้วัตถุประสงค์นี้สำเร็จ คือ

– กำหนดข้อตกลงร่วมกันว่ามรดกความทรงจำคืออะไร

– กำหนดวิธีการให้ได้มาซึ่งมรดกความทรงจำ โดยผ่านการกำหนดหน้าที่ กฎหมาย กฎระเบียบ หรือ ประกาศกระทรวง

– รัฐควรมอบหมายให้มีหน่วยงานมีหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน อาจจะมอบหมายให้ราชการส่วนท้องถิ่นหรือภาคประชาชน เช่น ชมรมสมาคมต่าง ๆ ร่วมรับผิดชอบด้วยยิ่งดี

เวลา 11.00 น. การบรรยายแนะนำการกรอกแบบกรอกข้อความเพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ และเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก โดย ดร.ประจักษ์ วัฒนานุสิทธิ์ เริ่มต้นการบรรยายถึงการเข้าร่วมการประชุม คณะกรรมการแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก ครั้งที่ 8 ณ เมืองกวางจู สาธารณรัฐเกาหลี โดยกล่าวถึงวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการรับทราบ และรายงานผลการดำเนินงานในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา พิจารณาเอกสารที่ประเทศต่าง ๆ เสนอเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกในระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก การหารือเพื่อการวางแผนการดำเนินงานตามข้อมติของที่ประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก ครั้งที่ 39 ในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์และการเข้าถึงมรดกประเภทเอกสาร รวมทั้งที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล  มีผู้แทนประเทศสมาชิก 28 ประเทศ เจ้าหน้าที่ของยูเนสโก คณะกรรมการสำนักงานที่ปรึกษาพิเศษ และคณะกรรมการแผนกต่าง ๆ ของคณะกรรมการแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก  ร่วมการประชุม ซึ่งภายในการประชุม จะสรุปการดำเนินงาน วางแผนการดำเนินงาน และการลงคะแนนเพื่อขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกของประเทศสมาชิกเป็นเอกสารความทรงจำแห่งโลกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และประชุมปรึกษาหารือ

ดร.ประจักษ์ วัฒนานุสิทธิ์

สำหรับข้อแนะนำในการจัดทำเอกสาร เพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ และเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก ดังนี้ ทะเบียนเอกสารความทรงจำแห่งโลก เป็นวิถีทางที่สำคัญที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ของแผนงานความทรงจำแห่งโลก เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นความไม่มีตัวตน แต่เป็นอุดมคติ ของคำว่า อนุรักษ์ สงวนรักษามรดกเอกสาร แสดงให้เห็นความสำคัญเป็นพิเศษของเอกสาร การจัด การดำเนินการให้เข้าถึง การชี้ให้เห็นความสำคัญยิ่งที่ไม่อาจหามาทดแทนได้ เป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ สงวนรักษา สร้างความตระหนักรู้ให้มากขึ้นต่อเอกสารอื่น ๆ ด้วย ในเวลาเดียวกัน

คำแนะนำ ประเภทของทะเบียน ก่อนจัดทำเอกสารควรพิจารณาให้ชัดเจนว่า มรดกเอกสารความทรงจำชิ้นนี้หรือชุดนี้ที่กำลังจะเสนอให้ขึ้นทะเบียนเป็นทะเบียนอะไร

ก. มรดกเอกสารความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) แห่งชาติ เฉพาะในประเทศไทย  หรือ

ข. มรดกเอกสารความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) แห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก  หรือ

ค. มรดกเอกสารความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) นานาชาติ

ทั้งนี้ ใครเป็นผู้เสนอ       บุคคลทั่วไปก็สามารถเสนอเอกสารขึ้นเป็นเอกสารความทรงจำได้ แต่โดยทั่วไปผู้เสนอมักจะเป็นหน่วยงาน เช่น หอจดหมายเหตุ หอสมุด พิพิธภัณฑ์ โดยเอกสารที่นำเสนออยู่ในความดูแลของหน่วยงานนั้น ๆ หากมีข้อสงสัย อาจติดต่อขอคำแนะนำได้จากองค์กรที่เกี่ยวข้องในประเทศ

  1. คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ของ UNESCO ในประเทศไทย (The Thai National Committee on Memory of the World Programme of UNESCO) สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) กระทรวงศึกษาธิการ
  2. ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานมรดกความทรงจำแห่งโลกฯ

2.1 กรรมการและคณะทำงาน ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์แห่งเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ (SEAMEO-SPAFA) โทร. 02 2804022-29 ต่อ 106

2.2 สำนักหอสมุดแห่งชาติ โทร. 02 2815999

2.3 คณะอนุกรรมการจัดทำทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งชาติ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ  โทร. 02 3565440

  1. สำนักงานด้านแผนงานเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก

Memory of the World Programme

UNESCO Information Society Division

1 me Miollis

75732 Paris, France

Website: www.unesco.org/webworld/mdm

เอกสารกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานในกรณีที่เอกสารชิ้นนั้น ชุดนั้น แยกเก็บรักษาไว้ในสถานที่ต่างกัน มีหลายเจ้าของ อยู่ในความดูแลของหลายสถาบัน หน่วยราชการและ/หรือเอกชน ผู้กรอกข้อความต้องให้รายละเอียดของหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน และผู้เป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้นำเสนอ ต้องทำความตกลงร่วมกันให้เรียบร้อย ก่อนนำเสนอ

การกรอกแบบฟอร์ม จัดทำข้อมูล

ส่วนที่ 1 การกรอกแบบฟอร์ม

          ข้อความสำคัญที่จะต้องกรอกก่อนนำเสนอ

  1. ความสำคัญของเอกสารชิ้นนี้หรือชุดนี้โดยสรุป ให้สรุปเรื่องของเอกสารนี้ทั้งหมดโดยย่อ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเกี่ยวกับเอกสารนี้ทันที
  2. รายละเอียดผู้เสนอเอกสาร

2.1 ชื่อและที่อยู่  ของบุคคล หรือชื่อและที่ตั้งสำนักงาน / องค์กร / สถาบัน

2.2 ความเกี่ยวข้องของบุคคลหรือองค์กร กับเอกสารที่เสนอนี้  โดยชี้แจงว่าผู้เสนอเกี่ยวข้องกับเอกสารมรดกที่เสนออย่างไร เช่น อาจเป็นผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเอกสารนั้นอย่างเป็นทางการ หรือเป็นนักวิชาการหรือบุคคลที่ได้สะสมเอกสารมรดกชิ้นนั้นไว้เป็นส่วนตัว

2.3 บุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ เมื่อได้รับการร้องขอ เช่น หากเสนอเอกสารประเภทจารึกหรือหนังสือภาษาโบราณในสำนักหอสมุดแห่งชาติ อาจต้องอ้างชื่อ อาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์ หรือ อาจารย์เทิม มีเต็ม เป็นต้น

2.4 รายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลในข้อ 2.3 ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ โทรสาร อีเมล เพื่อการติดต่อ

  1. รายละเอียดเอกลักษณ์และคำอธิบายเกี่ยวกับเอกสาร

3.1 รายละเอียดแสดงเอกลักษณ์และคำอธิบายเกี่ยวกับเอกสาร

– ชื่อเต็ม และวันเวลาที่จัดทำ (ระบุให้ชัดเจนหากเอกสารที่เสนอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชื่อเอกสารทั้งหมด)

– ชื่อ และสถานที่ติดต่อของเจ้าของเอกสารหรือผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาเอกสารที่อาจเป็นบุคคลเดียวกันกับข้อ 2.2

3.2 อธิบายเกี่ยวกับเอกสาร

– ระบุคำอธิบายบัญชีสำรวจ หรือข้อมูลเพื่อผู้สนใจเข้าถึงและเสนอเอกสารได้

– อธิบายข้อมูลทางบรรณานุกรม ของเอกสารชิ้นนี้ และข้อมูลรายละเอียดที่ปรากฏในทะเบียน

– คำชี้แจงโดยสังเขปว่าได้รับเอกสารมรดกมาอยู่ในความรับผิดชอบได้อย่างไร เมื่อไร

– คำวิเคราะห์ และประเมินสภาพของเอกสาร รวมทั้งอธิบายวิธีการจัดเก็บ และวิธีอนุรักษ์ โดยทั่วไปในสถานที่นั้น และเอกสารชิ้นนั้น ฯลฯ

– เอกสารโสตทัศน์ อธิบายประกอบคำชี้แจง เช่นว่าเป็น ภาพถ่าย วีดีโอเทป แสดงมรดกเอกสารและที่เก็บรักษา

– บรรณานุกรม อ้างชื่อหนังสือและเอกสารอื่นที่มีหน่วยงานหรือบุคคลกล่าวถึงเอกสารมรดกฉบับที่เสนอ อย่างน้อยเป็นสิ่งพิมพ์สามชื่อเรื่อง

– อ้างชื่อบุคคลพร้อมคุณวุฒิ ที่สามารถอธิบายเกี่ยวกับเอกสารมรดกนั้น ๆ ได้ อย่างน้อย 3 คน พร้อมรายละเอียดที่อยู่เพื่อการติดต่อ อาจเป็นบุคคลที่ไม่ได้ทำงานในหน่วยงาน ซึ่งเสนอเอกสาร หรือสามารถชี้แจงได้ถึงความสำคัญของเอกสาร เช่น หากเสนอเอกสารประเภทจารึกและหนังสือภาษาโบราณก็ระบุชื่อ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์ หรือ อาจารย์เทิม มีเต็ม เป็นต้น

  1. หลักเกณฑ์และเหตุผลและข้อชี้แจงที่สำคัญยิ่ง

4.1 ความเป็นของแท้ (Authenticity) (ตามเกณฑ์การคัดเลือก (ของ UNESCO by Ray Edmondson) ว่าเอกสารนี้เป็นของแท้อย่างไร เช่น เป็นที่แจ้งประจักษ์นานแล้ว มิใช่ของทำเทียม ทำปลอมหรือเลียนแบบ หรือเนื่องจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเพิ่งค้นพบว่าเป็นของจริง

4.2 ความสำคัญในระดับโลก (Unique and irreplaceable) มีอิทธิพลต่อโลกอย่างเด่นชัดอย่างกว้างขวางตามแนวทางภูมิศาสตร์ ระดับโลก หรือภูมิภาค หรือเฉพาะในประเทศ โดยทางตรง ทางอ้อม หรือทันที มีความโดดเด่นเป็นเอก มีคุณค่าสูงยิ่ง ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ หากสูญหายไปจะเกิดความเสียหายอย่างไรบ้าง

4.3 หลักเกณฑ์ที่ต้องใช้ในการประเมินคุณค่าของเอกสาร อาจประกอบด้วยข้อต่าง ๆ เหล่านี้ทุกข้อหรือบางข้อ คือ ก. เวลา อายุ ข. สถานที่ ค. บุคคล ง. เนื้อหาสาระ แนวคิด จ. รูปแบบและวิธีเขียน หรือ เพียงบางข้อก็ได้ ให้เขียนคำชี้แจงประกอบหลักเกณฑ์แต่ละข้อ

4.4 มีความสำคัญตามหลักเกณฑ์ ส่วนข้อมูลประกอบ ที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจน คือ ความหายาก (rarity)  ความสมบูรณ์ (integrity)  ความเสี่ยง (threat) และ การบริหารจัดการ (management) ให้ชี้แจงแต่ละข้ออย่างละเอียด

  1. ข้อมูลด้านกฎหมาย

5.1 และ 5.2 คำชี้แจงที่ชัดเจนในกรณีที่ผู้เป็นเจ้าของ และผู้ดูแลมิได้เป็นบุคคลหรือองค์กรเดียวกัน จะทำให้ไม่เกิดความขัดแย้งภายหลัง

5.3 สถานภาพตามกฎหมายของเอกสาร ต้องกำหนดให้ชัดเจน คือ

(ก). ประเภทของเจ้าของตามกฎหมาย เช่น บุคคล องค์กรภาครัฐ หรือองค์กรของเอกชน

(ข). ความสะดวกของคนทั่วไปในการเข้าถึงเอกสาร มีข้อห้าม ระเบียบ กฎเกณฑ์ที่จำกัดการเข้าถึงหรือไม่

(ค). การสงวนไว้ซึ่งลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ระบุเจ้าของลิขสิทธิ์ และการได้รับคุ้มครองลิขสิทธิ์

(ง). ผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการ บุคคลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบตามกฎหมายในการบริหารจัดการ บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบและวิธีดำเนินการ

(จ). เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นว่า กฎหมายได้กำหนดให้หน่วยงาน หรือสถาบันใดรับผิดชอบในการอนุรักษ์เอกสารมรดกชิ้นนี้ที่เสนอยูเนสโก

  1. แผนงานบริหารจัดการ

6.1 รายละเอียดโดยสรุปเกี่ยวกับ แผนงานบริหารจัดการเอกสารมรดก  แนบสำเนาเอกสารแสดงการบริหารจัดการมาด้วย ในแผนงานนี้ควรมีข้อความกล่าวถึงความสำคัญของเอกสารมรดก นโยบาย กระบวนการจัดการให้ผู้ใช้เอกสารเข้าถึงเอกสาร การอนุรักษ์ งบประมาณเพื่อการอนุรักษ์ ความเชี่ยวชาญ และอุปกรณ์การอนุรักษ์ วิธีการรักษาสภาพของอุปกรณ์ รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น การปรับอากาศ ภาวะของอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น ชั้นวางเอกสาร ความปลอดภัย การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เช่น พายุ น้ำท่วม การจลาจล สงคราม

ถ้าหากไม่มีแผนงานบริหารจัดการ ขอให้อธิบายเหตุผล เช่น ไม่มีทักษะด้านนี้ ไม่มีบุคลากร ไม่มีงบประมาณ ตลอดจนภาวะการจัดเก็บรักษา และการดูแลในปัจจุบันเป็นอย่างไร

  1. การได้ปรึกษาหารือ (Consultation) กับบุคคล หน่วยงาน

ได้มีการปรึกษาหารือติดต่อก่อนเสนอเอกสารมรดก กับผู้เป็นเจ้าของ หรือผู้ดูแล และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยเอกสารมรดกของชาติ (ถ้ามี) เพราะหากไม่ติดต่อประสานงานปรึกษาหารืออาจเกิดปัญหาความเข้าใจผิดหรือเกิดความล่าช้า

ส่วนที่ 2 ข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลต่อไปนี้ จะไม่นำมาเป็นเครื่องตัดสินการขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกแห่งโลก แต่จะบันทึกเป็นข้อมูลเพิ่มเติมให้ทราบถึงสภาพว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพ หรือสูญหายอย่างไรบ้าง

  1. ประเมินความเสี่ยงต่อภาวะอันตราย

8.1 ชี้แจงภาวะอันตราย หรือความเสี่ยง

– สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ และนอกประเทศ

– ภาวะของสิ่งแวดล้อมภายใน และภายนอกอาคารที่เก็บเอกสารมรดก (เช่น อยู่ใกล้แผงไฟฟ้าแรงสูง มลพิษในอากาศ)

– สภาพของวัสดุ (เช่น วิธีการเก็บ คุณภาพของการเข้าเล่ม หรือห่อเก็บ)

– งบประมาณเพื่อการอนุรักษ์ไม่เพียงพอ

– ลักษณะความเสี่ยงจากการอนุญาต

  1. รายละเอียดของการอนุรักษ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร

9.1 รายละเอียดของการอนุรักษ์เอกสารมรดกที่เสนอ เช่น

– ลักษณะสภาพทางกายภาพ

– ประวัติการอนุรักษ์

– นโยบายการอนุรักษ์ในปัจจุบัน (รวมอุปกรณ์ และบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมและ มีความชำนาญการ)

– มีบุคคล หน่วยงานที่รับผิดชอบในการอนุรักษ์เพียงใด

ส่วนที่ 3 การลงนามในแบบกรอกรายการ

ให้กรอกนามผู้เสนอเอกสาร

(เขียนตัวบรรจง) ____________________

(ลายมือชื่อ) __________________________________ วันที่ _________________________

เวลา 13.00 น. การบรรยายเรื่อง การดำเนินงานเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก เกณฑ์การขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ และเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก โดย ดร.ม.ร.ว.รุจยา อาภากร การบรรยายเน้นการยกตัวอย่างเอกสารที่จัดเป็น Memory of the World ซึ่งเป็นเอกสารมรดกความทรงจำในแถบเอเชียแปซิฟิก เช่น

ดร.ม.ร.ว.รุจยา อาภากร

Kitab llmu Bedil (Book of Malay Traditional Weaponry) (ประเทศมาเลเซีย)

โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อ ค.ศ. 2016

Al – Masaalik Wa Al – Mamaalik (ประเทศอิหร่าน)

โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อ ค.ศ. 2014 และ

ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) นานาชาติ เมื่อ ค.ศ. 2015

Asian Film Archive Collection: Cathay – Keris Malay Classics (ประเทศสิงคโปร์)

โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อ ค.ศ. 2014

The Epigraphic Archives of Wat Pho (ประเทศไทย) (จารึกวัดโพธิ์)

โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อ ค.ศ. 2008 และ

ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) นานาชาติ เมื่อ ค.ศ. 2011

Stone Steles Records of Royal Examinations of the Le and Mac Dynasties (ค.ศ. 1442 – 1779)

(ประเทศเวียดนาม) โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อ ค.ศ. 2010 และ

ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) นานาชาติ เมื่อ ค.ศ. 2011

Printing Woodblocks of the Tripitaka Koreana and Miscellaneous Buddhist Scriptures

(สาธารณรัฐเกาหลี) โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) นานาชาติ เมื่อ ค.ศ. 2007

Loamaafaanu (MALDIVES)

โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อ ค.ศ. 2014

Tuol Sleng Genocide Museum Archive (ประเทศกัมพูชา)

โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อ ค.ศ. 2008

Sakubei Yamamoto Collection (ประเทศญี่ปุ่น)

โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (ระดับ) นานาชาติ เมื่อ ค.ศ. 2011

เวลา 15.00 น. การอภิปรายวิพากษ์การกรอบแบบกรอบข้อความ เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ เรื่อง จารึกสำคัญเมืองลพบุรีสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศานติ ภักดีคำ เป็นผู้เสนอ และ นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ เป็นผู้วิพากษ์ โดยเริ่มจากการอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับ “ลวปุระ” หรือ “ลพบุรี” เมืองโบราณสำคัญในภาคกลางของประเทศไทยที่มีการทับซ้อนของวัฒนธรรมที่หลากหลายยาวนาน นับเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ในวัฒนธรรมแบบทวารวดี จากนั้นจึงได้เปลี่ยนแปลงสู่วัฒนธรรมแบบร่วมกับอาณาจักรกัมพูชาโบราณ สมัยพระนคร ร่องรอยทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ และศิลาจารึก ล้วนบ่งชี้ว่าเมือง “ลพบุรี” มีการผลัดเปลี่ยนอย่างฉับพลันในช่วงรอยต่อนั้น แม้ว่าจะมีการพบศิลาจารึกที่ศาลสูง (ศาลพระกาฬ) เมืองลพบุรี ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มาเป็นเวลานานแล้ว และมักจะมีการกล่าวอ้างอยู่บ้างในตำนานต่าง ๆ ของล้านนาที่แสดงถึงความทรงจำในเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นจึงมีการสันนิษฐานกันว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งเมืองพระนครศรียโศธรปุระน่าจะเคยยกทัพมาตีเมืองลพบุรี จากนั้นจึงผนวกลพบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกัมพูชาโบราณสมัยพระนคร แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการทำสงครามแต่อย่างใด หลักจากนั้นลพบุรีได้ถูกปกครอง โดยราชสำนักกัมพูชาสลับกับการปกครองตนเอง ดังปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ลพบุรีได้แยกตัวเป็นอิสระจากอาณาจักรกัมพูชาสมัยพระนคร ก่อนที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะขยายอำนาจกลับเข้ามาปกครองและส่งพระราชโอรสมาครองเมืองลพบุรี แต่หลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคต เมืองลพบุรีก็ได้แยกตัวเป็นอิสระจากอาณาจักรเขมรโบราณ แล้วส่งทูตไปราชสำนักจีนโดยตรงในนามของ “หลอหู” หรือ “ละโว้” จากนั้นในพุทธศตวรรษที่ 19 ตอนปลาย ลพบุรีกับสุวรรณภูมิได้ร่วมกันสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ในชื่อว่า “กรุงศรีอโยธยา” ลพบุรีได้มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง ปรากฏในหลักฐานสมัยอยุธยาตอนต้นเรียกว่า “เมืองนครพระราม” ดังหลักฐานในจารึกวัดส่องคบ เมืองชัยนาท ดังนั้นการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของลพบุรีในสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาจึงไม่อาจละเลยเอกสารสำคัญคือ “จารึกเมืองลพบุรี” ซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ของเมืองลพบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางทางศาสนา วัฒนธรรม และการเมืองการปกครองของเมืองลพบุรีได้เป็นอย่างดี ดังจะได้กล่าวถึงจารึกเมืองลพบุรีในแต่ละช่วงสมัยทางประวัติศาสตร์

รองศาสตราจารย์ ดร.ศานติ ภักดีคำ (ซ้าย) และ นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ (ขวา)

จารึกเมืองลวปุระในวัฒนธรรมทวารวดี ลพบุรีปรากฏร่องรอยหลักฐานการอาศัยอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาเมื่อได้รับวัฒนธรรมจากภายนอก โดยเฉพาะวัฒนธรรมอินเดียที่เข้ามา ลพบุรีจึงมีการพัฒนาขึ้นมาเป็นรัฐที่มีวัฒนธรรมร่วมแบบทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย เช่น นครปฐม อู่ทอง คูบัว ฯลฯ โดยเฉพาะตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 – 14 ปรากฏชื่อในหลักฐานร่วมสมัยว่า ลวปุระ นอกจากหลักฐานทางด้านศิลปกรรมและโบราณคดีที่พบแล้ว ในบริเวณจังหวัดลพบุรียังปรากฏหลักฐานที่เป็นศิลาจารึกที่ใช้อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ภาษาสันสฤต และภาษามอญโบราณ เช่น จารึกซับจำปา จารึกเสาธรรมจักร ฯลฯ อันแสดงให้เห็นว่า ชุมชนดังกล่าวน่าจะเป็นชุมชนที่นับถือพระพุทธศาสนาที่ใช้ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต รวมทั้งมีการใช้ภาษามอญเป็นภาษาราชการ

จารึกเมืองลพุบรีที่มีอายุร่วมสมัยในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 – 14 ได้แก่

  1. จารึกเมืองซับจำปา 1 (ลบ.17) เป็นจารึกเสาแปดเหลี่ยม หรือ เสาธรรมจักร อักษรปัลลวะ ภาษาบาลีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 เนื้อความกล่าวถึงหลักธรรมทางพระพทุธศาสนา ได้แก่ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท และปฐมพุทธอุทาน และพระพุทธอุทาน
  2. จารึกเมืองซับจำปา 3 (ลบ.8) เป็นจารึกบนชิ้นส่วนของเสาแปดเหลี่ยม อักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 ภาษาบาลี เนื้อความที่เหลืออยู่แสดงให้เห็นว่ามีที่มาจาก “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร”
  3. จารึกเมืองซับจำปา 4 (ลบ.22) เป็นจารึกบนชิ้นส่วนของเสาแปดเหลี่ยม อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 เนื้อความส่วนที่เหลือกล่าวถึงคาถา เย ธมฺมา
  4. จารึกบนซี่ล้อธรรมจักร จากเมืองซับจำปา อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 มีข้อความมาจากปฏิจจสมุปบาท
  5. จารึกเมืองพรหมทิน (ลบ.16 อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นจารึกบนแผ่นหิน อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวถึงคา ถาเย ธมฺมา
  6. จารึกบนซี่ล้อธรรมจักร (ลบ.14) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี เป็นจารึกบนซี่ล้อธรรมจักร อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 มีเนื้อความกล่าวถึงคาถาปฏิจจสมุปบาท
  7. จารึกบนฐานพระพุทธรูปยืนวัดมหาธาตุ เมืองลพบุรี (ลบ.5) เป็นจารึกบนฐานพระพุทธรูป อักษรหลังปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษที่ 13 เนื้อความเป็นภาษาสันสกฤต กล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูป
  8. จารึกเมืองซับจำปา 2 (ลบ.15) เป็นจารึกบนหินทราย อักษรหลังปัลลวะ ภาษาสันสกฤต ราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 เนื้อความกล่าวถึงการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
  9. จารึกพุทธอุทาน บ้านพรหมทิน (ลบ.24) เป็นจารึกบนแผ่นหิน อักษรหลังปัลลวะ ภาษาบาลี กล่าวถึงพุทธอุทาน

จารึกเมืองลพบุรีเหล่านี้ ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ สิ่งสำคัญคือ จารึกเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการนับถือ พระพุทธศาสนา และเป็นจารึกที่บันทึกหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาภาษาบาลี และภาษาสันสกฤต ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย นอกจากนี้จารึกบางหลักยังกล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูปและการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอีกด้วย

จารึกเมืองซับจำปา 2

จารึกเมืองซับจำปา 3

จารึกเมืองละโว้ในวัฒนธรรมเขมรโบราณสมัยพระนคร ในพุทธศตวรรษที่ 15 อิทธิพลทางวัฒนธรรมของกัมพูชาสมัยพระนครมีมากขึ้น และส่งอิทธิพลมาถึงดินแดนลพบุรีด้วย ดังเช่น ปราสาทปรางค์แขก ที่สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15 สะท้อนให้เห็นถึงการแผ่ขยายทางวัฒนธรรมของกัมพูชาสมัยพระนคร เข้ามาในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะที่ลพบุรีได้อย่างชัดเจน ก่อนหน้าที่จะมีการขยายอำนาจทางการเมืองเข้ามาในเวลาต่อมา ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 16 กษัตริย์กัมพูชาโบราณได้ขยายอาณาเขตไปจนครอบคลุมตอนเหนือของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งได้แก่บริเวณอีสานใต้ของไทยในปัจจุบัน และเป็นดินแดนเดิมของอาณาจักรเจนละบก ซึ่งหลักฐานทางด้านศิลาจารึกที่พบในประเทศไทยหลากหลัก แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรกัมพูชาโบราณซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพระนคร กับบริเวณตอนเหนือของเทือกเขาพนมดงรักได้เป็นอย่างดี รัชกาลนี้เองที่อาณาจักรกัมพูชาโบราณซึ่งมีราชธานีอยู่ที่พระนครศรียโศธรปุระ ขยายอำนาจอิทธิพลทางการเมืองเข้ามายังฟากตะวันออกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองละว์ หรือ ลพบุรี (สฺรุกโลฺว หรือ ลโวทยปุระ) ดังปรากฏหลักฐานสำคัญที่พบใหม่ คือ ศิลาจารึก K.1198 (Ka.18) ศิลาจารึกนี้มีทั้งที่เป็นภาษาเขมรโบราณและภาษาสังสกฤต ระบุว่าจารึกขึ้นเมื่อมหาศักราช 924 ตรงกับ พุทธศักราช 1545 ในข้อความจารึกในส่วนที่เป็นภาษาสันสกฤต มีความที่สำคัญตอนหนึ่งซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพมาตีเมืองละโว้ (จารึกเรียกว่า “ลวปุระ”) ศิลาจารึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในเวลานั้นเมืองลวปุระ หรือ เมืองละโว้ถูกกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพเข้ามาโจมตีและสามารถทำลายเมืองลวปุระจนกลายเป็นป่า บ้านเมืองถูกทำลายจนมีสัตว์ป่าเข้ามาอาศัยอยู่ เนื้อความปรากฏในศิลาจารึกหลักนี้ มีความสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบโดยเฉพาะที่เมืองละโว้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันต่อเนื่องระหว่างอาณาจักรกัมพูชาโบราณกับรัฐซึ่งเดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทวารวดี

จารึกที่ศาลสูง หลักที่ 1 (หรือ จารึกหลักที่ 19 (ลบ.2)) จารึกด้วยตัวอักษรเขมรโบรารพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นภาษาเขมรโบราณ ซึ่งกล่าวถึงพระราชโองการของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ซึ่งศิลาจารึกศาลสูงหลักที่ 1 ที่กล่าวมานี้พบที่ศาลสูง แสดงให้เห็นว่าปี มหาศักราช 944 ตรงกับพุทธศักราช 1565 เมืองลพบุรี ได้ถูกผนวกเข้าในพระราชอำนาจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แล้ว สอดคล้องกับจารึก K.1198 (Ka.18) ที่กล่าวถึง พ.ศ. 1545 ที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตีเมืองลวปุระ ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมืองลพบุรีในเวลานั้นมีการนับถือศาสนาหลายศาสนาปะปนกัน ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ฮินดู และศาสนาพุทธ ซึ่งน่าจะเป็นศาสนาสำคัญดั้งเดิมของเมืองลพบุรี จึงมีการเน้นย้ำว่าพระสงฆ์ที่บวชในศาสนาพุทธนั้นทั้งฝ่ายมหายาน และสถวีระ (เถรวาท) ต้องถวายตบะแด่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ด้วย

ศิลาจารึกศาลเจ้าเมืองลพบุรี (ศิลาจารึกหลักที่ 21 (ลบ.3)) ซึ่งน่าจะจารึกขึ้นในรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เช่นเดียวกันก็ได้ กล่าวถึงขุนนางของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กัลปนาที่ดินกับคนใช้และของต่าง ๆ ถวาย “พระกัมรเตงอัญศรีบรมวาสุเทวะ” หรือ “พระนารายณ์” และมีข้อความที่กล่าวถึงชื่อเมืองลพบุรีโดยตรง จากหลักฐานในด้านศิลาจารึกต่าง ๆ ที่กล่าวมาแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมืองลวปุระ ซึ่งเป็นเมืองในกลุ่มวัฒนธรรมแบบทวารวดีได้ถูกกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โจมตีและทำลายเมืองจนเสียหาย หลังจากนั้นเมืองลวปุระได้ปรากฏชื่อในจารึกว่า “สฺรุกโลฺว” หรือ “เมืองละโว้” โดยได้กลายเป็นเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 อย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 1545 สอดคล้องกับหลักฐานที่กล่าวถึงชื่อขุนนางที่อุทิศกัลปนาให้กับศาสนสถานในเมืองละโว้ เช่น โขลญพล โขลญวิษัย รวมทั้งโฉลญตำรวจวิษัย ซึ่งน่าจะเป็นขุนนางของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ซึ่งปกครองเมืองละโว้อยู่ในเวลานั้น

สุดท้ายจารึกที่ควรให้ความสนใจ ควรเสนอขึ้นทะเบียนเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ คือ “จารึกหลังพระปฤษฎางค์พระพุทธรูปนาคปรก (ลบ 13)” เป็นจารึกหลักพระพุทธรูปที่มีความสำคัญของเมืองลพบุรี เนื่องจากมีการระบุปีที่สร้าง คือ 135 หรือ ม.ศ. 1135 (พ.ศ. 1756) ซึ่งตรงกับปลายรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งเมืองพระนคร ดังความในจารึกว่า

(แปล) “…(1) 135 ศก นักษตร ทิตย (2) ศรจมทฺยาหิน คิดประดิ (3) ษฐา พระพุทธสมาธิ ที่ (4) ใต้พระศรีมหาโพ (5) ธิ อายพระศกจันทสวารัตน์ คิด (6) ทำเอง…”

จารึกหลังพระปฤษฎางค์พระพุทธรูปนาคปรก

จารึกหลักนี้จารึกด้วยอักษรขอมภาษาเขมรโบราณ ซึ่งมีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ อาจกล่าวได้ว่าเป็นจารึกอักษรขอมหลักแรกที่พบ เนื่องจากรูปแบบตัวอักษรที่พบมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากอักษรเขมรโบราณที่ใช้ในราชสำนักกัมพูชาในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อย่างชัดเจน สันนิษฐานว่า รูปแบบตัวอักษรขอมแบบนี้เป็นรูปแบบอักษรที่มีวิวัฒนาการมาจากอักษรเขมรโบราณราวพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งปรากฏให้เห็นว่ามีการใช้ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่จารึกดงแม่นางเมือง พุทธศักราช 1710 รูปแบบอักษรที่ปรากฏในจารึกหลังพระปฤษฎางค์พระพุทธรูปปางนาคปรกนี้จะส่งอิทธิพลต่ออักษรขอมที่ใช้ในจารึกสมัยอยุธยาตอนต้นราวพุทธศตวรรษที่ 20 ด้วย

จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า จารึกเมืองลพบุรีในสมัยก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยานั้นปรากฏหลักฐานที่มีความสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะในช่วงที่เมืองลพบุรีอยู่ในวัฒนธรรมแบบทวารวดี ที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยการบันทึกอักษรปัลลวะ ซึ่งมีการใช้จังหวัดลพบุรีมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 สืบเนื่องมาจนถึงอักษรแบบหลังปัลลวะในพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 รวมทั้งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการบันทึกคำสอนทางพระพุทธศาสนา ภาษาบาลี และภาษาสันสกฤตที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของดินแดนไทย โดยเฉพาะคำสอนที่มาจากพระไตรปิฎกโดยตรง เช่น อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท เย ธมฺมา และพระพุทธอุทาน

หลังจากนั้น นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์ เริ่มวิพากษ์การกรอบแบบกรอกข้อความ เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติในเรื่องจารึกสำคัญเหมือนลพบุรีสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาฯ การอธิบายรายละเอียดในแบบกรอกข้อความ ต้องกรอกให้ครบทุกหัวข้อ ข้อมูลที่สำคัญของสิ่งที่จะนำมาขึ้นทะเบียนระบุให้ชัดเจนว่า จารึกนี้อยู่ที่ไหน ด้านหลังพระพุทธรูป เป็นภาษาอะไร สำคัญอย่างไร เนื้อหาในจารึกบอกเล่าเรื่องราวอะไร ประโยชน์ของเนื้อหาเอกสาร และมีชิ้นเดียวใช่หรือไม่ ปัจจุบันจารึกชิ้นนี้จัดเก็บไว้ที่ใด อยู่ในการดูแลของใคร (บุคคล/หน่วยงาน) ลักษณะของจารึกเป็นอย่างไร เช่น จารึกอยู่ด้านหลัง มีกี่บรรทัด ขนาดของตัวอักษร ประวัติความเป็นมา ได้มาอย่างไร ปัจจุบันเก็บที่ใด ฯลฯ ขณะเดียวกันก็มีต้องมีพิสูจน์ว่าเป็นของแท้ดั้งเดิมหรือไม่

วันที่ 20 ธันวาคม 2561 เริ่มเวลา 09.00 น. การอภิปรายวิพากษ์การกรอกแบบกรอกข้อความ เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ เรื่อง เอกสารโกสุมพิสัยว่าด้วยกฎหมายท้องถิ่น ร.ศ. 117 – 119 ผู้เสนอ คือ รศ.ธีรชัย บุญมาธรรม นายพิทักษ์ ธรรมะ และ นางสาวรุ่งระวี อัครวรรณ และผู้วิพากษ์ คือ รศ.วุฒิชัย มูลศิลป์ โดยเริ่มกล่าวว่า รศ.ธีรชัย บุญมาธรรม ได้รับเอกสารโกสุมพิสัย ฉบับถ่ายเอกสาร มาจาก ผศ.ธรรมนูญ ระวีผ่อง ซึ่งได้รับมอบมาจาก นพ.ณัฐวุฒิ มาสาซ้าย รอง ผอ.โรงพยาบาลโกสุม และเริ่มศึกษาโดยการอ่านและถอดความเอกสารฉบับนี้ ในช่วงเดือนมีนาคม – 16 เมษายน 2560 ภายหลังจากนั้น จึงติดต่อขอดูเอกสารต้นฉบับ เพื่อตรวจสอบ และเพิ่มเติมข้อความที่ถ่ายเอกสารไม่ติด (ขอบด้านเย็บสัน) หลังจากนั้นจึงเริ่มอ่านทวนอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2561 จึงทราบข้อมูลว่า เอกสารต้นฉบับนี้ ลูกหลานของเจ้าเมืองโกสุมพิสัยได้เก็บรักษาไว้ ต่อมาได้นำไปฝากไว้กับเจ้าอาวาสวัดสังข์ทองวราราม ทางเจ้าอาวาสได้เก็บรักษาเอกสารฉบับนี้ไว้เป็นเวลา 13 ปี จนเจ้าอาวาสลาสิกขาบท (นายณเอก ถูพอ่าง) ท่านก็ยังเก็บรักษาไว้ และต่อมา นพ.ณัฐวุฒิ จึงได้ขอถ่ายเอกสารชุดดังกล่าว

นายพิทักษ์ ธรรมะ นางสาวรุ่งระวี อัครวรรณ รศ.ธีรชัย บุญมาธรรม และ รศ.วุฒิชัย มูลศิลป์ (ลำดับจากซ้ายไปขวา)

เอกสารโกสุมพิสัย กระดาษเป็นสมุดฝรั่ง ขนาด 17.5 X 21.5 เซนติเมตร ปกหุ้มด้วยผ้าไหม พื้นกระดาษสมุดฝรั่งสีขาว เขียนด้วยหมึก ปัจจุบันกระดาษเหลืองและกรอบมาก มีทั้งหมด 344 หน้า ไม่ระบุเลขหน้าไว้ ตัวอักษรที่เขียนเป็นอักษรไทยกลาง ระบุศักราชเป็นรัตนโกสินทรศก ผู้เขียนไม่ได้ระบุชื่อไว้ แต่จากลักษณะการเขียนเชื่อได้ว่ามีหลายคนช่วยกัน เพราะบางลายมืออ่านง่าย บางลายมืออ่านยาก การผสมอักษรและการใส่ตำแหน่งวรรณยุกต์ก็แตกต่างกัน (อาจารย์ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ให้ข้อสังเกตว่า ขนบการเขียนชี้ให้เห็นว่าเป็นระบบเก่า เพราะเขียนใต้เส้นบรรทัดไม่เหมือนปัจจุบันที่เขียนเหนือเส้นบรรทัด)

ความโดดเด่นของเอกสาร ประการที่ 1 ลายมือในการเขียน ค่อนข้างสวยงาม เทียบได้กับเอกสารในสำนักหอสุมดแห่งชาติแผนกหนังสือโบราณ และสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ในเอกสารนี้ น่าจะมีหลายคนเขียน เพราะปรากฏหลายมือแตกต่างกัน วิธีการเขียนก็แตกต่างกัน ทำให้อ่านง่าย – ยากต่างกันไป อย่างไรก็ตาม นับว่าลายมือที่ปรากฏมีความสวยงาม ณ เวลานั้น ซึ่งเป็นช่วงการปฏิรูปการปกครอง สมัยรัชกาลที่ 5

ประการที่ 2 มีความเป็นท้องถิ่นอีสาน ปะปนอยู่เป็นระยะ ๆ เช่น การเขียนกฎหมายไม่มีเลขลำดับ มีแต่คำว่า “มาตราหนึ่ง” ตลอดเล่ม แต่ผู้เขียนมาเพิ่มตัวเลข และเริ่มนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อย ๆ ในหน้า 40 ระบุว่าเป็น “กฎหมายหลักไชย” ซึ่งเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ โจร มรดก ขอตัดไม้ ใช้ปืนยิงกัน ใช้มีดแทงกัน ลักทรัพย์ ข่มขืนเมียคนอื่น เช่นเรือ ลักโค ราษฎรเดือดร้อนจากการโกงอากร ลักผ้า ลักสุ่มปลาในนาข้าว ลักเกี่ยวข้าวในนา นายประกันทาส หยอกภรรยาผู้อื่นกลางตลาด ทำชู้กับภรรยาผู้อื่น ลักษณะพยาน เป็นต้น และในหน้า 192 – 193 มาตรา 5 – 7 และมาตรา 9 – 12 หน้า 210 – 213 เป็นกฎหมายลักษณะทาส ตอนหลัง ๆ ระบุว่าเป็นกฎหมายพระธรรมศาสตร์ (หน้า 218)

ประการที่ 3 ถึงแม้จะเขียนเป็นภาษาไทยกลาง แต่มีคำและข้อความบางตอนเป็นภาษาอีสาน ปะปนอยู่จำนวนมาก เช่น

“…มาตราหนึ่ง ถ้าผู้ใดก่นส่างเลิ๊กลงที่ไฮ่ที่นา…” (หน้า 175 มาตรา 33)

“…แม่นซ้างม้าวัวควายนั้นไข่ก็ดี…งูขบก็ดี เสือขบก็ดี…” (หน้า 199 มาตรา 7)

“…ราษฎรทังหลายชักชวนเข้าทืน(ทุน)กันไปค้าขาย…” (หน้า 206 มาตรา 4)

“…อย่าให้มันตั๊วะ…” (หน้า 224 มาตรา 8)

“…ให่ข่า(ฆ่า)มันเสีย…” (หน้า 229 มาตรา 7)

“…มันแล่นหนี…” (หน้า 246 มาตรา 18)

“…วิวาทกันจับเอาไปจูด น้ำร้อนหดท่านก็ดี…” (หน้า 249 มาตรา 28)

“…หญิงใดว่าหญิงอื่นมักผัวตน…” (หน้า 278 มาตรา 34) ฯลฯ

ประการที่ 4 มีการใช้ถ้อยคำสำนวนที่สละสลวย ซ้ำ ๆ กัน เช่น หน้า 100 – 103 “…ชายนี้เป็นคนทะนงบังอาจสามารถอันธพาล…ซึ่งข้าจะได้เป็นคนทะนงบังอาจสามารถอันธพาล เหมือนชายนี้มันฟ้องกล่าวโทษโจทย์ข้าฯ ไม่จริง…”

การใช้คำสัมผัสคล้องจอง (หน้า 3) “…อันว่าลักษณะตัดฟ้อง 20 ประการนั้น คือ ความมรดกพ้นขวบปี เอาคดีไปร้องไปฟ้อง 1 มิใช่พี่น้องมาว่ากล่าวหาเอาทรัพย์มาทูลถวาย 1 ไข้เจ็บตายจะไม่ช่วยกัน จะแบ่งปันฟ้องเอาทรัพย์ 1 ใบสัจปรับตก สินไหม ยังไม่เสียให้มาอุธร คำฎีกาก่อนกลับคำฟ้องไม่ถูกต้องใจความผิด 1 คนเสียจริตเป็นบ้าใบ้ หาสติมิได้เอากฎหมาย 1…”

ประการที่ 5 ให้ความสำคัญด้าน คุณธรรมจริยธรรม เช่น ว่าด้วยการดูแลบิดามารดา ถึงตายไปแล้วเกิดเป็นปลา เป็นนก ก็ยังเฝ้าพิทักษ์รักษาให้การเลี้ยงดู คอยดูแลทุกข์สุขของบุพการี

(หน้า 59) “…ข้าทำมาหากินเลี้ยงมารดาข้า ฯ อยู่ทุกวันเนือง ๆ มิได้ขาด วันนั้น นายนั้นผู้บังอาจสามารถอันธพาล เอาปืนคาบศิลายิงมารดาข้า ฯ ผู้เป็นนกกระยางเจ่า นั้นตายจริง เมื่อมารดาข้า ฯ ใกล้จะตาย สั่งข้า ฯ ผู้บุตรชายไว้ว่า จะตายเป็นนกกระยางเจ่า อยู่ตามคลองแม่น้ำ มารดาข้า ฯ ก็ตายไปเป็นนกกระยางเจ่า อยู่ตามคลองแม่น้ำจริง ข้า ฯ ก็ตามรักษามารดาข้า ฯ อยู่ทุกวันเนือง ๆ มิได้ขาด…”

(หน้า 60) “…วันนั้นนายนี้ผู้บังอาจ จึงเอาปืนคาบศิลายิงมารดาข้า ฯ ผู้เป็นนกกระยางเจ่านั้นตายจริง ครั้งนี้ข้า ฯ จึงรู้ว่านายนั้น ผู้บังอาจฉลาดลึก มีใจเชือนศึกต่อข้า ฯ จริง นายนั้นผู้บังอาจก็เป็นคนรู้จักพระราชกำหนดกฎหมายของพระเจ้าอยู่หัวแล้ว นายนั้นหากลัวเกรงแก่พระราชกำหนดกฎหมายของพระเจ้าอยู่หัวไม่…ความเจ็บใจแค้นหนักครั้งนี้ ขอให้ท่านจ่าศาลกระลาการได้พิสูจน์ลายหมายโฉนด เรียกเอาตัวนายนั้นเข้ามาพิจารณานายนั้นต่อคำฟ้งของข้า ฯ ให้เห็นเท็จแลจริง…”

ตัวอย่างเอกสาร สำเนาจากต้นฉบับ

นอกจากนี้ ภายในเอกสารชุดนี้ยังปรากฏลักษณะพิเศษอื่น ๆ เช่น การแนะนำการเขียนหนังสือ การใส่ทัณฑฆาต การแทรกข้อความเกี่ยวกับ “พุทธทำนาย” การให้ความสำคัญแก่สิทธิสตรี เด็ก คนชรา เช่น

– การแนะนำการเขียนหนังสือ (หน้า 45) “…พระเจ้าจึงลพศักดิราษ (ศักราช) เอาหนังสือขอมมาแปลงเป็นหนังสือไทย…”

– การใส่ทัณฑฆาต (หน้า 46) “…ฝนทอง ฟองมัน หันอากาศ ทัณฑฆาต ราชปักษี ไม้ม้วน เมฆล่าย ไม้หัวนก ไม้ฟันหนู ถ้าหนังสือเพื่อนตัว ถ้าจะฆ่าให้ตาย ใส่ไม้ทัณฑฆาตด้วยฆ่าตาย ถ้ามิใส่ ไม้ทัณฑฆาตฆ่ามิตาย…”

– การปรากฏข้อความเกี่ยวกับ “พุทธทำนาย” (หน้า 46) “…พระเจ้าโปรดสัตว์ทั้งหลายทำนายไว้ว่า ไปข้างหน้าจะเกิดขี้ฉ้อกลางเมือง คนทั้งหลายจะมีความแค้นเคืองเป็นอันมาก คนยากจะได้เป็นขุนนาง คนเดินกลางคืนจะเกิดฆ่าฟันกันตาย…”

– การให้ความสำคัญแก่สิทธิสตรี เด็ก คนชรา (หน้า 233 มาตรา 15) “…มาตราหนึ่ง ผู้ใดวิวาทกับหญิง มิควรตีฟันแทงโดยขนาด ถ้าตายทั้งแม่ทั้งลูก ให้ฆ่าผู้ตีฟันแทงให้ตกไปตามกัน…”

(หน้า 243 มาตรา 9) “…อนึ่ง เด็ก 7 เข้า เฒ่า 70 เป็นคนหลงใหล ไปด่าตีท่าน ๆ มิให้มีโทษ…”

(หน้า 244 มาตรา 10) “…เด็ก 7 ขวบเล่นด้วยกัน ผลักกันตกบ้านเรือน ต้นไม้ ถ้าไม่ ถึงตาย ให้เสียค่ายาน้ำมัน แต่มิให้ไหม เพราะต่างคนต่างน้อย มิรู้ถ้อยความ เสมอใจหมา…”

ทั้งยังมีการกล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2435) จากเอกสารของพระยาสุนทรพิพิธ “เมืองโกสุมภิไสย์” ร.ศ. 118 – 119 (พ.ศ. 2426 – 2427) โดยมีการปกครองจากส่วนราชการ ให้ “เมืองโกสุมภิไสย์” ปกครองกันเอง (ระบบอาญาสี่)  มีการบังคับใช้กฎหมายตราสามดวง พร้อมทั้งปรากฏกฎหมายหลักคำเมืองสุวรรณภูมิ กฎหมายหลักคำสาเกตุนคร (ร้อยเอ็ด) กฎหมายหลักคำเมืองกาฬสินธุ์ (กาฬสินธุ์)

อำนาจในการตัดสินคดีความของ “เจ้าเมือง” ที่ปรากฏในเอกสาร ประกอบด้วย เจ้าเมืองและกรมการเมืองชั้นสูง (พระอุปฮาต) ราชวงษ์ ราชบุตร รับข้อร้องเรียน ไต่สวนคดีและตัดสินคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ เอง เว้นแต่ คดีอุฉกรรจ์ (คดีมหัตโทษ) : โทษประหารชีวิต ส่งให้เมืองมหาสารคามพิพากษาคดี

ระบบกฎหมายของเมือง “โกสุมภิไสย์” ประกอบ กฎหมาย “หลักไชย” และกฎหมาย “ตราสามดวง”

– กฎหมายหลักไชย ปรากฎหลักฐานมีบันทึกมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีลักษณะคล้ายกฎหมายจารีตประเพณี

– กฎหมายตราสามดวง นำมาใช้ยุคปฏิรูปการเมืองการปกครอง

กฎหมายลักษณะพยาน เอกสารเมืองโกสุมพิสัย ยังว่ากล่าวในส่วนของกฎหมายลักษณะ “อุตริพยาน” คือ พยานที่รับฟังเป็นพยานไม่ได้ ประกอบด้วย

  1. พี่น้องญาติของกันเอง
  2. คนง้อยเปลี้ยเสียขาเดินไม่ได้
  3. คนตาบอด คนหูหนวก

การอ้าง “บุคคล” เป็นพยานในคดี “วิวาท” กัน

  1. วิวาทกันที่ไหน ให้คนที่นั้นเป็นพยาน
  2. บิดามารดาวิวาทกัน ให้อ้างบุตรเป็นพยาน
  3. บุตรวิวาทกัน ให้อ้างบิดามารดาเป็นพยาน
  4. เมียน้อยกับเมียหลวงวิวาทกัน จะอ้างผัวเป็นพยานไม่ได้ เพราะเหตุหลง
  5. ลูกความทะเลาะกันในโรงศาล ให้อ้างตุลาการเป็นพยาน
  6. วิวาทในที่ทำบุญ ให้อ้างคนที่ทำบุญฟังธรรมเป็นพยาน

นอกจากนี้ยังปรากฎเอกสารที่ว่าด้วย “การติง(อ้าง)พยาน” ต่อหน้าสุภากระลาการ เอกสารว่าด้วย “การคัดค้านพยาน” ต่อหน้าสุภากระลาการ เอกสารที่ว่าด้วย “คำพิพากษา” เอกสารที่ว่าด้วย “การยื่นอุทธรณ์” ต่อเจ้าเมืองตามบทพระอัยการ

เมื่อการนำเสนอเอกสารดังกล่าวจบ เข้าสู่กระบวนการวิพากษ์ โดย รศ.วุฒิชัย มูลศิลป์ วิพากษ์ดังนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม คือ เอกสารควรจะเป็นของที่ไหน ส่วนใด เบื้องแรก เมืองโกสุมพิสัยตั้งเมื่อ พ.ศ. 2425 เนื้อหาในเอกสารกล่าวช่วง พ.ศ. 2441 – 2443 ในช่วง พ.ศ. 2441 มีการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง คือ การปกครองส่วนกลาง ควบคุมหัวเมืองท้องถิ่นมากขึ้น พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป ปรากฎ พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ 2440 มีการเปลี่ยนชื่อ เมืองใหญ่ ยังคงเรียกเมือง เมืองเล็กเรียก ตำบล หมู่บ้าน แทน (อย่างโกสุมพิสัย เป็น อำเภอ)

เมืองโกสุมพิสัยพึ่งตั้งใหม่ ความรู้ทางกฎหมายยังไม่มาก ตัวเอกสาร คือ การคัดลอกกฎหมายมาให้เจ้าเมือง จากเวรนายครวญ อยู่ในมหาดไทย ศักดินา 200 ไร่ นายครวญเป็นผู้ดูแลคัดลอกกฎหมายสำคัญ ๆ ส่งหัวเมือง (เปลี่ยนจากเมือง เป็น จังหวัด สมัยรัชกาลที่ 6) ตัวอย่าง ที่จะบอกว่าเป็นการคัดลอกข้อกฎหมายส่งให้แก่หัวเมืองที่ชัดเจนในเอกสารคือ การกล่าวถึงคดี ต่าง ๆ ในตัวเอกสาร และคดีเหล่านั้นจะเกิดขึ้นวันเดียวกันเวลาเดียวกันเป็นไปไม่ได้ น่าจะเป็นการยกตัวอย่างคดีความ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้เป็นตัวอย่างให้เกิดความเข้าใจ นอกจากนี้ตัวบทกฎหมายที่ปรากฎมาจากการคัดลอกทั้งหมด คาดว่าคัดลอกมากจากฎหมายตราสามดวง และสิ่งที่แสดงว่าน่าจะเป็นการคัดลอกกฎหมาย จากกฎหมายส่วนกลางคือ ปรากฎลายมือ หลายลายมือ ในเอกสารชุดนี้ คาดว่าเป็นการคัดลอกเอกสารจากส่วนกลาง ส่งหัวเมือง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำเรื่องการกรอกแบบกรอกข้อความ เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ อาจจะต้องมีการปรับปรุง หากจะเสนอขอ

เวลา 10.45 น. การอภิปรายวิพากษ์การกรอกแบบกรอกข้อความ เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารจดหมายเหตุมรดกความทรงจำ เรื่อง สมุดจดความจำ ของศาสนาจารย์พ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ ผู้เสนอคือ นายชัยยศ ชัยนิลพันธ์ และ ผู้วิพากษ์ คือ นางสาวอรวรรณ ทรัพย์พลอย

นางสาวอรวรรณ ทรัพย์พลอย (ลำดับที่ 1 นับจากซ้ายไปขวา) นายชัยยศ ชัยนิลพันธ์ (ลำดับที่ 3 นับจากซ้ายไปขวา)

เริ่มต้นการอธิบายถึงสมุดจดความจำของศาสนาจารย์พ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ เป็นสมุดบันทึกเหตุการณ์รายวันของศาสนาจารย์พ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ มีการบันทึกเรื่องราวในแต่ละวันในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งมีอยู่จำนวนหลายเล่มด้วยกัน แต่เล่มที่จะนำมาขอขึ้นทะเบียนฯ คือเล่มที่บันทึกเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในจังหวัดเชียงใหม่  การจดบันทึกเรื่องราวอยู่ในช่วงวันที่ 29 กันยายน 2485 ถึง 26 เมษายน 2489 มีทั้งหมด 375 หน้า แต่ไม่ได้ทำการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยจดบันทึกเรื่องราวที่สำคัญ ๆ ในเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการจดบันทึกด้วยลายมือ เป็นภาษาไทย มีเพียงเล็กน้อยที่เป็นภาษาอังกฤษ

ความโดนเด่นของเอกสารชิ้นนี้ เป็นการบันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดเชียงใหม่ และโบสถ์คริตจักรแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เรื่องชาวต่างด้าวในเมืองเชียงใหม่ต้องเข้ารายงานตัวต่อกองทัพญี่ปุ่น เรื่องการถูกกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรบินมาตรวจการณ์และทิ้งระเบิด การโจมตีรายวัน สภาพเศรษฐกิจเวลานั้นเป็นอย่างไร โดยแสดงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในเวลาดังกล่าว ฯลฯ

ศาสนาจารย์พ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์

สมุดจดความจำของศาสนาจารย์พ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์

ตัวอย่าง บันทึกเหตุการณ์เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดเชียงใหม่ และโบสถ์คริสตจักรที่หนึ่งเชียงใหม่

ตัวอย่าง บันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดเมืองเชียงใหม่

และ ชาวต่างด้าวในเชียงใหม่ต้องเข้ารายงานตัวต่อกองทัพญี่ปุ่น

ตัวอย่าง บันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดเมืองเชียงใหม่

ถูกกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรบินมาตรวจการณ์และทิ้งระเบิดโจมตีรายวัน

ตัวอย่าง บันทึกเหตุการณ์ยึดเมืองเชียงใหม่ สภาพเศรษฐกิจเวลานั้นเป็นอย่างไร โดยแสดงราคาสินค้าอุปโภค บริโภค

ต่อมา นางสาวอรวรรณ ทรัพย์พลอย เริ่มทำการวิพากษ์ การกรอกแบบกรอกข้อความ เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ ชุดเอกสาร สมุดจดความทรงจำ ของศาสนาจารย์พ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ โดยกล่าวว่าเอกสารชุดนี้เป็นประโยชน์ในเชิงประวัติศาสตร์ และน่าจะเสนอเป็นชุดเอกสารทั้งหมดมากกว่ากันตัดเสนอขอขึ้นทะเบียนฯ เฉพาะเอกสารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะน่าจะได้ข้อมูลในประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจ และอาจจะยังไม่มีปรากฎในปัจจุบัน เช่น เรื่องศาสนาคริสต์ในล้านนาช่วงแรก ๆ เพราะศาสนาคริสตร์เข้ามาสู่ล้านนาในช่วงปลายรัชกาลที่ 4  และรุ่งเรืองในล้านนา ปลายรัชกาลที่ 5 ที่ให้อิสระกับประชาชนในการนับถือศาสนา รวมถึงประวัติศาสตร์การทำหนังสือพิมพ์เจริญเมือง เนื่องจากว่า ประวัติของ ศาสนาจารย์พ่อเลี้ยงเมืองใจ ชัยนิลพันธ์ที่อธิบายข้างต้น เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2430 เคยทำงานด้านการสาธารณสุขกับโรงพยาบาลอเมริกันมิชชั่น (American Mission Hospital) เคยทำงานด้านโรงพิมพ์ รับพิมพ์งานต่าง ๆ เช่น วรรณกรรมล้านนา  พิมพ์บทเพลงสวด  ข้อพระคัมภีร์  หนังสือปีใหม่ทั้งอักษรไทยและอักษรล้านนา  เมื่อครอบครัวคอลลินด์ย้ายกลับอเมริกา  ท่านก็ได้ซื้อกิจการของโรงพิมพ์ต่อจากแม่ครูคอลลินด์ (Mrs.Collins) และบริหารงานของโรงพิมพ์ด้วยตัวเอง

พ่อเลี้ยงเมืองใจ ได้รับการสถาปนาจากคณะเพรสไบทีเรียน มิชชันนารีอเมริกันที่ทำงานในประเทศไทยเวลานั้น ให้เป็นศาสนาจารย์  ในปี พ.ศ. 2494 หลังจากที่สร้างโบสถ์หลังที่สองให้คริสตจักรพระพรชัย  ได้รับการคัดเลือกให้เป็นประธานคริสตจักรภาคที่หนึ่งสองสมัย ปี พ.ศ.2480 – 2481 และ ปี พ.ศ. 2483 – 2484  ดูแลโบสถ์คริสตจักรจังหวัดเชียงใหม่ – ลำพูน – แม่ฮ่องสอน – เชียงราย

นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้กำเนิดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรุ่นแรกของจังหวัดเชียงใหม่หลายฉบับ  จนต้องย้ายสถานที่ของโรงพิมพ์บ่อยครั้งเพราะความคับแคบ ในปี พ.ศ. 2467 ย้ายข้ามแม่น้ำปิงไปเชิงสะพานนวรัฐ ฝั่งทิศตะวันออกที่หัวถนนถนนเจริญเมือง เชิงสะพานนวรัฐ และตั้งชื่อโรงพิมพ์ว่า โรงพิมพ์เจริญเมือง เพิ่มการพิมพ์อักษรล้านนาลงในใบลานสำหรับพระภิกษุแทนการจารด้วยเหล็ก  และมีผู้ที่ต้องการให้จัดพิมพ์วรรณกรรมล้านนาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก พ่อเลี้ยงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2512 รวมอายุได้ 82 ปี ณ โรงพยาบาลแมคคอร์มิคด้วยเส้นเลือดแตกในสมอง

ดังนั้น จากประวัติข้างต้นหากนำเอกสารทั้งชุด นำเสนอเพื่อขึ้นทะเบียนฯ จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา เรื่องราวเกี่ยวกับจังหวัดเชียงใหม่ การพิมพ์ การหนังสือพิมพ์ รวมถึงศาสนาคริสต์ในเชียงใหม่เป็นอย่างดี จะได้การบอกเล่าประวัติศาสตร์สังคมที่น่าสนใจ มากกว่าประวัติศาสตร์สงคราม เพียงอย่างเดียว

เวลา 13.15 น. การอภิปรายวิพากษ์การกรอกแบบกรอกข้อความ เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ เรื่อง ฟิล์มภาพยนตร์ เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก ผู้นำเสนอคือ นางสาวชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และผู้วิพากษ์คือ ดร.ม.ร.ว.รุจยา อาภากร

นางสาวชลิดา เอื้อบำรุงจิต (ซ้าย) และ ดร.ม.ร.ว.รุจยา อาภากร (ขวา)

สำหรับภาพยนตร์ เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก (The King of the White Elephant) เป็นภาพยนตร์ไทยขาวดำ ในระบบ 35 มม.บันทึกเสียงขณะถ่ายทำเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2483 เพื่อส่งไปประกวดรางวัลสันติภาพเพื่อรางวัลโนเบิล (Noble Prize for Peace) ที่สหรัฐอเมริกา ออกฉายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2484 โดยฉายรอบปฐมทัศน์พร้อมกันที่ ศาลาเฉลิมกรุง สิงคโปร์ และ นิวยอร์ก อำนวยการสร้างและเขียนบทโดย นายปรีดี พนมยงค์ (ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีหลวงพิบูลสงคราม) กำกับโดย สันธ์ วสุธา และ กำกับภาพ โดย ประสาท สุขุม ดนตรีประกอบ โดย พระเจนดุริยางค์ ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็น ภาพยนตร์ไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงเรื่องเดียวที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ยังเป็นการส่งสารเรื่องสันติภาพไปสู่นานาชาติในช่วงเวลาที่โลกกำลังเข้าสู่สงคราม ทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่รวมสุดยอดในด้านการสร้างภาพยนตร์ นับเป็นภาพยนต์ที่ถ่ายช้างที่สวยที่สุด

ปรีดี พนมยงค์ (ดูการถ่ายทำ)

ตัวอย่าง การถ่ายทำช้างที่สวยที่สุด

ภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก เป็นเรื่องราวสงครามระหว่างเจ้ากรุงอโยธยา กับ เจ้ากรุงหงสาวดี ที่เกิดขึ้นจากความโลภของกษัตริย์เพียงองค์เดียวทำให้เดือดร้อนไพร่ฟ้าทั้งแผ่นดิน โดยเนื้อเรื่องมีการเปรียบเทียบพระปรีชาสามารถของกษัตริย์กรุงอโยธยา กับ กษัตริย์กรุงหงสาวดี (ได้รับชมภาพยนตร์บางช่วงบางตอนด้วย) โดยการขอขึ้นทะเบียนครั้งนี้ เป็นการขอขึ้นทะเบียนฟิล์ม ภาพยนตร์ เป็นมรดกความทรงจำแห่งชาติ

ดร.ม.ร.ว.รุจยา อาภากร ได้วิพากษ์ ไว้ดังนี้ การขอขึ้นทะเบียนเอกสารชุดนี้ ในด้านเทคนิคภาพยนตร์ เป็นการถ่ายทำที่ดี เรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นที่น่าเป็นกังวล คือ เนื้อเรื่องในภาพยนตร์ที่ปัจจุบันมีความละเอียดอ่อนในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระหว่างไทยกับพม่า เนื่องจากเนื้อเรื่องอาจให้ภาพของกษัตริย์พม่าในทางไม่เหมาะสมนัก ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากในปัจจุบัน อาจส่งผลในภายหลังได้หากมีการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งชาติ

การประชุมสัมมนา เรื่อง การจัดทำทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ปิดการประชุมโดย ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น.

การปิดการประชุม นางสาวขนิษฐา วงศ์พานิช ดร.ม.ร.ว.รุจยา อาภากร

ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร และ ดร.ประจักษ์ วัฒนานุสิทธิ์ (ลำดับจากซ้ายไปขวา)

วันที่ 21 ธันวาคม 2561 วันสุดท้ายของการร่วมสัมมนาเป็นการเดินทางเยี่ยมชม สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดลพบุรี ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน โดยเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พลเอกพหลพลพยุหเสนา อาคารอนุสรณ์สถาน จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ วัดไลย์ (เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วัดไลย์)

การเยี่ยมชมที่แรก คือ พิพิธภัณฑ์พลเอกพหลพลพยุหเสนา ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 อาคารด้วยกัน คือ อาคารบ้านพัก และ อาคารอนุสรณ์ 111 ปี ฯพณฯ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (29 มีนาคม 2541) ในส่วนอาคารบ้านพัก เป็นอาคารบ้านพักนายทหารสัญญาบัตรหมายเลข 1/16 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนามาพักอาศัย โดยทางศูนย์การทหารปืนใหญ่ ได้เก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์ ภายในอาคารบ้านพักรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ให้เหมือนกับสมัยที่พลเอกพระยาพหลฯ ยังมีชีวิต ทั้งรูปปั้น ธงแม่ทัพใหญ่ เครื่องหมาย เครื่องแต่งกาย ตู้เสื้อผ้า รูปภาพ ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องรับรอง และห้องครัว

อาคารบ้านพักนายทหารสัญญาบัตรหมายเลข 1/16

ซึ่งเคยเป็นบ้านพักของพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนามาพักอาศัย

อาคารอนุสรณ์ 111 ปี ฯพณฯ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (29 มีนาคม 2541) เป็นส่วนการจัดแสดงประวัติและผลงานของพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เหตุการณ์สำคัญ ครอบครัว การศึกษา การเมือง การทหาร การต่างประเทศ ผ่านการจัดแสดงวัตถุ ภาพต่าง ๆ ภายในอาคารหลังดังกล่าว

อาคารอนุสรณ์ 111 ปี ฯพณฯ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (29 มีนาคม 2541)

การเยี่ยมชม อาคารอนุสรณ์สถาน จอมพล ป. พิบูลสงคราม เกิดขึ้นจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง “ห้องพิบูลสงครามอนุสรณ์” ในพิพิธภัณฑ์ศูนย์กลางทหารปืนใหญ่ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2519 ระหว่างนั้น พิพิธภัณฑ์ศูนย์กลางทหารปืนใหญ่ได้ทำการสืบค้น รวบรวม ประวัติและสิ่งของเครื่องใช้ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นลำดับ เช่น รูปปั้นปูนพลาสเตอร์ขนาดเท่าตัวจริง เป็นต้น ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน 2521 ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้เดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศูนย์กลางทหารปืนใหญ่ ซึ่งเคยเป็นที่พำนักหลบภัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเวลาหลายครั้ง และเมื่อทราบว่าทางพิพิธภัณฑ์ฯ มีเจตนารมณ์ที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านผู้หญิงจึงยินดีให้การสนับสนุน โดยมอบเงินจำนวน 100,000 บาท เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2521 สมทบทุนร่วมกับหน่วยงานทหารปืนใหญ่ทั่วประเทศ

กระทั่ง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2522 ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้กลับมาเยี่ยมชม “ห้องพิบูลสงครามอนุสรณ์” ซึ่งดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่ยังขาดสิ่งของจัดแสดงอีกเป็นจำนวนมาก ท่านจึงได้มอบสิ่งของจัดแสดงให้เพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง ต่อมาใน พ.ศ. 2543 “ห้องพิบูลสงครามอนุสรณ์” ได้รับการปรับปรุงอีกครั้ง โดยใช้บ้านพักนายทหารสัญญาบัตร 59 สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2481 ซึ่งเคยใช้เป็นบ้านพักของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ “อนุสรณ์สถาน จอมพล ป. พิบูลสงคราม” แห่งนี้ และภายหลังได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2555 ในโอกาสฉลองครบรอบ 115 ปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม

อาคารอนุสรณ์สถาน จอมพล ป. พิบูลสงคราม

ช่วงบ่ายของวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ได้เดินทางเยี่ยมชมสถานที่สุดท้าย คือ วัดไลย์ วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณริมน้ำบางขาม ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี สร้างเมื่อสมัยก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา ที่วัดมีรูปหล่อเรียกว่า “พระศรีอริยะ” (พระศรีอาริย์) ประชาชนเคารพนับถือมาก มีโบราณสถานที่สำคัญ คือ วิหารเก้าห้อง มีลายปูนปั้น ที่หน้าบันและผนังเป็นเรื่องทศชาติและปฐมสมโพธิ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น และได้รับการบูรณะในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดไลย์ถูกไฟไหม้ วิหารพระศรีอาริย์ชำรุดไป จึงโปรดฯ ให้ทำการบูรณะใหม่ กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2479

วัดไลย์

สำหรับในส่วนของพิพิธภัณฑ์สถานวัดไลย์ เป็นอาคารขนาดใหญ่ 2 ชั้น โดยพระครูสุพุทธิสุนทร (หลวงพ่อเล็ก) เจ้าอาวาสวัดไลย์ พ.ศ. 2472 – 2487 เป็นผู้ริเริ่มรวบรวมสิ่งของและโบราณวัตถุต่าง ๆ โดยจัดแสดงไว้ที่หอประชุมสงฆ์ของวัดไลย์ก่อน จากนั้นพระครูสถิตบุญญาภิสันท์เจ้าอาวาสวัดไลย์ พ.ศ. 2521 – 2530 จึงเริ่มสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์หลังปัจจุบันขึ้นมา และนำสิ่งของเข้ามาจัดแสดง แต่ก็ยังจัดสิ่งของและคำอธิบายได้ไม่ถูกต้องนัก ต่อมาพระครูวิลาศพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดไลย์ จึงร่วมกับนายพิชัย วงษ์สุวรรณ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา พระนครศรีอยุธยา (ในขณะนั้น) ปรับปรุงการจัดแสดงโบราณวัตถุและสิ่งของต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบและเป็นหมวดหมู่ประกอบคำอธิบายอย่างเป็นรูปแบบ เมื่อ พ.ศ. 2540

พิพิธภัณภัณฑ์แห่งนี้เมื่อเปิดอย่างเป็นทางการ ได้ต้อนรับพระบรมวงศานุวงศ์คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เสด็จมาชมโบราณสถานและศิลปวัตถุที่วัดไลย์ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2534 มีลายพระหัตถ์ในสมุดเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเยี่ยมชม เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2536

ชั้นแรกของอาคาร จัดแสดงเครื่องเรือนฝังมุกชุดใหญ่  ตู้เงินเหรียญโบราณต่าง ๆ พดด้วง เครื่องเงินมีทั้งกล้องสูบยา กล้องสูบฝิ่น และกล่องทำจากเงิน ที่ฝาผนังด้านนี้มีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสด็จประพาสมาที่วัดไลย์ มีภาพชาวบ้านที่มารับเสด็จ และภาพสะพานไม้ไผ่หน้าวัดด้านที่ติดกับแม่น้ำบางขาม แสดงภาพของวัดและผู้คนในอดีต เครื่องปั้นดินเผายุคต่าง ๆ ตุ๊กตาเสียกบาลยุคอยุธยา เครื่องเคลือบจากเตาเผาเชียงใหม่ จานเชิงเขียนสี ตู้กระเบื้องเขียนสีเบญจรงค์ที่สวยงามเข้าชุด ตู้จัดแสดงเครื่องกระเบื้องลายครามที่สวยงาม และตุ๊กตากระเบื้อง ตู้จัดแสดงผ้าโบราณ และวงปี่พาทย์วัดไลย์

ชั้นที่สอง จัดแสดงตู้พระธรรมลายรดน้ำที่สวยงาม และคัมภีร์สมุดข่อยหลายเล่ม และพระพุทธรูปโบราณทั้งโลหะ และ เป็นหินแกะสลัก  และเครื่องทองเหลืองอีกมากขันสาครทำน้ำมนต์ใบใหญ่ เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์สถานวัดไลย์

สำหรับโครงการนี้นับเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ที่สนใจ คือแนะนำมุมมองการเสนอมรดกภูมิปัญญาต่าง ๆ และความเข้าใจในการกรอบแบบกรอกเพื่อขอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งชาติได้ชัดเจนขึ้น ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงกลุ่มคนที่มีหน้าที่ดูแลมรดกภูมิปัญญาต่าง ๆ เริ่มดำเนินการนำวัตถุ หรือเอกสารต่าง ๆ ที่อยู่ในการดูแลมาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งชาติให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และยังสามารถส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาค้นคว้า ด้านมรดกภูมิปัญญาไทยอย่างกว้างขวางต่อไป อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพูนความรู้แก่ผู้ร่วมประชุมทั้งในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ภาษาศาสตร์ ฯลฯ อีกด้วย

ที่มาภาพ

ขอบคุณภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร

———————————————————-

นางสาวปัญจวัลย์ ชาวดง

นักจดหมายเหตุ

งานบริหารจดหมายเหตุ ฝ่ายจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์

หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล

ผู้เขียน


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019