ระดมสมอง “โครงการพัฒนาการจัดการข้อมูลผลการวิจัยในคลังสารสนเทศดิจิทัลให้เป็นมาตรฐานระดับชาติ”


การประชุมระดมสมอง
“โครงการพัฒนาการจัดการข้อมูลผลการวิจัยใน
คลังสารสนเทศดิจิทัลให้เป็นมาตรฐานระดับชาติ”

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการจัดประชุมกลุ่มเพื่อระดมสมองใน “โครงการพัฒนาการจัดการข้อมูลผลการวิจัยในคลังสารสนเทศดิจิทัลให้เป็นมาตรฐานระดับชาติ” ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคารสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.), 11 มหาวิทยาลัย และ 10 หน่วยงานวิจัยระดับชาติ เพื่อดำเนินการเตรียมพร้อมในการจัดการข้อมูลวิจัยในคลังสารสนเทศวิจัยให้เป็นมาตรฐานสากล โดยการประชุมกลุ่มครั้งนี้ดำเนินการมาถึง Step 3 เพื่อสรุปผลการสัมภาษณ์และประเมินตนเองในคลังสารสารเทศดิจิทัลของ 11 มหาวิทยาลัย และ 10 หน่วยงานวิจัยระดับชาติ

โดยการเข้าร่วมประชุมกลุ่มครั้งนี้ คุณสาวิตรี บุญปาลิต หัวหน้างานเผยแพร่ผลงานวิชาการของมหาวิทยาลัย, คุณชญานิษฐ์ นิยม บรรณารักษ์ และ คุณวนาพล แช่มสุขี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ เป็นตัวแทนจากหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดลเข้าร่วมประชุมดังกล่าว โดยช่วงแรกได้รับการต้อบรับจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมสัมมนา และชี้แจงถึงที่มาและความสำคัญของการจัดการข้อมูลผลการวิจัยในคลังสารสนเทศดิจิทัล เพื่อเป็นมาตรฐานของประเทศ และ รศ.ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นผู้ดำเนินการประชุมครั้งนี้

 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง 
รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

รศ.ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน 
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

โดยการประชุมระดมสมองครั้งนี้ ได้เริ่มต้นด้วยการรายงานผลการดำเนินงานในคลังสารสนเทศดิจิทัลของ 3 มหาวิทยาลัยตัวอย่าง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  • กระบวนการจัดการข้อมูลวิทยานิพนธ์ตามมาตรฐาน : กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

     

     

     

    โดย รศ. ดร.อมร เพชรสม ผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แนะนำให้ผู้เข้าฟังรู้จักถึงการทำงานของ “ระบบการเขียนวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์” หรือ CU E-Thesis (คู่มือตามลิ้งค์) ซึ่งเป็นระบบที่เอื้ออำนวยให้นิสิตระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สามารถจัดส่งวิทยานิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ได้รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น โดยมีรูปแบบวิทยานิพนธ์หรือ Format ที่สำเร็จรูปพร้อมใช้งาน อีกทั้งยังลดความยุ่งยากในการจัดการของบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งสามารถตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าของวิทยานิพนธ์ระหว่างนิสิตและอาจารย์ที่ปรึกษาถึงแม้จะไม่ได้พบกันก็ตาม

    รศ. ดร.อมร เพชรสม 
    ผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    อีกทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้พัฒนา “ระบบอักขราวิสุทธิ์ (Akarawisut)”  ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและป้องกันการลักลอกผลงานทางวิชาการ ซึ่งอักขราวิสุทธิ์ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกับการทำงานของระบบ Turn it in แต่แตกต่างกันที่อักขราวิสุทธิ์สามารถตรวจสอบผลงานวิชาการที่เป็นภาษาไทยได้ โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ สารนิพนธ์ วารสารทางวิชาการ และรายงานวิจัย ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมไปถึงบทความจากเว็บไซต์วิกิพีเดีย ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์จากมหาวิทยาลัยที่ร่วมลงนามความร่วมมือฯ และฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ลดความคลาดเคลื่อนของภาษาในการตรวจสอบการลักลอบผลงานได้ รวมทั้งสามารถใช้ได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐกว่า 100 แห่ง ได้นำระบบนี้ไปใช้งานแล้วอีกด้วย 

    เมื่อนิสิตทำวิทยานิพนธ์เสร็จสิ้นเรียบร้อย ผลงานดังกล่าวจะถูกจัดเก็บในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล เข้าสู่ คลังปัญญาจุฬาฯ เพื่อประเทศไทย (CUIR)ในขณะที่วิทยานิพนธ์ที่ยังคงเป็นรูปแบบตัวเล่มและยังไม่ได้เข้าสู่ระบบ CU E-Thesis จะถูกเปลี่ยนแปลงทรัพยากรเป็นรูปแบบดิจิทัล เช่น การสแกนจากสิ่งพิมพ์ แปลงไฟล์จากซีดี เป็นต้น ซึ่งการทำงานทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือระหว่างบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [หอสมุดกลาง] และ สำนักงานการทะเบียน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้นิสิต คณาจารย์ รวมถึงผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด..

     

 

  • คลังความรู้และฐานข้อมูลงานวิจัยด้านเกษตร : กรณีศึกษามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์
    ดร.อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ
    ผู้ช่วยอธิการบดี ได้เล่าถึงที่มาที่ไปของคลังความรู้และฐานข้อมูลงานวิจัยด้านเกษตร สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการเกษตร มีคณาจารย์และบุคลากรที่มีผลิตผลงานด้านการเกษตรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวนมาก สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์สนเทศทางการเกษตรแห่งชาติ ร่วมกับหน่วยงานความร่วมมือในเครือข่ายสารสนเทศเกษตรไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเกษตรของประเทศไทย 

 

 

ในชื่อ “คลังความรู้ดิจิทัลด้านการเกษตร ทั้งในรูปแบบหนังสือ, E-Book, ผลงานวิจัย, การประชุมวิชาการ และอื่นๆในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล ซึ่งจัดหมวดของข้อมูลตามสาขาวิชาการด้านการเกษตร เพื่อง่ายต่อผู้ใช้งาน อีกทั้งยังพัฒนาระบบให้ผู้วิจัยสามารถเข้าใช้งานและเป็นผู้จัดเก็บข้อมูลต่างๆได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังได้มีการรวบรวมฐานข้อมูลด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้อง เช่น ฐานข้อมูลควาย, ฐานข้อมูลงานวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่าง, ฐานข้อมูลงานวิจัยอ้อย, ฐานข้อมูลหนังสือเกษตรไทย (ระบบห้องสมุดเปิดเผยรหัส KOHA), ฐานข้อมูลอรรถาภิธานศัพท์เกษตรไทย, ฐานข้อมูลเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ และฐานข้อมูลสารสนเทศทางอาหาร (http://www.lib.ku.ac.th/web/index.php/all-database/202-s-databases)

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนคลังความรู้ของประเทศ จำเป็นต้องชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของคลัง และมีการกำหนดเป็นนโยบายระดับชาติ รวมทั้งการมีส่วนร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย หอสมุดของมหาวิทยาลัย และเจ้าหน้าที่ประสานงานทุกฝ่าย โดย ดร.อารีย์ ได้แนะนำให้ผู้เข้าฟังรู้จักกับมาตรฐานระดับสากลของคลังความรู้ดิจิทัลด้านการเกษตร ได้แก่

Global Open Data for Agriculture and Nutrition หรือ GODAN
Coherence in Information for Agricultural Research for Development หรือ CIARD
Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO

ดร.อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การปฎิบัติตามมาตรฐานสากลเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในการทำงานไป แต่มาตรฐานยังคงเหมือนเดิม…

  • นวัตกรรมการจัดการข้อมูลผลการวิจัย : กรณีศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    คุณปราชญ์ สงวนศักดิ์ จากสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้พัฒนาระบบ ได้บอกเล่าเรื่องราวของการใช้นวัตกรรมเพื่อการจัดการข้อมูลผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อประโยชน์ในการนำไปวิเคราะห์ภาพรวมของผลงานวิชาการ นำไปสู่การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับสากล

     

     

     

     


                                                                 คุณปราชญ์ สงวนศักดิ์
                                                      สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดยเริ่มต้นจากสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่สนับสนุนการวิจัย ได้พัฒนานวัตกรรม โดยการใช้ข้อมูล API  เพืิ่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลผลงานวิจัย และรวบรวมผลงานวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่ในฐานข้อมูลสากลของมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกแบบอัตโนมัติ และนำข้อมูลผลงานวิชาการเหล่านั้นมาวิเคราะห์ เพื่อรายงานผลสมรรถนะของมหาวิทยาลัยในแต่ละด้าน พร้อมเทียบเคียงกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ โดยรายงานผลด้วยเทคนิค OLAP cube ที่นำข้อมูลมาจำลองในโครงสร้างลูกบาศก์ 3 มิติ ให้ผลการวิเคราะห์ที่สามารถพิจารณาได้หลายมุมมอง เช่น มหาวิทยาลัย, จำนวนบทความที่ถูกตีพิมพ์, Subject Area, ปีพ.ศ., จำนวนการอ้างอิงผลงาน เป็นต้น


                                                           การทำงานของ OLAP cube

                                                                ที่มา : ปราชญ์ (2559) 

เมื่อได้ข้อมูลผลการวิเคราะห์จาก Olap cube เรียบร้อย สามารถนำผลการวิเคราะห์ดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อหา SWOT Analysis ของมหาวิทยาลัย พิจารณาสภาพแวดล้อมและศักยภาพของมหาวิทยาลัย เพื่อการวางแผนการพัฒนาผลงานวิชาการของมหาวิทยาลัย รวมทั้งยังสามารถรายงานผลตาม Author Report เป็นรายบุคคล เพื่อพิจารณาตามความเชี่ยวชาญในแต่ละ Subject Area ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังได้พัฒนาและจัดทำ CMUIR  ที่รวบรวมผลงานทุกชนิดของบุคลากรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีในสำนักหอสมุด สามารถค้นหาหนังสือได้ด้วยเลข ISBN ซึ่ง CMUIR ถูกพัฒนา Agile Methodology เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นระบบได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย…

 

ช่วงต่อมา รศ.ดร.น้ำทิพย์ และคณะนักวิจัย ได้นำผู้เข้าร่วมประชุมเข้าสู่ ช่วงรายงานผลประเมินตนเองของคลังสารสนเทศดิจิทัล จากสถาบันการศึกษา 11 แห่ง และหน่วยงานวิจัยระดับชาติ 10 แห่ง เมื่อพิจารณาถึงข้อมูลเบื้องต้นในกลุ่มสถาบันการศึกษา พบว่า  ส่วนใหญ่สถาบันการศึกษาใช้ DSpace เป็นระบบหลักในการทำงานของคลังสารสนเทศดิจิทัล มีผลงานรวมระหว่าง 200-43,000 ผลงาน โดยผลการประเมินตนเองของสถาบันการศึกษา พบว่า มีจุดแข็งที่สำคัญ คือ การจำกัดสิทธิ์การเข้าใช้คลังฯ สำหรับจุดอ่อนที่สำคัญ คือ การวางแผนและสงวนรักษาข้อมูล สำหรับข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่มหน่วยงานวิจัยระดับชาติ พบว่า ส่วนใหญ่หน่วยงานระดับชาติใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นเองเป็นระบบหลักของคลังสารสนเทศดิจิทัล มีผลงานรวมระหว่าง 52-234,000 ผลงาน โดยผลการประเมินตนเองของหน่วยงานวิจัยระดับชาติ พบว่า มีจุดแข็งที่สำคัญ คือ มีการใช้เทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยของผลการประเมินตนเองของหน่วยงานวิจัยระดับชาติ มีค่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับสถาบันการศึกษา

คุณชาตรี วงษ์แก้ว
นักวิจัย

ในการระดมสมองครั้งนี้ ทำให้ได้ข้อคิดเห็นว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะสามารถพัฒนาการจัดการข้อมูลวิจัยได้ โดยเริ่มต้นทำให้การสงวนรักษาทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลเป็นสิ่งที่สำคัญ มีการประเมินความพร้อมของหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน มีบุคลากรที่รับผิดชอบหน้าที่ส่วนนี้โดยตรง รวมทั้งการกำหนดกรอบนโยบายและการจัดการด้านลิขสิทธิ์การเผยแพร่ข้อมูลและผลการวิจัยที่ชัดเจน

เมื่อสามารถจัดการในส่วนต้นน้ำก่อนนำผลการวิจัยเข้าสู่คลังสารสนเทศดิจิทัลได้แล้ว รูปแบบของข้อมูลที่จะเข้าสู่คลังฯเป็นสิ่งที่สำคัญ มีระบบการทำงานที่เอื้อต่อการไหลของข้อมูลในระบบ ต้องมั่นใจได้ว่าเป็นข้อมูลวิจัยที่ถูกต้อง มีการจัดการเมตาดาตาที่มีรายละเอียดตรงตามมาตรฐาน ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านตัวบ่งชี้ถาวรของทรัพยากรเช่น DOI URI Handle เป็นต้น

และสุดท้าย มีการกำหนดการวางแผนจัดการรักษาข้อมูลวิจัยในแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน พร้อมทั้งกำหนดขั้นตอนการจัดการความเสี่ยงจะเกิดขึ้นกับข้อมูลวิจัย มีแนวปฎิบัติในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และมีผู้รับผิดชอบชัดเจน จะทำให้ประเทศไทยมีระบบการจัดการข้อมูลที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องเกิดจากความร่วมมือของนักวิจัยเอง หน่วยงานหรือองค์กรที่ให้เงินทุนสำหรับงานวิจัย และหอสมุดหรือแหล่งเผยแพร่ผลงานเช่นกัน 

ผู้เขียน : ชญานิษฐ์ นิยม ตำแหน่ง บรรณารักษ์ งานเผยแพร่ผลงานวิชาการของมหาวิทยาลัย ฝ่ายคลังความรู้ หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล



Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019