กลับบ้านที่เมืองจีน


สวัสดีพี่น้องชาวหอสมุดฯ และเพื่อน ๆ ทุกท่านครับ วันนี้เจจะมานำเสนอเรื่องราวที่ได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองจีนมา เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านน่าจะมีเชื้อสายจีนกันไม่มากก็น้อย บ้านเดิมของบรรพชนของท่านที่เมืองจีน อาจจะเป็นคล้ายกับบ้านเดิมของต้นตระกูลของผม เลยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะนำทุกท่านไปชมด้วยกัน 

เริ่มต้นจากเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2561 เหล่าเจ็ก (น้องชายของคุณปู่) มาเที่ยวเมืองไทยกัน และได้ชวนไปงานแต่งงานหลาน ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับผมที่เมืองจีนกัน ทางญาติ ๆ ที่เมืองไทยก็ได้ตกลงไปร่วมกันรวม 9 คน และได้กำหนดการเดินทางไปยังเมือง โผวเล้ง(ผู่หนิง) จังหวัด กิ๊กเอี๊ย(เจี๋ยหยาง) มณฑล กวางตุ้ง(กว่างตง) ในวันที่ 2 มกราคม 2562 ในการเดินทางไปเมืองจีนในปัจจุบันสะดวกสบายมาก มีสายการบินต้นทุนต่ำบินไปในราคาไม่แพงมาก โดยเริ่มจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ไปลงท่าอากาศยานนานาชาติเจียหยางเฉาซาน (สนามบินซัวเถา) จากนั้นญาติที่เมืองจีนได้นำรถมารับไปยังบ้านเดิม ที่หมู่บ้าน ตังไซนั้ม(ตงซีหนาน) ตำบล วาตึ๊ง(หานถาง) เมือง โผวเล้ง(ผู่หนิง) โดยใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษเท่านั้น แต่ได้ฟีงอาโกว(คุณป้า) เล่าว่าเมื่อสามสี่สิบปีก่อนที่มาครั้งแรกนั้นเดินทางลำบากมาก ต้องนั่งเครื่องบินไปลงฮ่องกง ข้ามไปมาเก๊า แล้วถึงจะเข้าไปจีนแผ่นดินใหญ่ได้ จากซัวเถาเองกว่าจะไปถึงบ้านได้ต้องนั่งรถหลายชั่วโมง สะพานข้ามแม่น้ำก็ไม่มี ต้องลงแพขนานยนตร์หลายรอบ แถมแถวบ้านก็เป็นถนนดินลูกรังด้วย แต่ปัจจุบันมีทางด่วน มีสะพายข้ามแม่น้ำ ขับรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบาย ช่วงที่เดินทางไปอากาศกำลังน่าเที่ยว อุณหภูมิประมาณ 16-20 องศาเซลเซียส แต่มีฝนตกปรอย ๆ นิดหน่อยตลอดทริป  

สถานที่แรกที่ได้ไปคือบ้านที่อากงส่งเงินกลับมาสร้างตัวบ้านวางแผนผังแบบซีเตียมกิม (四点金) เป็นแผงผังสี่เหลี่ยมล้อมรอบลานกลางบ้าน แต่ละด้านมีห้องสำหรับใช้งานต่างๆ ตกแต่งด้วยศิลปะแบบหมิ่นหนาน ซึ่งเป็นศิลปะจีนทางตอนใต้ คนไทยเราจะคุ้นเคยกันเพราะสามารถเห็นได้ตามศาลเจ้าทั่วไปในประเทศไทย เมื่อเข้าประตูไปจะเป็นจะเป็นที่นั่งรับแขก มีโต๊ะสำหรับชงน้ำชาต้อนรับ ด้านซ้ายและขวาของตัวบ้านก็จะเป็นห้องเก็บของ ห้องครัวและห้องนอน ตรงกลางเป็นลานบ้านสำหรับทำกิจกรรมและซักล้าง รวมถึงทำกับข้าว อาคารด้านในสุดจะเป็นโต๊ะบูชาบรรพบุรุษ รวมถึงเป็นที่รับประทานอาหารกันด้วย 

เมื่อเดินทางไปถึงที่บ้านหลังจากทักทายกับญาติ ๆ กันเรียบร้อยแล้ว ญาติที่เมืองจีนก็นำทึงอี๊มาให้ญาติจากเมืองไทยได้ทานกัน เป็นขนมที่สื่อความหมายถึงความกลมเกลียวกันของครอบครัว เป็นขนมต้อนรับตามธรรมเนียมที่มีความหมายที่ดีมาก

ทึงอี๊

จากนั้นก็เริ่มเตรียมทำอาหารมื้อเย็นกัน ระหว่างนั้นก็ได้ออกไปเดินเล่นแถวบ้านกับเหล่าโกว (น้องสาวของคุณปู่) ไปเดินดูร้านขายปลา ร้านขายผัก และเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ จากโรงเรียนมัธยมแถวนั้นเลิกเรียนกันพอดี ทำให้ได้เห็นการจราจรที่พลุกพล่าน มีทั้งจักรยาน จักรยานไฟฟ้า และเด็ก ๆ ที่เดินเท้ากัน เหล่าโกวบอกว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียนประมาณ 4 พันคนเลยทีเดียว จากนั้นก็เดินกลับบ้าน ผ่านร้านรวงขายของชำและอื่น ๆ อีกมาก และได้เดินเล่นต่อในซอยแถวบ้าน ดูสถาพความเป็นอยู่ของชุมชนแถวนั้น ซึ่งตรงข้ามบ้านเองก็เป็นสวนผักที่คนในชุมชนมาปลูกร่วมกัน มีผักหลากหลายชนิดซึ่งก็เห็นมีในเมืองไทยด้วย แต่ขนาดนั้นใหญ่โตกว่าบ้านเราเยอะ ส่วนจะมีชนิดไหนบ้างขอละไว้ไม่กล่าวถึงเพราะไม่แน่ใจเรื่องชื่อทั้งในภาษาจีนและภาษาไทย

ระหว่างรอทำอาหารเหล่าเจ็กพาไปดูศาลบรรพชนของที่บ้านซึ่งมีอยู่สามศาลติดกัน ภายในมีป้ายบูชาบรรพชนแต่ละชั้นแต่ละสายต่างกันไป ที่เหล่าเจ็กพาเข้าไปเป็นศาลที่อากงมาช่วยออกเงินสร้างเมื่อปีค.ศ. 1993

จากนั้นก็กลับไปที่บ้านรับประทานอาหารเย็นกัน วันนี้เป็นเมนูง่าย ๆ เช่น เต้าหู้ทอดกับน้ำซุปเกลือใส่ต้นหอมและกระเทียมซอย ผัดผักหลายอย่าง ขาหมู และน้ำพริกหนุ่มจากเมืองไทย เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารเป็นที่สนุกสนานกัน ทานข้าว ดื่มน้ำชาพูดคุยกันเสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับโรงแรมพักผ่อนกัน

รับประทานจริงจังมื้อแรก

วันที่สอง ตอนเช้าตื่นมาก็เริ่มด้วยการไปเยี่ยมญาติๆ ซึ่งบ้านญาติส่วนใหญ่จะเป็นตึกหลายชั้น และคอนโดเป็นห้องๆ กันหมดแล้ว มีส่วนน้อยที่ยังอยู่บ้านแบบเดิมกัน

จากนั้นช่วงสายๆ เดินทางไปที่บ้านเพื่อไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งของไหว้ก็ไม่ได้แต่ต่างกับเวลาไหว้ที่เมืองไทยเท่าไหร่ จะมีต่างบ้างสำหรับอาหารท้องถิ่น ขนมไหว้ก็เหมือนกัน แต่บางอย่างอาจจะหน้าตาแปลกไปบ้าง ที่บ้านเวลาไหว้บรรพบุรุษไม่นิยมตักข้าวออกมาตั้งเป็นถ้วยๆ แต่จะตั้งไว้ทั้งหม้อข้าวเลย เผื่อบรรพชนท่านไม่อยากทานข้าว ชอบไปหมี่เตี๊ยวมากกว่า จัดแบบบุฟเฟ่ต์ก็ว่ากันไป การไหว้เริ่มจากเหล่าเจ็กคนเล็กจุดธูปออกไหว้เชิญบรรพชนที่หน้าบ้าน แล้วไหว้หมึ่งซิ้ง(เทพเจ้าประจำประตูบ้าน) เหมือนเป็นการขออนุญาตให้บรรพชนเข้ามารับเครื่องเซ่นไหว้ แล้วจึงมาไหว้ที่หน้าโต๊ะบูชาอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนั้นญาติ ๆ ก็ทยอยกันมาไหว้ และพ่อครัวแม่ครัวที่ทำอาหารก็ทยอยทำออกมาตั้งไหว้เช่นกัน เมื่อไหว้กันครบแล้วทั้งคนไทยคนจีนก็ไปนั่งคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบข่าวคราวบ้านเมืองกัน ได้เวลาพอสมควรก็ไหว้ลาเชิญกระดาษไหว้ไปเผาที่หน้าบ้านกัน เสร็จแล้วก็จัดโต๊ะเตรียมทานอาหารมื้อต่อไปกันตามระเบียบ

เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วก็เริ่มเดินสายไปตามบ้านญาติที่อยู่ในย่านนั้น และเดินไปดูเหล่าฉู่ (老厝) บ้านเดิมที่อากงเคยอาศัยอยู่ก่อนมาเมืองไทยในปีพ.ศ. 2489 ตัวหมู่บ้านค่อยข้างใหญ่ มีกำแพงและป้อมล้อมรอบหมู่บ้าน ส่วนที่ไปดูเป็นกำแพงและประตูด้านทิศใต้ของหมู่บ้านที่เพิ่งบูรณะใหม่เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อไปถึงประตูทางเข้า ด้านนอกมีแท่นบูชาสำหรับไหว้ทีกง ถัดไปเป็นท่าน้ำสำหรับอาบน้ำ ซักผ้า เมื่อเข้าประตูไปจะเป็นศาลแป๊ะกง (ศาลเจ้าที่) เข้าประตูไปไม่ไกลเหล่าเจ็กชี้ให้ดูอาคารที่อากงเคยใช้เป็นที่ขายของและถัดออกไปก็เป็นบ้านที่เหล่ากง (พ่อของอากง) อยู่กับครอบครัว ตอนนี้ทางคนที่ดูแลปิดตายตัวบ้านไปแล้ว เพราะว่าด้านในเริ่มพังไปบางส่วนอาจจะเป็นอันตรายได้ จากนั้นเดินเข้าไปด้านใน ดูบ้านอีกหลังของเหล่าแปะ (ญาติที่เป็นพี่ชายของอากง) ซึ่งภายในตัวบ้านยังค่อนข้างสมบูรณ์ เลยได้ดูตัวอย่างด้านในบ้านกันด้วย

หลังจากเดินชมกันพอประมาณแล้วก็เดินกลับบ้านกันเพื่อเตรียมทานอาหารมื้อต่อไปกัน จะเห็นได้ว่าไม่ได้ทำอย่างอื่นเท่าไหร่เลยนอกจากทานอาหาร เยี่ยมบ้านญาติ และทานอาหารกัน แต่ก็ถือเป็นกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันกับญาติทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีน โดยวันนี้มีเมนูพิเศษ คือ ต้มยำกุ้ง ที่ฝ่ายไทยขนเอาเครื่องปรุงไปด้วย ส่วนกุ้งนั้นก็ใช้กุ้งจีนเอา เป็นที่ชื่นชอบและสนุกสนานสำหรับญาติฝ่ายจีนมาก บางคนก็กลัวไม่กล้าทาน บางคนก็ทานไปเจอพริกเป็นเม็ดให้เผ็ดร้อนกันไป มื้อเย็นวันนี้ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ไหว้บรรพบุรุษแล้วยังทานกันไม่หมด ส่วนที่ทำใหม่ก็เป็นพวกผัดผักนานาชนิดที่สดมาก หลังจากทานอาหารกันเสร็จก็มีวงน้ำชาตามเคย จนถึงแก่เวลาสมควรแล้วก็แยกย้ายกันกลับที่พัก วันนี้สบายนิดหน่อยที่ได้ออกไปเดินเล่นดูของในย่านที่ไปพักในเมืองบ้าง ได้ไปจัดชุดน้ำชามาชุดเล็ก ๆ และเดินดูของที่ขายในท้องถิ่น ก่อนกลับไปพักผ่อนต่อไป

วันที่สาม เป็นวันที่มีงานแต่งงานน้องชายที่เมืองจีน ตอนเช้าตื่นมาแต่งตัวสวยหล่อกันพร้อมไปงานแต่งงาน แต่ตอนเช้าก็ยังว่างกันอยู่ เจ้าภาพเลยจัดทัวร์เยี่ยมญาติกัน แวะไปบ้านนู้นบ้านนี้ในตัวเมืองโผวเล้ง ส่วนใหญ่อยู่คอนโดกันหมด บางแห่งไม่มีลิฟ ห้าหกชั้นก็เดินกันไป 

พอใกล้ถึงเวลางาน 11 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่น ก็เดินทางไปยังโรงแรม Bì huī yuán เพื่อร่วมงานเลี้ยงแต่งงานของน้องชาย งานนี้มาเป็นญาติฝั่งแม่ของเจ้าบ่าว นับกันง่าย ๆ คือแม่ของเจ้าบ่าวเป็นลูกพี่ของคุณพ่อ มีศักดิ์เป็นอาโกว (คุณอา) ของผม ก่อนเริ่มงานเลี้ยงก้มีโชว์และพิธีการนิดหน่อย พิธีการในงานเลี้ยงก็ดูจะเป็นการประยุกต์แบบฝรั่งไปเสียเกือบหมด มีเพื่อนเจ้าบ่าวเพื่อนเจ้าสาว มีการให้เจ้าบ่าวไปรับตัวเจ้าสาวจากคุณพ่อ สวมแหวนกัน ตัดเค้ก พ่อเจ้าบ่าวพ่อเจ้าสาวกล่าวอวยพร รวมถึงมีการโยนดอกไม้ด้วย ก็แปลกดีที่เมืองจีนจัดเหมือนฝรั่งแทบทุกประการเลย หลังจากนั้นเป็นการเสริฟอาหาร ก้มีพิธีการที่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนกัน คือ มีการแห่อาหารจานแรกซึ่งเป็นหมูหันสีทองอร่ามมาเป็นขบวนใหญ่ เอามาเสริฟโต๊ะ VIP อย่างอลังการ ซึ่งก็น่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ เพราะหมูหันที่เอามาเสริฟทุกโต๊ะนั้นมีไฟติดที่ตาด้วย ซึ่งเมืองไทยไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน จากนั้นอาหารจานอื่นๆก็ถูกนำมาเสริฟเรื่อย ๆ ตามปกติ ซึ่งขอเชิญไปชมในภาพเอา ถ้ามาพิมพ์ไว้คงต้องอธิบายโดยพิสดารไปอีกมาก ระหว่างที่รับประทานอาหารเจ้าบ่าวเจ้าสาวและญาติทั้งสองฝ่ายก็เดินมาทักทายแขกตามโต๊ะเป็นระยะ โดยแต่ละครั้งก็ต้องมีการชนแก้วกันทุกครั้งไป ส่วนใครจะดื่มอะไรก็ตามแต่สะดวก รับประทานอาหารเสร็จก็สมควรแก่เวลาแยกย้ายกันกลับ ก็ได้ถ่ายภาพและสนทนาพาทีกันกับญาติ ๆ กันก่อนกลับอีกยกหนึ่ง พอแยกย้ายกันแล้ว ทางแก๊งที่มาจากเมืองไทยก็เดินทางไปเยี่ยมญาติกันต่อแล้วจึงกลับไปบ้านเดิมเพื่อเตรียมรับประทานอาหารมื้อเย็นต่อไป

หลังจากกลับไปที่บ้านเดิมแล้ว ระหว่างพักรอการเตรียมอาหาร ยังไม่มีหน้าที่อะไรก็ออกไปเดินเล่นอีกตามเคย ก็ได้ชวนน้องชายลูกพี่ลูกน้องที่มาจากเมืองไทยด้วยกัน เดินไปเหล่าฉู่ เข้าไปทางประตูทิศใต้อันเป็นนิวาสสถานเดิมของอากง เดินดูซึมซับบรรยากาศตามสมควร แล้วเดินไปสุดแนวกำแพงที่บูรณะแล้วทางทิศตะวันตก ไปเจอประตูอีกประตูหนึ่งก็เดินออกจากหมู่บ้านเก่ากัน

ออกมาสักพักพอดีเจอกับเหล่าโกวเลยบอกว่าออกมาเดินเล่นกับน้อง เหล่าโกวเลยแนะนำให้เดินไปดูโรงเรียนของหมูบ้าน ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิมที่อากงรวมถึงญาติ ๆ หลายคนได้เคยเรียนด้วย คนไทยสองคนก็เดินไปที่โรงเรียน ตอนแรกจะไม่กล้าเดินเข้าไปเพราะกลัวจะเป็นคนแปลกหน้า แต่สักพักเหล่าโกวก็ขับจักรยานมาชวนกันเดินเข้าไปดูด้านในกัน โรงเรียนนี้ชื่อโรงเรียนมัธยมเฮงบุ้ง เห็นว่ามีนักเรียนร่วมสี่พันคนได้  ถ้าเทียบกับในเมืองไทยนี่ถือเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษเลยทีเดียว ภายในมีอาคารเก่าอยู่หลังหนึ่งซึ่งเป็นอาคารเรียนเดิม ยังมีภาพถ่ายเก่าที่น้องๆอากงถ่ายรูปส่งมาให้อากงดูถ่ายติดอาคารหลังนี้อยู่ด้วย

เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารอีกรอบ ก็พากันเดินกลับไปที่บ้านเพื่อรับประทานอาหารเย็นกันต่อไป มื้อนี้ก็ได้ขอให้ฝ่ายจีนจัดผักเยอะหน่อย ซึ่งก็ได้ทานผักผักกันสมใจ และยังมีตือคาตั่ง ขาหมูเย็นเป็นวุ้นอีกด้วย ซึ่งขาหมูเย็นนี้ก็คือขาหมูที่ทำเมื่อวันก่อนแต่เก็บไว้ในที่อากาศเย็นจนน้ำซุปนั้นจับตัวกันเป็นวุ้น ถ้าเป็นในเมืองไทยทำก็ต้องเอาไปแช่ตู้เย็นกันถึงจะได้ทานยัง มีเมนูที่ฝ่ายไทยนำเสนอคือ การนำหมูหันจากมือกลางวันมาสับแล้วคั่วซีอิ๊ว ฝ่ายจีนดูจะชอบเพราะเห็นทานกันใหญ่ เมื่อทานเสร็จก็เช่นเคยที่จะเตรียมแยกย้ายกัน เป็นครั้งสุดท้ายของทริปที่จะได้อยู่ที่บ้านเดิมนี้แล้ว ก็แอบเสียใจอยู่เหมือนกันที่ต้องจากบ้านเดิมนี้ไป เมื่อถึงที่พักแล้ว นับกับอาโกวและน้องที่มาด้วยกันไปซื้อของไหว้กลับมาไหว้ตรุษจีนที่เมืองไทย ก็ได้เดินไปย่านการค้าและได้ซื้อของไหว้มาเตรียมไหว้ตรุษจีนสมใจอยากแล้วจึงกลับมาเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินทางไปยังเมืองกวางโจวบ้านของเหล่าเจ็กน้องชายคนเล็กของอากงในวันต่อไป

วันที่สี่ เป็นวันที่เดินทางไปกวางโจว ตอนเช้าก็รับประทานบะหมี่แถวที่พัก แล้วจึงเดินทางไปกวางโจวโดยรถมินิบัสที่ลูกชายของเหล่าเจ็กคนเล็ก จัดมารับคณะฝ่ายไทยไปเที่ยวกวางโจวกัน แต่ทีแรกเหล่าเจ็กว่าจะพานั่งรถไฟความเร็วสูงไป แต่ด้วยดูแล้วทั้งจำนวนคน สัมภาระเอ่ยอาจจะไม่สะดวก ก็ได้เลยนั่งรถมินิบัสไปยาว ๆ กัน โดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง รวมเวลาที่แวะทานข้าวเที่ยงด้วย

ร้านอาหารที่แวะไปทานข้าวเที่ยงนั้น เป็นร้านไก่อบดิน ซึ่งไก่ที่เอามาทำอาหารนั้นเป็นไก่ที่เลี้ยงไว้แบบเปิดตามเนินเขาแถวร้านนี้เอง และร้านนี้เป็นร้านอาหารที่ทำแบบบังเกอร์ทหารหลายแบบ พนักงานเสริฟก็แต่งตัวคล้ายทหาร เดาว่าน่าจะเป็นการเลียนแบบอาหารและบรรยากาศในสมัยสงครามก็เป็นได้

เมื่อเดินทางถึงที่พักก็ได้ไปพูดคุยกันกินน้ำชากันตามธรรมเนียม แยกย้ายไปห้องพักพักผ่อนสักครู่ แล้วก็ต้องเตรียมตัวไปทานอาหารกันอีกรอบ จะเห็นได้ว่าเป็นทริปเยี่ยมญาติและรับประทานอาหารจริงจังมาก รอบนี้เจ้าภาพฝ่ายจีนถามว่าจะเดินไปหรือนั่งรถไป ทางฝ่ายไทยก็เลือกเดินไป ใช้เวลาร่วม 20 นาที ถือว่าไกลพอควร แต่ด้วยอากาศเย็นเลยดูไม่ไกลเท่าไหร่ ก้รับประทานอาหารกันอิ่มแปล้ตามธรรมเนียม จนเมื่อขากลับก็ได้ใช้บริการขนส่งสาธารณะกลับกัน เป็นรถเมล์ท้องถิ่นที่ไปส่งที่สถานไม่ไกลจากที่พักนัก เป็นที่สบายนิดหน่อยหลังทานอาหารเสร็จ แล้วก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องรื้อและเก็บกระเป๋าเดินทางอีกรอบ เพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องเดินทางไปเซิ่นเจิ้นอีก

วันที่ห้า เริ่มจากการรับประทานอาการเช้าเช่นเคย โดยไปเดินเล่นในตลาดเช้าก่อน ก็เห็นของขายเยอะแยะ ผักสด เนื้อสด ซาลาเปา ร้านบะหมี่ น่าทานเยอะเลย ทางคณะฝ่ายไทยกลุ่มแรกก็ตกลงปลงใจรับประทานโจ๊กกัน แต่โจ๊กที่นี่ออกจะเป็นข้าวต้มเสียมากกว่า ญาติฝ่ายจีนกลัวไม่อิ่มเลยถามว่าจะรับอะไรกันเพิ่มไหม เลยสั่งเกี๊ยวสั่งอะไรมาทานเพิ่มกันไป ส่วนคุณพ่อนั้นเห็นร้านขายปาท่องโก๋ตัวใหญ่น่าทานเลยบอกไปว่าอยากทานปาท่องโก๋ ญาติก้ทำหน้าแอบงงไป พอดีผมทราบว่าที่เมืองจีนไม่ได้เรียกแบบนี้เลยแก้ไปว่าคุณพ่ออยากทานอิ่วจาก๊วย ก็เลยได้ลองทานกันไป ถ้าไม่แก้ให้นี่อาจจะไม่ได้ทานของที่ต้องการก็ได้

จากนั้นก็เดินทางไปเที่ยวยังเฉินเจียสือ (陈家祠) เป็นศาลประจำตระกูลของคนตระกูลเฉิน (แซ่ตั้งในภาษาแต้จิ๋ว) ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมศิลปะแบบหมิ่นหนาน ประดับด้วยตุ๊กตาหินสลัก ลวดลายปูนปั้น งานไม้แกะสลัก ทุกอย่างล้วนประดิษฐ์ด้วยความละเอียดอ่อนงดงาม แต่เดิมใช้เป็นศาลตั้งป้ายวิญญาณบูชาบรรพชน และที่พักของคนในตระกูลเมื่อเดินทางมายังเมืองกวางโจว ต่อมาได้ใช้บางส่วนเป็นพิพิธภัณฑ์งานหัตถกรรมท้องถิ่น แต่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมของประเทศจีน ศาลบรรพชนแห่งนี้ได้โดยทำลายไปหลายส่วน รวมถึงป้ายวิญญาณบูชาบรรพชนหลายร้อยป้ายที่โดนทำลายไป ซึ่งยังเหลือในปัจจุบันเพียงสองป้ายเท่านั้น ต่อมาในปี ค.ศ.1983 ได้บูรณะอาคารและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์งานหัตถกรรมท้องถิ่นของมณฑลกวางตุ้งอีกครั้งหนึ่ง และเปิดสถานที่ท่องเที่ยวจนถึงปัจจุบัน สำหรับการสื่อสารที่นี่มีมัคคุเทศก์ภาษาอังกฤษสำหรับนำชม ซึ่งอุปกรณ์นำชมที่นี่ไมไ่ด้ใช้เครื่องขยายเสียงหรือแหกปากอย่างบ้านเรา แต่มัคคุเทศก์ใช้ไมโครโฟนส่งสัญญานไปยังหูฟังของนักท่องเที่ยว ทำให้ได้ยินการบรรยายและได้อรรถรสในการชมอย่างต่อเนื่อง ไม่โดนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นรบกวน ก็น่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยได้

หลังจากเดินเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว ต่อไปก็ไปรับประทานอาหารอีกเช่นเคย ก็ไปรับประทานกันในภัตตาคารซึ่งก็อร่อยมากอีกเช่นเคย เมื่อทานเสร็จก็เดินไปดูร้านเช่ารถของคุณอาที่อยู่เยื้องกับร้านอาหาร ซึ่งร้านนี้เป็นร้านเช่ารถบ้าน สามารถขับไปเที่ยวเองหรือจ้างคนขับไปด้วยก็ได้ ท่านใดสนใจก็ติดต่อหลังไมค์ได้นะครับ จากนั้นก็ขึ้นรถไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะที่เป็นจุดชมวิวแคนตันทาวเวอร์ พอสมควรแก่เวลาก็เดินทางกันต่อไป แต่รอบนี้ก็ต้องลาญาติ ๆ ที่มาเที่ยวด้วยกันจากบ้านเดิมที่โผวเล้งแล้ว ญาติฝ่ายจีนจะแยกกลับบ้านกันเลย ส่วนฝ่ายไทยก็จะไปอีกบ้านเหล่าเจ็กอีกคนที่เซิ่นเจิ้น ร่ำลากันพอสมควรก็เดินทางต่อไปเซิ่นเจิ้น

ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงที่บ้าน เป็นคอนโด 4 ห้องนอน รองรับญาติฝ่ายไทยได้สบายดีทีเดียว ภารกิจต่อไปก็คือการเตรียมอาหารเช่นเคย แต่ผู้ไม่มีหน้าที่ในการลงครัว ก็ออกไปเดินเล่นตามเคย ซึ่งที่นี่ก็เป็นคอนโดติดทะเล เดินไปไม่ไกลเป็นสวนสาธารณะเรียบชายฝั่ง โดยฝั่งตรงข้ามก็เป็นพื้นที่ของฝั่งฮ่องกง สามารถเห็นสะพานที่ใช้ข้ามไปยังฮ่องกงได้ด้วย พอได้เวลารับประทานอาหารก็กลับไปที่ห้องกัน นอกจากสุกี้ที่ทางฝ่ายจีนทำแล้ว ยังมีต้มยำกุ้งที่ฝ่ายไทยทำอีกด้วย ดูฝ่ายจีนจะชอบทานกันมาก จากนั้นก็ไปดื่มน้ำชากันตามธรรมเนียม ดูโทรทัศน์จีน พูดคุยกันสนุกสนาน จากนั้นก็อาบน้ำเข้านอนเก็บแรงไว้วันต่อไป

เดินเล่นที่สวนสาธารณะริมทะเลแถวที่พัก

วันที่หก วันนี้เป็นวันสุดท้ายของทริปแล้ว ตื่นมาก็ตามปกติ มีของทานเล่นเป็นซาลาเปาและอิ่วจาก้วย (ที่เมืองไทยเราเรียกปาท่องโก๋) และอาหารเช้าเบา ๆ ก็เป็นข้าวต้ม ทานกับผักต้ม ปลานึ่ง ยำหัวไชโป้ว (ไชโป้วที่ญาติดองเอง นำมาบีบมะนาวและใส่น้ำตาลนิดหน่อย แซปอย่างไทย ๆ นิดนึง)

เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ขอแยกย้ายกันไปเที่ยวกันเอง ก็เลยหาที่เที่ยวเป็นย่านเมืองเก่า มีศาลเจ้าให้คุณพ่อได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง เลยเลือกไปที่เมืองโบราณหนานโถว ซื่อเดิมคือเมืองซินกัน 南头古城 (新安) เดินทางไปโดยนั่งรถไฟใต้ดินแล้วเดินเท้าชมเมืองไปจนถึงเมืองโบราณ ด้านหน้าที่ไปถึงมีศาลเจ้ากวนอู สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1937 ภายในรูปปั้นเทพเจ้ากวนให้สักการะบูชา มีโต๊ะจำหน่ายธูปเทียนของเซ่นไหว้อยู่ด้านในด้วย ก็จัดให้คุณพ่อได้ไหว้เจ้ากันไปนิดหน่อย จากนั้นก็เดินต่อไปยังเขตเมืองเก่า เป็นที่น่าเสียดายที่วันที่ไปนั้นเป็นวันจันทร์ อาคารที่ว่าการอำเภอเก่าที่มีการจัดนิทรรศการให้ชมก็เลยไม่เปิดทำการ แต่มีประวัติเขียนไว้หน้าอาคารว่าสร้างรัชสมัยหย่งเจิ้น แต่กำแพงเมืองนี้สร้างตั้งแต่สมัยต้นราชวงศ์หมิงเพื่อป้องกันชุมชนจากโจรสลัด ปัจจุบันยังมีการปรับปรุงอาคารโบราณสำหรับใช้อยู่อาศัยกันด้วย หลังจากเดินชมเมืองแล้วก็ได้เวลาไปหาซื้อของฝาก ได้เลือกเดินทางไปยังย่านตงเหมิน เป็นโซนขายเสื้อผ้าแฟชั่น บรรยายให้เห็นภาพก็คือสยามรวมกับประตูน้ำ มีทั้งร้านแบรนเนมจริง แบรนเลียนแบบ และแฟชั่นทั่วไป เหมาะแก่การให้สาว ๆ มาเดินเลือกเสื้อผ้ากลับไปมาก แต่นี่มากับคุณพ่อ เลยไม่ได้ซื้ออะไรกลับไปเท่าไหร่ เมื่อเดินพอเหนื่อยแล้วก็กลับคอนโดของเหล่าเจ็กโดยรถใต้ดินเช่นเคย

ตอนต้นลืมพูดถึงรถใต้ดินของเซิ่นเจิ้น ซึ่งมีเส้นทางที่ครอบคลุมแทบจะทั่วเมือง มี 5 สาย รวม 137 สถานี ค่าโดยสารตีเป็นเงินไทยแค่ 10 – 45 บาทเอง ฟังดูแล้วเมืองไทยเราเทียบไม่ติดเลยทั้งจำนวนสถานีและราคาค่าบริการที่ถูกมาก

เมื่อกลับมาถึงคอนโดแล้วก็ต้องปฏิบัติภารกิจอันหนักหน่วงในการจัดกระเป๋ากลับอย่างไรให้พอ ทั้งยัดทั้งคำนวนน้ำหนัก และเลือกของที่จะหิ้วขึ้นเครื่องกันสนุกสนาน วันนี้ในระหว่างผมกับคุณพ่อไปเที่ยวกันเอง ญาติฝ่ายไทยคนอื่นก็พักผ่อนตามอัธยาศัย และไปตลาดซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารอีกเช่นเคย เมื่อทานอาหารมื้อเย็นกันเสร็จก็ได้เวลาไปสนามบินเพื่อกลับประเทศไทยกัน ก่อนออกจากคอนโดก็ได้ลาเหล่าเจ็กกันที่ลานจอดรถ ก็หวังว่าจะได้มาเที่ยวเมืองจีนเพื่อเจอญาติ ๆ กันอีก สำหรับที่สนามบินเซิ่นเจิ้นมีการตรวจตราคนที่เข้าไปใช้บริการอย่างเข้มงวด ตรวจกันสามสี่รอบเลย แถมพูดเป็นภาษาจีนกันหมด หลาย ๆ คนก็ตื่นเต้นเพราะฟังไม่ออกไปบ้าง ปฏิบัติตัวไม่ค่อยถูกต้องบ้าง แต่ก็รอดกลับเมืองไทยมาได้ครบทั้งคณะ

สรุปทริปนี้เน้นการไปเยี่ยมญาติ ได้พบญาติหลายคนที่เคยคุยกันแต่ในอินเทอร์เน็ต บางคนไม่เคยเจอเลย เป็นที่น่ายินดีกับทั้งฝ่ายจีนฝ่ายไทย และได้ไปชมอะไรหลาย ๆ อย่างที่นักท่องเที่ยวปกติไม่ค่อยให้ความสนใจกัน 

ขอบพระคุณทุกท่านที่อ่านมาจนจบนะครับ ในโอกาสที่โพสต์ในวันตรุษจีนพอดี ก็ขออวยพรทุกท่านด้วย 

新正如意   新年发财 

万事如意   生意兴隆 

吉祥如意   步步高升 

四季平安   新年快乐 

  ปีใหม่สมมาตรปราถนา   โชคลาภมาปีใหม่ให้สุขสันต์ 

 คิดทุกอย่าสำเร็จทุกสิ่งอัน   ทุกคืนวันงานใหญ่ได้รุ่งเรือง  

  งานมงคลให้ได้ดั่งใจหวัง   ให้เลื่องขั่งในการงานยศอย่างเขือง  

 ให้ปลอดภัยอันตรายอย่าได้เคือง   ได้รุ่งเรืองมีความสุขปีใหม่กัน…. 


Mahidol University Library and Knowledge Center @ 2019